รัฐบาลอ้าง
(ขู่) ว่าถ้าไม่แปรรูป กฟผ. ก็จะไม่ค้ำประกันเงินกู้สำหรับโครงการใหม่ใน 10
ปีข้างหน้า ซึ่งทำให้ต้องซื้อไฟฟ้าจากเอกชนแทน และ กฟผ.
ก็จะต้องลดสัดส่วนการผลิต หรือเล็กลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งผมขอขยายความดังนี้
1) อัตราการเติบโตของ GDP ต่อปี
จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อปี ดังนั้น ยิ่ง GDP
มากรัฐบาลก็ยิ่งเก็บภาษีได้มาก ยิ่งมีเงินคงคลังมาก (ถ้ามีวินัยการเงินจริงจัง)
ความสามารถหรือเพดานในการค้ำประกันก็ยิ่งมากเป็นเงาตามตัว
เช่นเดียวกัน การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็ต้องมีแผนที่สอดคล้องกับ GDP
คงไม่สร้างเหลือเฟือจนเหลือมากเหมือนในอดีต
ดังนั้นสัดส่วนในการค้ำประกันเงินกู้ฯ
ของรัฐบาลจึงไม่น่าจะมีปัญหาในส่วนของธุรกิจไฟฟ้า (ประมาณ 5%ของหนี้สาธารณะทั้งหมด)
รัฐบาลไม่น่าใช้คำว่า"ภาระ" เพราะมันเป็น"หน้าที่" ประกอบกับการคืนหนี้ของ กฟผ.
ในอดีตไม่เคยเหลวไหลกับเจ้าหนี้เงินกู้ เพราะสามารถใช้คืนได้ทั้งต้นทั้งดอก
ตามเวลา เพราะความมีประสิทธิภาพโดยรวมของ กฟผ.
การอ้าง (ขู่) ของรัฐบาลเช่นนี้เปรียบได้เหมือนกับ "นิทานสุนัขจิ้งจอก
ที่ต้องการกินกวางน้อย" โดยอ้างเหตุผลสารพัดว่ากวางน้อยผิด แต่ก็อ้างไม่ขึ้น
สุดท้ายก็ใช้วิธีสกปรกกินกวางน้อยทั้งๆที่ไม่มีความผิด
2) รัฐบาลไม่ได้พูดถึงภาระในการ Reserve ระบบไฟฟ้า (15%) ในการจัดซื้อไฟฟ้าจาก
IPP และ SPP รวมทั้งการขยายระบบสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งเป็นต้นทุนของ กฟผ.
ทั้งหมดรวมทั้งการเซ็นต์สัญญาทาส เพื่อซื้อ IPP และ SPP ตามนโยบายของรัฐบาล
หากรัฐบาลจะไม่ค้ำประกันเงินกู้ ก็ต้องยกเลิกสัญญา IPP และ SPP ที่มีกับ กฟผ.
ด้วย โดยรัฐบาลรับสัญญาทั้งหมดไปแทน และ กฟผ. รับซื้อจากรัฐบาลในราคาเท่ากับของ
กฟผ. และกำหนดใหม่ให้ IPP/SPP ต้องมี Reserve ไฟฟ้า 15% เช่นเดียวกันด้วย
และไม่จำเป็นต้องซื้อเชื้อเพลิง จาก ปตท. เพียงผู้เดียว
สามารถจัดหาได้เองตามราคาตลาด เช่นนี้จึงจะเป็นธรรมต่อ กฟผ. และประชาชน
3) หากรัฐบาลไม่ค้ำประกันเงินกู้ กฟผ. ยังคงมีศักยภาพ (อย่างมาก) ในฐานะ Single
Enhanced Buyer
เพียงแต่รัฐบาลกล้าที่จะปลดล็อกระเบียบต่างๆของกระทรวงการคลังและรัฐบาลหรือไม่?
โดยแก้ไข พรบ. กฟผ. และ
ตั้งคณะกรรมการควบคุมการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าแห่งชาติขึ้นมาแทนรัฐบาล
และงดเว้นการส่งเงินเข้าคลัง 5 ปี เพื่อเป็นทุนในการดำเนินการ
ไม่ว่าการออกพันธบัตร การออกหุ้นกู้ การสหกรณ์ หรือวิธี Financial ต่างๆ
ผมว่าคงเป็นที่ต้องการของสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งองค์การ และประชาชนทั่วไป
เพราะการเป็น Enhanced Single Buyer มีความมั่นคงยิ่งกว่าสถาบันการเงินเสียอีก
เพราะไม่มีหนี้เสีย (NPL) บางทีอาจจะมี Credit Rating
เท่ากับประเทศหรือดีกว่าเสียด้วยซ้ำ!
(คนจะให้กู้เงินเขามองที่ความสามารถในการชำระเงินเป็นหลัก
การค้ำประกันจะเป็นบุคคล สถาบัน หรือทรัพย์สินก็ได้ ขอเพียงเป็นหลักประกันว่า
เวลาไม่สามารถใช้หนี้ได้ ก็ยังมีบุคคลหรือสถาบันมาจ่ายแทน
หรือนำทรัพย์สินมาขายทอดตลาดใช้หนี้แทน และ กฟผ.มีสัดส่วนทรัพย์สินต่อหนี้สินมากกว่า
50% จึงไม่น่ามีปัญหาในการหาเงินทุน)
ด้วยวิธีนี้ ประชาชนจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด เพราะค่าไฟฟ้าจะไม่แพงมาก
เพราะไม่มีใครสามารถมาตักตวงผลประโยชน์จากตรงนี้ไปได้
จาก : อนุพนธ์ - [5 April 2547 - 23:07:25]

|