การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

สั่งไฟฟ้าขวาหันเข้าตลาด
14 พฤษภาคม 2547 :
 เกษียร เตชะพีระ


ในหนังสือชื่อ The British Electricity Experiment (หรือ "การทดลองเรื่องไฟฟ้าของอังกฤษ" พิมพ์ปี ค.ศ.1996) John Surrey ได้สรุปบทเรียนจากประสบการณ์การไปรเวไถซ์ไฟฟ้าของอังกฤษในคริสต์ทศวรรษ 1990 ไว้ว่า

"การไปรเวไถซ์ไฟฟ้า-ยิ่งกว่าการไปรเวไถซ์สิ่งอื่นใด-ได้เฟื่องฟูลอยไปตามวิธีกระแสภูมิปัญญาและอุดมการณ์ขวาใหม่จนถึงจุดที่ไปรเวไถเซชั่นและการแข่งขันดูจะบดบังหลักเหตุผลเพื่อการธำรงไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ส่วนรวมแทบจะมิดชิด" (แปลและเน้นโดยผู้เขียน)

จึงมิไยว่า เกษม จาติกวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯคนแรก อีกทั้งครองตำแหน่งยาวนานที่สุดจนได้ชื่อว่า "บิดาแห่ง กฟผ." จะตัดพ้อว่า "เข้าตลาดดี มีประสิทธิภาพ ฟังแล้วมันเหงานะ" (เนชั่นสุดสัปดาห์, 12 : 619 (12-18 เม.ย. 2547), 18) หรือชัยอนันต์ สมุทรวณิช ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯคนปัจจุบันจะรำพึงความเห็นส่วนตัวว่า "รัฐวิสาหกิจที่ดีควรเน้นการบริการสังคมมากกว่าการหากำไรมากจนเกินควร" (มติชนรายวัน, 27 เม.ย. 2547, น.4) แต่สามเกลอหัวแข็ง ทักษิณ-สมคิด-พรหมินทร์ ยังคงยืนกรานเด็ดเดี่ยวจะลุยไปรเวไถซ์ กฟผ.ต่อไม่ลดละ

น่าสนใจที่กระแสขวาใหม่-หรือที่ยุโรปเรียกว่า "เสรีนิยมใหม่" (neoliberalism), อเมริกาเรียกว่า "อนุรักษ์นิยมใหม่" (neoconservatism), และออสเตรเลียเรียกว่า "ลัทธิคลั่งเศรษฐกิจ" (economic fundamentalism) เพิ่งจะปรากฏขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1970 หรือราว 30 ปีมานี้เอง

ก่อนหน้ากระแสขวาใหม่หรือนัยหนึ่งตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ทั่วโลกถือว่าเนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อันสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตในเศรษฐกิจสังคมสมัยใหม่ รัฐจึงพึงลงทุนและจัดการ ครอบครองและควบคุมการไฟฟ้าในฐานะองค์กรอำนาจตัวแทนผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม ให้การไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของประชาชนมากกว่าค้าไฟฟ้าหากำไร ฐานคิดดังกล่าวนี้ช่วยให้การผลิตและแจกจ่ายพลังไฟฟ้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลกดำเนินไปอย่างค่อนข้างมั่นคงในลักษณะบริการสังคมเป็นเวลาหลายทศวรรษ

แต่ในรอบ 30 ปี หลังกระแสขวาใหม่พัดจัดจ้านรุนแรง ยุคพลังไฟฟ้าเจิดจ้ามั่นคงได้พลิกเปลี่ยนไปสู่--->ยุคไฟกะพริบโลๆ เลๆ เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศศูนย์กลางทุนนิยมโลกเองอย่างอเมริกา ดังที่ได้เกิดอาการ "แบล็คเอ๊าท์" หรือไฟดับแผ่กว้างครั้งใหญ่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี ค.ศ.2001 และในภาคตะวันตกตอนกลางและตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2003

สาเหตุหลักก็เพราะพวกขวาใหม่สร้างกระแสแผ่รังสีอำมหิต ตบหน้าค่อนแคะติฉินนินทารัฐวิสาหกิจด้านพลังไฟฟ้าว่ากู้หนี้ยืมสินมาก ด้อยประสิทธิภาพ เพียรพยายามฉุดกระชากลากดึงการไฟฟ้าถูลู่ถูกังเข้าไปทำอะไรมิดีมิร้ายก็มิรู้ได้ในตลาด ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังไฟฟ้า ถูกตัดลดงบประมาณและข่มขู่คุกคามไม่หยุดหย่อนว่าเดี๋ยวก็ไปรเวไถซ์เสียหรอก ข้างบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายก็ถูกกดดันบีบคั้นอย่างหนักจากประดานักลงทุนในตลาดหุ้นและพ่อค้าไฟฟ้าเก็งกำไรให้เซ็งลี้เก็บค่าไฟจากผู้บริโภคเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มเหนี่ยวสูงสุดเพื่อขึ้นราคาหุ้นและเงินปันผลของพวกกู

ในสภาพที่ภาครัฐวิสาหกิจป้อแป้หมดพลัง ส่วนภาคบริษัทเอกชนก็ตั้งหน้าฟันกำไรลูกเดียวเช่นนี้ ไฟฟ้าจะไม่กะพริบก็ให้มันรู้ไป!

ในหนังสือที่ตั้งชื่อได้กำกวมเก๋ไก๋ว่า Power Play : The Fight to Control the World"s Electricity (ค.ศ.2003) ซึ่งชื่อต้นนั้นจะแปลว่า "เกมอำนาจ" หรือ "เล่นกับพลังไฟฟ้า" ก็ได้ ส่วนชื่อรองแปลตรงตัวว่า "การต่อสู้เพื่อคุมไฟฟ้าโลก" ศาสตราจารย์ Sharon Beder แห่งมหาวิทยาลัย Wollongong ในออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่าตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ควรไปรเวไถซ์ไฟฟ้าเพราะมันมีลักษณะพิเศษจำเพาะไม่เหมือนสินค้าธรรมดาอย่างอื่นที่พบได้ทั่วไปในตลาด ลักษณะเฉพาะของไฟฟ้าได้แก่

1) อุปสงค์หรือความต้องการใช้ไฟฟ้านั้นมีลักษณะผันแปรขึ้นลงไม่คงที่ เปลี่ยนไปตามฤดูกาลและวันเวลา

2) อุปทานหรือบริการกระแสไฟฟ้าไม่เหมือนข้าวสาร ใบชา หรือปลาแดก ไม่สามารถหมักดองหรือตากแห้งเก็บสะสมไว้ในหม้อไหหรือโกดัง รอให้ผู้ใช้มาหยิบฉวยซื้อหาเมื่อขาดแคลนตามต้องการได้

3) กิจการผลิตและจ่ายไฟฟ้ามีลักษณะเป็นระบบที่ส่วนต่างๆ เชื่อมโยงประสานพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งเขื่อน โรงไฟฟ้า สายส่ง ฯลฯ กินอาณาบริเวณกว้างไพศาล

ผลของลักษณะเฉพาะดังกล่าวเหล่านี้ทำให้การผลิตและจ่ายไฟฟ้าจำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนและกำกับควบคุมดูแล ดังนั้น มันจึงเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมาะกับระบบตลาด ด้วยสาเหตุต่อไปนี้คือ

1) ในตลาดไม่มีองค์กรวางแผนส่วนกลางคอยกำหนดเลือกว่าจะสั่งการให้โรงไฟฟ้าไหนทำการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับหลักตรรกะเหตุผลและต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal costs) ฉะนั้น ต้นทุนค่าประสานส่วนต่างๆ ในระบบการผลิตและจ่ายไฟฟ้าเข้าด้วยกัน (costs for system coordination) ในระบบตลาดจึงสูงกว่าในระบบที่วิสาหกิจครบวงจรเดียวผูกขาดครอบงำ

2) ราคาสินค้าต่างๆ ในตลาดย่อมผันผวนขึ้นลงอยู่แล้ว โดยธรรมชาติวิสัย หากเอาไฟฟ้าเข้าตลาดไป ความผันผวนของค่าไฟฟ้าจะยิ่งรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทไฟฟ้าเอกชนสามารถใช้อำนาจตลาดสร้างอาการไฟฟ้าขาดแคลนเทียมเพื่อปั่นค่าไฟให้สูงลิบขึ้นไปได้

3) ตลาดไฟฟ้าเสรีทำให้ [ราคาค่าไฟที่เรียกเก็บ] แยกตัวเหลื่อมล้ำออกห่างจาก [ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เป็นจริง] ส่งผลให้เมื่อใดก็ตามที่มีการลดเลิกกฎระเบียบกำกับควบคุมไฟฟ้าลง ราคาไฟฟ้าเหมาจ่ายจะพุ่งสูงขึ้นกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยๆ เท่า

สรุปก็คือที่การผลิตและจ่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ. ในกรณีไทย เป็นต้น) จำต้องอาศัยการวางแผนและกำกับควบคุมดูแลแบบบูรณาการครบวงจรนั้นก็เพราะลักษณะพิเศษของบริการไฟฟ้าที่มันเป็น "ระบบ" นั่นเอง

ซึ่งการวางแผนและกำกับดูแลดังกล่าว ตลาด ให้ไม่ได้โดยธาตุแท้ของมัน มิไยว่าสามเกลอหัวแข็งจะสั่งซ้ำสั่งซากให้การไฟฟ้าขวาหันเข้าตลาดให้จงได้อย่างไรก็ตาม
 

1