ในหนังสือชื่อ The British Electricity
Experiment (หรือ "การทดลองเรื่องไฟฟ้าของอังกฤษ" พิมพ์ปี ค.ศ.1996) John Surrey
ได้สรุปบทเรียนจากประสบการณ์การไปรเวไถซ์ไฟฟ้าของอังกฤษในคริสต์ทศวรรษ 1990 ไว้ว่า
"การไปรเวไถซ์ไฟฟ้า-ยิ่งกว่าการไปรเวไถซ์สิ่งอื่นใด-ได้เฟื่องฟูลอยไปตามวิธีกระแสภูมิปัญญาและอุดมการณ์ขวาใหม่จนถึงจุดที่ไปรเวไถเซชั่นและการแข่งขันดูจะบดบังหลักเหตุผลเพื่อการธำรงไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ส่วนรวมแทบจะมิดชิด"
(แปลและเน้นโดยผู้เขียน)
จึงมิไยว่า เกษม จาติกวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯคนแรก
อีกทั้งครองตำแหน่งยาวนานที่สุดจนได้ชื่อว่า "บิดาแห่ง กฟผ." จะตัดพ้อว่า
"เข้าตลาดดี มีประสิทธิภาพ ฟังแล้วมันเหงานะ" (เนชั่นสุดสัปดาห์, 12 : 619 (12-18
เม.ย. 2547), 18) หรือชัยอนันต์ สมุทรวณิช
ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯคนปัจจุบันจะรำพึงความเห็นส่วนตัวว่า
"รัฐวิสาหกิจที่ดีควรเน้นการบริการสังคมมากกว่าการหากำไรมากจนเกินควร"
(มติชนรายวัน, 27 เม.ย. 2547, น.4) แต่สามเกลอหัวแข็ง ทักษิณ-สมคิด-พรหมินทร์
ยังคงยืนกรานเด็ดเดี่ยวจะลุยไปรเวไถซ์ กฟผ.ต่อไม่ลดละ
น่าสนใจที่กระแสขวาใหม่-หรือที่ยุโรปเรียกว่า "เสรีนิยมใหม่" (neoliberalism),
อเมริกาเรียกว่า "อนุรักษ์นิยมใหม่" (neoconservatism), และออสเตรเลียเรียกว่า
"ลัทธิคลั่งเศรษฐกิจ" (economic fundamentalism) เพิ่งจะปรากฏขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่
1970 หรือราว 30 ปีมานี้เอง
ก่อนหน้ากระแสขวาใหม่หรือนัยหนึ่งตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
ทั่วโลกถือว่าเนื่องจากกิจการไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขนาดใหญ่อันสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตในเศรษฐกิจสังคมสมัยใหม่
รัฐจึงพึงลงทุนและจัดการ
ครอบครองและควบคุมการไฟฟ้าในฐานะองค์กรอำนาจตัวแทนผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคม
ให้การไฟฟ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่และสวัสดิภาพของประชาชนมากกว่าค้าไฟฟ้าหากำไร
ฐานคิดดังกล่าวนี้ช่วยให้การผลิตและแจกจ่ายพลังไฟฟ้าในประเทศต่างๆ
ทั่วโลกดำเนินไปอย่างค่อนข้างมั่นคงในลักษณะบริการสังคมเป็นเวลาหลายทศวรรษ
แต่ในรอบ 30 ปี หลังกระแสขวาใหม่พัดจัดจ้านรุนแรง
ยุคพลังไฟฟ้าเจิดจ้ามั่นคงได้พลิกเปลี่ยนไปสู่--->ยุคไฟกะพริบโลๆ เลๆ
เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศศูนย์กลางทุนนิยมโลกเองอย่างอเมริกา
ดังที่ได้เกิดอาการ "แบล็คเอ๊าท์"
หรือไฟดับแผ่กว้างครั้งใหญ่ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปี ค.ศ.2001
และในภาคตะวันตกตอนกลางและตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2003
สาเหตุหลักก็เพราะพวกขวาใหม่สร้างกระแสแผ่รังสีอำมหิต
ตบหน้าค่อนแคะติฉินนินทารัฐวิสาหกิจด้านพลังไฟฟ้าว่ากู้หนี้ยืมสินมาก
ด้อยประสิทธิภาพ
เพียรพยายามฉุดกระชากลากดึงการไฟฟ้าถูลู่ถูกังเข้าไปทำอะไรมิดีมิร้ายก็มิรู้ได้ในตลาด
ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังไฟฟ้า
ถูกตัดลดงบประมาณและข่มขู่คุกคามไม่หยุดหย่อนว่าเดี๋ยวก็ไปรเวไถซ์เสียหรอก
ข้างบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งหลายก็ถูกกดดันบีบคั้นอย่างหนักจากประดานักลงทุนในตลาดหุ้นและพ่อค้าไฟฟ้าเก็งกำไรให้เซ็งลี้เก็บค่าไฟจากผู้บริโภคเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มเหนี่ยวสูงสุดเพื่อขึ้นราคาหุ้นและเงินปันผลของพวกกู
ในสภาพที่ภาครัฐวิสาหกิจป้อแป้หมดพลัง
ส่วนภาคบริษัทเอกชนก็ตั้งหน้าฟันกำไรลูกเดียวเช่นนี้
ไฟฟ้าจะไม่กะพริบก็ให้มันรู้ไป!
ในหนังสือที่ตั้งชื่อได้กำกวมเก๋ไก๋ว่า Power Play : The Fight to Control the
World"s Electricity (ค.ศ.2003) ซึ่งชื่อต้นนั้นจะแปลว่า "เกมอำนาจ" หรือ
"เล่นกับพลังไฟฟ้า" ก็ได้ ส่วนชื่อรองแปลตรงตัวว่า "การต่อสู้เพื่อคุมไฟฟ้าโลก"
ศาสตราจารย์ Sharon Beder แห่งมหาวิทยาลัย Wollongong ในออสเตรเลีย
ชี้ให้เห็นว่าตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ควรไปรเวไถซ์ไฟฟ้าเพราะมันมีลักษณะพิเศษจำเพาะไม่เหมือนสินค้าธรรมดาอย่างอื่นที่พบได้ทั่วไปในตลาด
ลักษณะเฉพาะของไฟฟ้าได้แก่
1)
อุปสงค์หรือความต้องการใช้ไฟฟ้านั้นมีลักษณะผันแปรขึ้นลงไม่คงที่
เปลี่ยนไปตามฤดูกาลและวันเวลา
2) อุปทานหรือบริการกระแสไฟฟ้าไม่เหมือนข้าวสาร ใบชา
หรือปลาแดก ไม่สามารถหมักดองหรือตากแห้งเก็บสะสมไว้ในหม้อไหหรือโกดัง
รอให้ผู้ใช้มาหยิบฉวยซื้อหาเมื่อขาดแคลนตามต้องการได้
3) กิจการผลิตและจ่ายไฟฟ้ามีลักษณะเป็นระบบที่ส่วนต่างๆ
เชื่อมโยงประสานพึ่งพาอาศัยกันและกัน ทั้งเขื่อน โรงไฟฟ้า สายส่ง ฯลฯ
กินอาณาบริเวณกว้างไพศาล
ผลของลักษณะเฉพาะดังกล่าวเหล่านี้ทำให้การผลิตและจ่ายไฟฟ้าจำเป็นยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนและกำกับควบคุมดูแล
ดังนั้น มันจึงเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมาะกับระบบตลาด ด้วยสาเหตุต่อไปนี้คือ
1)
ในตลาดไม่มีองค์กรวางแผนส่วนกลางคอยกำหนดเลือกว่าจะสั่งการให้โรงไฟฟ้าไหนทำการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับหลักตรรกะเหตุผลและต้นทุนส่วนเพิ่ม
(marginal costs) ฉะนั้น ต้นทุนค่าประสานส่วนต่างๆ
ในระบบการผลิตและจ่ายไฟฟ้าเข้าด้วยกัน (costs for system coordination)
ในระบบตลาดจึงสูงกว่าในระบบที่วิสาหกิจครบวงจรเดียวผูกขาดครอบงำ
2) ราคาสินค้าต่างๆ ในตลาดย่อมผันผวนขึ้นลงอยู่แล้ว โดยธรรมชาติวิสัย
หากเอาไฟฟ้าเข้าตลาดไป
ความผันผวนของค่าไฟฟ้าจะยิ่งรุนแรงขึ้น
เนื่องจากบริษัทไฟฟ้าเอกชนสามารถใช้อำนาจตลาดสร้างอาการไฟฟ้าขาดแคลนเทียมเพื่อปั่นค่าไฟให้สูงลิบขึ้นไปได้
3) ตลาดไฟฟ้าเสรีทำให้ [ราคาค่าไฟที่เรียกเก็บ] แยกตัวเหลื่อมล้ำออกห่างจาก
[ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เป็นจริง]
ส่งผลให้เมื่อใดก็ตามที่มีการลดเลิกกฎระเบียบกำกับควบคุมไฟฟ้าลง
ราคาไฟฟ้าเหมาจ่ายจะพุ่งสูงขึ้นกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยๆ เท่า
สรุปก็คือที่การผลิตและจ่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ. ในกรณีไทย เป็นต้น)
จำต้องอาศัยการวางแผนและกำกับควบคุมดูแลแบบบูรณาการครบวงจรนั้นก็เพราะลักษณะพิเศษของบริการไฟฟ้าที่มันเป็น
"ระบบ" นั่นเอง
ซึ่งการวางแผนและกำกับดูแลดังกล่าว ตลาด ให้ไม่ได้โดยธาตุแท้ของมัน
มิไยว่าสามเกลอหัวแข็งจะสั่งซ้ำสั่งซากให้การไฟฟ้าขวาหันเข้าตลาดให้จงได้อย่างไรก็ตาม
|