|
|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
ผลลัพธ์แปรรูปน้ำเป็นหุ้น ขึ้นค่าน้ำ - ต่างชาติเข้าฮุบ
ผู้จัดการออนไลน์ : 30 มีนาคม 2547 |
วันนี้ (30 มี.ค.) การประปานครหลวง (กปน.) ดีเดย์ขึ้นม็อบที่สำนักงานใหญ่
กรุงเทพฯ โดยประเด็นสำคัญที่เครือข่ายปกป้องไฟฟ้า-ประปาฯ
ต้องการสะท้อนให้สังคมรับรู้ในวันนี้ก็คือ ผลพวงจากการแปรรูปน้ำเป็นหุ้น
สุดท้ายประชาชนผู้ใช้น้ำต้องแบกรับภาระต้นทุนจริงและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นแบบเต็มๆ
และกิจการประปาจะถูกผ่องถ่ายไปสู่มือของกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ ในที่สุด
ที่ผ่านมา การแปรรูปน้ำในส่วนของกปน.นั้น รัฐบาลได้จัดเตรียมความพร้อมจนถึงกำหนดจดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ขณะที่ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) อยู่ระหว่างการจ้างที่ปรึกษาศึกษาการแปลงสภาพ สมสิทธิ ศรีนาชู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการประปานครหลวง (ปธ.สร.กปน.)กล่าวว่า การเข้าถึงน้ำมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ระยะทางในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร การลงทุนสูงมาก หากเป็นบริษัทเอกชนจะกล้าลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ ยังมีคำถามว่า มีกฎหมายใดมารองรับการ โอนอำนาจมหาชนจากรัฐบาลไปให้เอกชน และบริษัทเอกชนอาศัยอำนาจใดเข้าผูกขาดหรือการเข้าถึงน้ำที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ และการจ่ายน้ำให้แก่ประชาชน ปธ.สร.กปน. กล่าว หากมองย้อนกลับไป จะพบว่า กิจการประปาที่ก่อเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยเงินทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดตั้งขึ้นโดยมิได้แสวงหากำไร แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชนชาวสยาม และกิจการนี้ถูกกำหนดกรอบให้เป็นกิจการในเชิงสังคม โดยเฉพาะนโยบายราคาค่าน้ำ ที่ครม.กำหนดให้ขายในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ด้วยเหตุนี้ การประปา จึงได้อภิสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้ทรัพย์สินสาธารณะ เช่น คลองประปา, ที่ดินราชพัสดุ รวมทั้งค่าน้ำดิบที่ไม่เคยถูกจัดเก็บ ฯลฯ โรงกรองน้ำ คลองประปา และแหล่งน้ำที่เป็นธรรมชาติและสิ่งก่อสร้าง เช่น ห้วยหนอง อ่างเก็บน้ำ การวางท่อ หรือแม้แต่เขื่อน เป็นสิ่งที่ต้องลงทุนสูงมากและกว่าจะได้มา ก็ได้มาด้วย พ.ร.บ. เวนคืนที่ดิน ต้องขออนุมัติผ่านมติครม. ปธ.สร.กปน.กล่าว ประเด็นต่อมา เมื่อการประปาจะถูกแปรรูปเป็นบริษัทมหาชน สิทธิพิเศษต่างๆ ที่จะต้องถูกเรียกกลับคืน และนั่นเป็นต้นทุนที่บริษัทจะต้องบวกรวมเข้ามาเป็นค่าน้ำที่จะจัดเก็บจากผู้ใช้ สร.กปน. แจกแจงว่า การใช้ทรัพย์สินเดิม เช่น คลองประปา ที่ดินราชพัสดุ หรือสิ่งก่อสร้างที่ได้รับโอนมา เช่น โรงกรองน้ำสามเสน โรงกรองน้ำธนบุรี ฯลฯ ที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเนื่องจากเป็นบริการสาธารณะประโยชน์ แต่เมื่อเป็นบริษัท ทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกโอนไปเป็นของกระทรวงการคลัง และต้องเสียค่าเช่า ส่วนค่าน้ำดิบที่ไม่เคยจัดเก็บก็จะถูกเก็บจากกรมชลประทาน ซึ่งกรณีล่าสุดคือ กรมชลประทาน ได้เรียกเก็บค่าน้ำดิบ 180 ล้านบาทจากกปน.และ กปน.ผลักภาระมาให้ประชาชนเสียค่าน้ำเพิ่ม 15 สต./ลบ.ม. โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้ ในส่วนของค่าธรรมเนียมในการวางท่อผ่านที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน จะต้องถูกจัดเก็บ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ พร้อมภาษีธุรกิจ รวมไปถึงความเสี่ยงหนี้สูญ ผลกำไรตอบแทนผู้ลงทุน บริษัทจะบวกเข้ามารวมเข้ามาในค่าน้ำทั้งหมด นี่ยังไม่นับต้นทุนการเงิน ซึ่งหลังแปรรูปเป็นบริษัท ก็เหมือนการเปลี่ยนคู่สัญญาในการขอกู้เงินจากแหล่งเงินกู้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาย่อมเปลี่ยนไป จากเดิมกู้ในนามของรัฐบาลดอกเบี้ยต่ำ ก็เปลี่ยนเป็นกู้โดยเอกชนซึ่งดอกเบี้ยจะแพงกว่า จากการศึกษาของบริษัททัสแมน ที่กระทรวงการคลังว่าจ้างให้ศึกษาการแปรรูปของกปน. ชี้ชัดว่า ต้นทุนค่าน้ำในรูปของบริษัทจะอยู่ที่ 16.10 บาท/ลบ.ม. ขณะที่เวลานี้ กปน.มีต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่ 11.87 บาท/ลบ.ม. และจัดเก็บค่าน้ำจากผู้ใช้ 8.50 บาท/ลบ.ม.ในน้ำใช้สำหรับที่อยู่อาศัย (0-30 ลบ.ม.) นั่นคือ ต้นทุนและค่าจัดเก็บน้ำที่จะเปลี่ยนแปลงไปในส่วนของผู้ใช้น้ำในเขตนครหลวง แต่ถ้ามองไปยัง กปภ. ซึ่งให้บริการผู้ใช้น้ำ จำนวน 1.9 ล้านราย กระจายใน 73 จังหวัด ในจำนวนนี้ มีผู้ใช้น้ำประมาณ 82,000 รายที่เป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งใช้น้ำต่อเดือนไม่เกิน 10 ลบ.ม. คนกลุ่มนี้จะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนจริงบวกกำไร มณเฑียรทอง ธนเศรษฐ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการประปาส่วนภูมิภาค (ปธ.สร.กปภ.) กล่าวว่า กปภ. มีต้นทุนค่าน้ำเฉลี่ยประมาณ ลิตรละ 1.40 สตางค์ และขายน้ำเฉลี่ยในอัตราลิตรละ 1.20 สตางค์ ผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่ของกปภ. 76.52 % (คิดเป็นจำนวนผู้ใช้น้ำ 1,452,159 ราย) ของผู้ใช้น้ำทั้งหมดทุกประเภทเป็นประเภทบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ซึ่งทางกปภ.ขายน้ำให้ในราคาที่ถูกกว่าต้นทุนการผลิต เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจน เมื่อมีการแปรรูป กปภ. หลายฝ่ายยอมรับว่าราคาค่าน้ำจะต้องปรับสูงสุด(โดยใช้คำว่าราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม) เกี่ยวกับเรื่องนี้ สุธรรม ชัชวาลวงศ์ ผู้ว่าการประปานครหลวง กล่าวถึงการปรับค่าน้ำหลังการแปรรูปว่า ถ้ามองแนวคิดของการแปรรูปเป็นบริษัทก็ต้องการเอาผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง ถ้าเปรียบเทียบในปัจจุบันกปน.ต้นทุน 9.00 บาท/คิวบิกเมตร แต่ขายเพียง 8.50 บาท/คิวบิกเมตร ไม่ต้องพูดถึงกรณีการประปาส่วนภูมิภาค ต้องรับซื้อน้ำจากบริษัท เทมส์ วอเตอร์ ในราคา 17 บาท /คิวบิกเมตร แต่ต้องขายในราคา 11 บาท/คิวบิกเมตร ดังนั้นถ้าราคาสูงขึ้นก็อาจจะเป็นไปได้เพราะต้นทุนสูง หากเป็นบริษัทจะขายต่ำกว่าทุนก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องภาระค่าบริการที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีเรื่องการเข้ามาครอบงำกิจการโดยกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ อีกด้วย ข้อกังวลนี้ มีหนังตัวอย่างฉายให้เห็นกรณี กปภ. ที่เริ่มเดินเครื่องแปรรูปเป็นบริษัทไปแล้วบางส่วน เช่น การลงนามในสัญญากับบริษัทประปาปทุมธานี จำกัด มีบริษัทร่วมทุนได้แก่ บริษัทเธมส์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เครือข่ายธุรกิจน้ำข้ามชาติระดับโลกของนายทุนใหญ่จากอังกฤษ กับ บริษัทช.การช่าง สำหรับโครงการอื่นๆ อีก 6 7 แห่ง เช่น โครงการราชบุรี-สมุทรสงคราม, นครปฐม-สมุทรสาคร, นครสวรรค์, โครงการฉะเชิงเทรา, บางประกง, สัตหีบ ก็ล้วนมีต่างชาติเข้ามาร่วมทั้งสิ้น บริษัทที่ได้รับสัมปทานน้ำ ล้วนเป็นบรรษัทธุรกิจน้ำข้ามชาติระดับโลก พิทยา ว่องกุล ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ระบุ การแปรรูปน้ำที่กำลังรอการจดทะเบียนแปลงสภาพในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ต้องรอวัดผลจากพลังม็อบเครือข่ายปกป้องไฟฟ้า-ประปา ในวันสองวันนี้ว่าจะสามารถหยุดยั้งความตั้งใจของฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ |