การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

 
การลงทุนของกฟผ.ที่ไม่ต้องผ่านตลาดหุ้น

การลงทุน ทำอย่างไร

  1. ใช้ทุนตัวเองคือเงินสะสม และเงินหมุนเวียนระหว่างปีเพื่อการลงทุน เพราะต้นทุนทางการเงินต่ำ จึงต้องใช้ก่อนเป็นลำดับแรก

  2. เมื่อเงินทุนไม่พอ แต่ต้องขยายกิจการเพิ่มเพราะกิจการเติบโตดี จะใช้วิธีกู้เงินเป็นลำดับที่สองก่อน จนฐานะทางการเงินไม่เหมาะที่จะกู้ จึงจะเลือกหนทางที่ 3 ต่อไป

    ฐานะทางการเงินที่ใช้ในการพิจารณาเงินกู้ คือ

     หนี้เงินกู้ : ทุน สำหรับ กฟผ. วันนี้อยู่ที่ 0.78 : 1

     บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบัน อยู่ที่ 2-3 :   1

     ถ้าดูเกณฑ์ของธนาคารโลก จะพิจารณา หนี้ทั้งหมด ทุน > 1.5 : 1

                                      ของ กฟผ. วันนี้อยู่ที่ 1.27 : 1

  3. การระดมทุนจากตลาดหุ้น จะเป็นวิธีที่ 3 เพราะ มีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า คือ เรื่องเงินปันผล และจำนวนหุ้นที่มีการเพิ่มทุน

พิจารณา กฟผ.

 

            การดำเนินงานในปัจจุบัน มี EBITDA อยู่ที่ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี

            เมื่อหัก  คืนเงินกู้ - 2 หมื่นล้านบาท/ปี

                        ส่ง กระทรวงการคลัง - 1 หมื่นล้านบาท/ปี

                        จ่ายดอกเบี้ย - 7 พันล้านบาท/ปี

            จะมีเงินเหลือลงทุน - 1 หมื่นล้านบาท/ปี

 

            และจากแผน PDP 2004 ที่รัฐจะต้องให้ กฟผ. สร้าง โรงไฟฟ้า 4 แห่ง ในช่วงปี 47-52 (เพื่อให้ทันต่อความต้องการของประเทศ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า) คือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ, โรงไฟฟ้าพระนครใต้, โรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าสงขลา

            และหากพิจารณาไป 10 ปี จะต้องมีเงินลงทุนรวม 400,000 ล้านบาทนี้หรือคิดเป็นเงินลงทุนประมาณปีละ 4 หมื่นล้านบาทนั้น

 

            เมื่อ กฟผ.มีเงินลงทุนเอง 1 หมื่นล้านบาท/ปี กู้เพิ่มอีก 3 หมื่นล้านบาท จะเป็นสัดส่วนการลงทุน คือ เงินส่วนตัว : หนี้ = 25 : 75  ซึ่งอยู่ในหลักการลงทุนอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในการกู้เงิน

 

         หนี้เงินกู้ กฟผ ปี46 = 137,110 ล้านบาท =  4.73 %ของหนี้สาธารณะของประเทศ = 2.53 %ของ GDP  ขณะที่หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู = 417,680 ล้านบาท = 14.39 %ของหนี้สาธารณะของประเทศ

 

แนวทางการเอากฟผ.เข้าตลาดหุ้นของรัฐบาล

1.      รัฐจะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ 75 %  และนำ 25% ไประดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์

2.      25% ของหุ้น 6000 ล้านหุ้น เมื่อเพิ่มทุนเท่ากับ 2000 ล้านหุ้น ที่จะกระจายในตลาดหุ้นนั้น หากราคา  IPO = 30 บาท/หุ้น จะได้เงิน 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้ครั้งเดียว (เพราะไม่สามารถจะขายมากกว่า 25%) 

ดังนั้นหากพิจารณาถึงเงินลงทุนในอนาคต 400,000 ล้านบาท ในช่วง 10 ปี ข้างหน้า จะเห็นว่าเงินที่ได้จากตลาดหลักทรัพย์ นั้นไม่เพียงพอ นอกจากรัฐบาลจะต้องขายออกไปอีก (คือเกินกว่า 25%) ซึ่งคงไม่ได้  ก็จะใช้วิธีการเพิ่มทุนซึ่งก็จะไม่จูงใจผู้ลงทุน เพราะหุ้นที่มากขึ้นและรัฐก็ยังต้องใส่เงินเข้ามาเพื่อรักษาสัดส่วนการเพิ่มทุนด้วย ทำให้ต้องกู้เพิ่มอีก ดังนั้นหนี้สาธารณะก็ไม่สามารถลดลงได้เช่นกัน

ดังนั้นรัฐบาล บอกความจริงครึ่งเดียวกับประชาชนว่า จะได้เงินมาจากตลาดหลักทรัพย์

แต่ไม่ได้บอกว่ายังไงก็ต้องมีการกู้เงินเพิ่มขึ้น(หนี้สาธารณะ) และต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อยู่เหมือนเดิม 

และหากพิจารณาถึงผลที่จะได้จากตลาดหลักทรัพย์จะเห็นว่าได้เงินมาที่ลดภาระของรัฐจริงๆ มีเพียง 60000 ล้านบาท (IPO = 30 บาท) ซึ่งไม่ต้องใช้คืนผู้ถือหุ้น แต่ก็ต้องจ่ายปันผล ซึ่งก็เหมือนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ดี นี่เป็นข้อดีที่มีโดยตรง

ส่วนข้อดีที่จะมีอีกข้อคือได้เพิ่มมาร์เก็ตแค็ป ของตลาดหุ้น ทำให้หุ้นอื่นๆ ในตลาด  (โดยเฉพาะของนายกฯและนักการเมืองคนอื่นๆ) ได้ประโยชน์ไปกับ Sentiment ของตลาดที่ดีขึ้นด้วย

 

แต่ถ้าจะพิจารณาข้อเสียที่จะเกิดขึ้น คือ กิจการไฟฟ้าอันเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนคนไทย เมื่อเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้วจะถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์ จากไม่แสวงหากำไรเป็นหลัก เป็นการแสวงหากำไรสูงสุด ทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมากในอนาคตเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ 

        และยังทำให้รัฐบาลขาดกลไกของรัฐในการประกันความเป็นอยู่ในพื้นฐานให้กับประชาชน และรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ เช่น กรณี ปตท. แม้เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้เป็นกลไกการตรึงราคาน้ำมัน สุดท้ายรัฐบาลต้องตั้งกองทุนน้ำมันขึ้นมา ซึ่งจะเป็นภาระของประชาชนทั้ง 63 ล้านคน ในขณะที่ผู้ถือหุ้น ปตท. ไม่ถึงแสนคนได้ประโยชน์ และบริษัทน้ำมันข้ามชาติก็พลอยได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน 

 และยังทำให้ประชาชนไม่สามารถเรียกร้องกับรัฐบาลได้ ในกรณีที่ไฟฟ้ากระจายไม่ทั่วถึง ไฟฟ้า ตก-ดับ หรือมีราคาแพง เพราะจะเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น กฟผ. และกลไกตลาดหลักทรัพย์ ที่รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้  เพราะต่างชาติจะไม่เชื่อมั่น จะมีผลต่อเครดิตของประเทศและการส่งออก

ทั้งๆ ที่ก่อนเอา กฟผเข้าตลาดหุ้น ประชาชนคนไทย 63 ล้านคน เป็นเจ้าของ กฟผ. อยู่แล้ว โดยไม่ต้องซื้อหุ้น และสามารถเรียกร้องการดูแลจากรัฐบาลได้

              และหากมีการทำข้อตกลง FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีภาคบริการ  ทำให้ต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขันในกิจการต่างๆ  อย่างกว้างขวางนับร้อยสาขา ซึ่งเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย การเปิดเสรีธุรกิจการให้บริการไม่ว่าจะเป็นการเงิน  การสื่อสารโทรคมนาคม การขนส่ง การสาธารณูปโภค การศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ ย่อมหมายถึงการยอมให้ทุนเข้ายึดครองกิจการเหล่านี้ (โดยหากยังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ จะทำได้ยาก หรือไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ทำให้ยึดครองยากขึ้น) จะส่งผลร้ายต่อสังคมโดยรวม

และเมื่อถึงเวลานั้น ที่เคยมีมติ ครม. ให้ต่างชาติถือหุ้นรายละไม่ 5% และรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 25% จะยังเป็นจริงอยู่หรือไม่ รัฐบาลจะมีหลักประกันในเรื่องนี้อย่างไร

หรือแม้แต่การจะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ 75% ก็ยังไม่มีหลักประกัน เพราะเป็นแค่มติครม. 

ซึ่งปัจจุบัน กรณี ITV จะเป็นบทเรียนของประชาชนได้เป็นอย่างดี

 

ดังนั้นรัฐบาลต้องตอบคำถามกับประชาชนว่า ทำไมจึงไม่ยอมให้ กฟผ. กู้เงินเพื่อการลงทุน ตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ.กฟผ. และรัฐธรรมนูญ ม.87 ทั้งๆ ที่ กฟผ. ไม่ได้เป็นปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศและเป็นหนี้ที่ก่อรายได้ ไม่เคยมีปัญหาในการใช้หนี้ให้เป็นภาระของรัฐบาล  และยังมีเงินนำส่งรัฐ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี (35-40%) และยังสามารถเป็นกลไกรัฐ ในการรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของประเทศ และการประกันความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานของประชาชนในรัฐ

แต่กลับมีความพยายามทุกรูปแบบ เพื่อเอา กฟผ. เข้าตลาดหุ้นให้ได้ แม้แต่ผู้นำรัฐบาลถึงกับออกคำพูดว่า “ตายเป็นตาย” และแนวทางเอา กฟผ. เข้าตลาดหุ้น ก็ไม่ได้แก้ปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ตรงกันข้ามกลับทำให้สังคมสงสัยว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง เป็นการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือไม่ จากพฤติกรรมที่รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดปกติ ขาดความพร้อมของการดำเนินการ ขาดความรอบครอบในการจัดการ เป็นต้น

 

ที่มา : เอกสารประกอบการแถลงข่าว สร.กฟผ.เรื่อง การลงทุนของกฟผ.ที่ไม่ต้องผ่านตลาดหุ้น 9 เม.ย. 47

1