รัฐบาลในอดีตในช่วงหกทศวรรษทึ่ผ่านมาได้ใช้ภาษีอากรของประชาชน
ลงทุนสร้างรัฐวิสาหกิจ เพื่อ การพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยม จนกระทั่งวิถีการผลิตสังคมไทย
ได้ยกระดับเป็นทุนนิยมผูกขาดข้ามชาติ ที่มีศักยภาพในการขยายตัว
เป็นทุนนิยมไร้พรมแดน
เมื่อทุนนิยมผูกขาดสามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้เบ็ดเสร็จ
และมีความแข็งแกร่งอย่างเพียงพอแล้ว
จึงไม่มีความจำเป็นในการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เป็นไปตามภาษิตที่ว่า
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่ารัฐวิสาหกิจ เพราะการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจ
กลายเป็นข้อจำกัดของการครอบครองวิสาหกิจและการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจ
พวกเขาจึงใช้เงินลงทุนเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อในแนวการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าเสรี
การปล่อยให้เป็นกลไกของตลาด และการขายรัฐวิสาหกิจ ให้กลายเป็นวิสาหกิจเอกชน
เพราะพวกเขากลุ่มทุนนิยมผูกขาดสามารถควบคุมกลไกตลาดไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นการค้าเสรีของพวกเขาจึงหมายถึง การทำกำไรโดยเสรี การเอารัดเอาเปรียบโดยเสรี
ในทางตรงกันข้าม สำหรับประชาชนและผู้ใช้แรงงานการค้าเสรีย่อมหมายถึง
การตกงานโดยเสรี และความยากจนเสมอหน้ากันโดยเสรี และการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเสรี
โดยไม่มีข้อจำกัดและรัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการเอารัดเอาเปรียบโดยเสรี
แท้ที่จริงแล้ว การค้าเสรีเป็นเรื่องเหลวไหล
และเป็นเพียงมายาภาพของการโฆษณาชวนเชื่อของบรรษัทข้ามชาติเสียมากกว่า
ประจักษ์พยานของยุคทุนนิยมไร้พรมแดนที่เห็นได้ชัด ก็คือ รายงานของ UNCTAD เมื่อปี
1998 รายงานว่า ในเวลา 20 ปี นับจากปี 1970 บรรษัทข้ามชาติได้เติบโตจากจำนวน 7000
แห่ง ไปเป็น 53000 แห่ง ในปี 1990 และผูกขาดการค้าไว้ในมือถึง 2 ใน 3 หรือร้อยละ 67
ของการค้าโลก และ2ใน3 ของบริษัทเหล่านี้ตั้งอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพียง 14
ประเทศเท่านั้น ในจำนวนนี้มี 400 บริษัท ที่มียอดขายมากกว่า
ครึ่งหนึ่งของบรรษัทข้ามชาติทั้งหมดในโลกรวมกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทุนนิยมด้อยพัฒนา อย่างเช่น ประเทศไทย ลาว กัมพูชา
ฟิลิปปินส์ ฯลฯ และประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้วอย่างเช่น อเมริกาและญี่ปุ่น
เป็นเพียงความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และความสัมพันธ์ระหว่างทุนนิยมศูนย์กลางและทุนนิยมบริวาร
เท่านั้น
การแข่งขันการค้าเสรี จึงเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ดังนั้น คำว่า การค้าเสรี การลดทอนข้อจำกัดของรัฐ การขายรัฐวิสาหกิจให้นายทุนเอกชน
โดยเนื้อแท้แล้วก็คือ การแผ่ขยายอาณานิคมของทุนนิยมครอบโลก เพื่อครอบครองทรัพยากร
และเศรษฐกิจของประเทศยากจน ต่างๆ โดยผ่าน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ธนาคารโลก บรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลท้องถิ่นที่เป็นลูกกะโล่ของทุนนิยมครอบโลก
ในความเป็นจริง รัฐวิสาหกิจ สามารถทำรายได้ส่งเงินเข้ารัฐ ประมาณ ร้อยละ 8
ของงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะในส่วนของ กฟผ. ได้นำรายได้เข้ารัฐ ประมาณร้อยละ 30
ของกำไรสุทธิ ในปี 2546 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ผลประกอบการดี อย่างกฟผ.นี้ เท่ากับ
ทำให้รายได้ของรัฐที่ควรนำมาเพื่อบริการสาธารณะและบำรุงสุขประชาชนในแต่ละปีสูญเสียไป
แต่ผลประโยชน์เหล่านี้กลับกลายเป็นผลประโยชน์ของนายทุนเอกชนที่เข้ามาครอบครองแทน
ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อรัฐวิสาหกิจเป็นของรัฐบาล
ประชาชนยังมีอำนาจการต่อรองในการเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจควบคุมราคาไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
ดังเช่นการคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารของรถเมล์ การคัดค้านการขึ้นราคาค่าไฟฟ้า เป็นต้น
หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน อาจไม่ได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศได้
ดังนั้นประชาชนจึงมีอำนาจการต่อรองในการควบคุมราคาสินค้าบริการของรัฐวิสาหกิจ
หรืออาจกล่าวได้ว่ามีอำนาจการควบคุมในรัฐวิสาหกิจในระดับที่แน่นอนระดับหนึ่ง
แม้จะไม่ทั้งหมด
แต่ในอนาคตเมื่อรัฐวิสาหกิจถูกแปรรูปไปเป็นของนายทุนเอกชนแล้ว
ประชาชนย่อมไม่สามารถเคลื่อนไหวคัดค้านการขึ้นราคาได้อย่างแน่นอน
และรัฐบาลเอง ก็จะไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้เช่นกัน
ด้วยข้ออ้างว่าเป็นกติกาสากลของการค้าเสรีหรือเป็นเอกสิทธิของการดำเนินธุรกิจ
เป็นที่แน่นอนและสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่าเมื่อมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้ว
ราคาค่าบริการจะเขยิบสูงขึ้น
เพราะเมื่อนายทุนเอกชนเข้ามาลงทุนในรัฐวิสาหกิจแล้วย่อมเก็งกำไรเป็นหลักไว้ก่อน
ไทยเช่น ได้มีการแปรรูปการประปาภาคตะวันออก โดยให้บริษัทอีสต์วอเตอร์เป็นผู้รับสัมประทานในปี
พ.ศ. 2535 ราคาน้ำเพิ่มขึ้นจาก 50 สตางค์ต่อคิว เป็น 5-11 บาทต่อคิว
ทันทีหลังจากจากที่บริษัทเริ่มดำเนินการ หรือกรณีไปรษณีขึ้นราคาแสตมป์จาก 2 บาทเป็น
3บาท ภายหลังการแปรรูปแล้ว
และ ถ้าดูจากกรณีทางด่วนเป็นบทเรียน ซึ่งเก็บค่าผ่านทาง คิดเป็นร้อยละ 40
ในการเดินทางไปกลับ ของเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี(8,000 บาท)
นี่เป็นการคิดโดยเอาเงินเดือนปริญญาตรีเป็นฐานคิด มิใช่เงินเดือนขั้นต่ำของคนงาน
ซึ่งรัฐบาลก็ไปบังคับอะไรไม่ได้
ทั้งๆที่การสร้างเส้นทางสัญจรเป็นหน้าที่พื้นฐานอย่างหนึ่งของรัฐ
หรือดูตัวอย่างการผูกขาดของนายทุนเอกชนโดยตรง อย่างเช่น
รถไฟฟ้ามีราคาค่าโดยสารที่แพงมาก เช่นเดียวกันกับ ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ
ที่ผูกขาดสัญญาณดาวเทียม
สามารถทำกำไรจนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีของประเทศไทยในในเวลาไม่กี่ปี
แต่ผู้ใช้บริการคนยากจน ต้องบริโภคราคาแพง และถูกบังคับให้จ่ายค่าบริการรายเดือน
ฟรีเดือนละ 500 บาท
ดังนั้น เมื่อการบริการสาธารณูปโภคอื่นๆที่สำคัญ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์
การรักษาพยาบาล การศึกษา ซึ่งถูกบังคับให้แปรรรูปเช่นเดียวกัน
จะถูกคิดราคาในอัตราค้ากำไรสูงสุดตามปรัชญาธุรกิจซึ่งจะเกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าและอาจกลายเป็นกลียุคได้ในอนาคต
ในกรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเช่นกัน ก่อนที่จะนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในเดือนพฤษภาคม
2547 นี้ มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัต โนมัติ (เอฟที) ในงวดเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม
2546 ที่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอีก 12.16 บาท ต่อหน่วยส่ง
ผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 2.51 บาทต่อหน่วย เป็น 2.63
บาทต่อหน่วย หรือ เพิ่มขึ้น 45.84% การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้
เนื่องจากรัฐบาลต้องการที่จะทำให้กฟผ. มีกำไร เพิ่มขึ้น 9%
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางการเงินและสร้างความมั่นใจเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งใน
และต่างประเทศให้เข้ามาซื้อหุ้นกฟผ.หลังจากแปรรูปแล้ว เพื่อดันราคาหุ้นของกฟผ.ให้สูงขึ้น
ส่งผลให้เมื่อนำมาคำนวณทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของกฟผ.สูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ หลังการแปรรูปกฟผ.แล้วจะมีการตั้งกองทุนประมาณ 60,000 -70,000 ล้านบาท
ซึ่งเป็นเงินมาจากกระทรวงการคลังกับรายได้จากการขายหุ้นกฟผ.
โดยจุดประสงค์หลักของกองทุน เพื่อ นำมาชดเชยค่าเอฟทีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
กระบวนการแบบนี้โดยเนื้อแท้แล้วก็คือการใช้อำนาจรัฐนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นของกฟผ.ในอนาคต
องค์กรผู้บริโภค จึงออกมาคัดค้านการขึ้นราคาค่าไฟฟ้าของกฟผ.โดย น.ส.สายรุ้ง ทองปลอน
ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค แถลงเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ อีกว่า
สำหรับภาระค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ ทางบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
ซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติและบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (มหาชน)
ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับ กฟผ. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจาก ปตท.ไม่สามารถส่งก๊าซธรรมชาติให้กับโรง
ไฟฟ้าราชบุรีได้ตามแผน ทำให้ต้องใช้น้ำมันเตาและดีเซลเป็นเชื้อเพลิงแทน
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้น ทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น
ดังนั้นไม่ควรที่จะโยนภาระให้กับประชาชน
จะเห็นได้ว่า การปรับราคาค่าไฟฟ้าขึ้น ในครั้งนี้เป็นไปเพื่อ
ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของกฟผ.
นับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้เพื่อการแสวงหากำไรทางธุรกิจ
ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการตรึงราคาค่าไฟฟ้าเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ
และเป็นการเปิดทางให้นายทุนสามารถขึ้นราคาค่าไฟฟ้าอย่างเสรีเพื่อทำกำไร สูงสุด
รัฐวิสาหกิจ เป็นการลงทุนด้วยเงินภาษีอากรของประชาชนและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล
ไม่ใช่แค่มูลค่าของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งแต่หมายถึงโอกาสการขยายตัวทางธุรกิจในวงจรและการเคลื่อนไหวของวิสาหกิจแต่ละแห่ง
นับตั้งแต่ ธุรกิจไม้จิ้มฟันยันเรือรบทีเดียว อาทิเช่น ธุรกิจการทำความสะอาด
การทำประกันภัย การซื้อขายผลิตภัณฑ์ การก่อสร้าง การสื่อสาร การขนส่ง
การดูแลซ่อมบำรุง กระทั่งการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ฯลฯ
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นขุมทรัพย์ที่เหล่านายทุนผูกขาดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งหลายจ้องเขมือบที่จะเข้ามาครอบครองกิจการรัฐวิสาหกิจ
เพราะมันหมายถึงโอกาสแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยและอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินทีเดียว
การเปลี่ยนผ่านของรัฐวิสาหกิจ จากการควบคุมโดยรัฐ มาเป็นการครอบครองโดยนายทุนเอกชน
ด้วยการนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์
จึงมีแต่ทุนนิยมผูกขาดที่มีเงินทุนมหึมาเท่านั้นที่มีโอกาสเข้ามาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ที่สุดของรัฐวิสาหกิจ
และสามารถกำหนดทิศทางความเป็นไปในการตักตวงผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปได้ทุกรูปแบบ
เทคนิคง่ายๆที่นักการเมืองสกปรกเหล่านี้นิยมกระทำกันก็คือการจัดตั้งบริษัทเครือข่ายจำนวนมากและให้เครือญาติเข้ามาซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์
เพื่อแหกตาสาธารณชน ว่า การจำหน่าย ซื้อขายหุ้นเป็นไปตามกลไกของตลาด
และพวกเขาในฐานะนักการเมืองไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ดังตัวอย่างอัปยศของกรณีการขายหุ้นของปตท.
ที่มีญาติและบริษัทเครือข่ายที่มีเส้นสายความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุดนี้
พอประกาศขายหุ้นแค่เพียง 1.17 นาที หุ้นก็หมดในพริบตา ประชาชนไม่ได้ซื้อ
แต่ไปอยู่ในมือของพวกรัฐบาลแทบทั้งนั้น ส่วนรัฐวิสาหกิจอื่นๆที่ถูกแปรรูปไปเรียบร้อยแล้วอาทิเช่น
การบินไทย โทรศัพท์ ฯลฯ มีแต่นายทุนผูกขาดเข้ามาครอบครองทั้งสิ้น
ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีเส้นสายอำนาจทางการเมืองในขณะนี้ และ
ไม่มีการแข่งขันจากนายทุนเอกชนรายอื่นๆ ตามคำกล่าวอ้างแม้แต่น้อย
ย้อนหลังเมื่อสองปีก่อน ในช่วงต้นปี 2545 ปตท.นำเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ที่ราคาหุ้นละ 35 บาท มีลูกหลานเครือญาติ เส้นสายของรัฐบาล เช่น นายทวีฉัตร
จุฬางกูร หลานชายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับการจัดสรรหุ้นไป 2.2 ล้านหุ้น
นายประยุทธ มหาศิริกิจ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับการจัดสรรไปกว่า 2 ล้านหุ้น
นายดิษฐพล ดำรงรัตน์ ญาติสนิทที่ไกล้ชิดของนายนิมิตร ดำรงรัตน์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับการจัดสรรหุ้นอีก 1.7 ล้านหุ้น
และอีกหลายคนที่ล้วนแล้วแต่เป็นพรรคพวกแวดวงไกล้ชิดกับนักการเมืองของพรรคไทยรักไทย
จากราคาหุ้นละ 35 บาทเมื่อสองปีก่อน บัดนี้หุ้นของปตท.วิ่งขึ้นไปสูงถึง 200 บาท
ดังนั้นย่อมแน่นอนว่า ผู้ที่ได้รับกำไรมหาศาล เป็นกอบเป็นกำ
กลายเป็นอัครมหาเศรษฐีที่เกิดขึ้น
เฉพาะกำไรจากมูลค่าค่าหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวนี้ก็คือผู้ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นใน
20 อันดับแรก ล้วนแล้วแต่เป็นวงศาคณาญาติและพวกพ้องของพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น
เป็นธรรมชาติและเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของทุนนิยมผูกขาดที่แสวงหากำไรทุกรูปแบบ
ในทางการผลิต คือการเอาเปรียบกรรมกรผู้ใช้แรงงาน
ในด้านการจ่ายค่าจ้างให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
ในทางการพาณิชย์คือการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการขายสินค้าราคาแพง
ในทางการเงินคือการหากินกันด้วยดอกเบี้ย และเก็งกำไร ในตลาดหุ้น
การผูกขาดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง นำมาสู่การเป็นอภิมหาอำนาจ
ที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ทุนนิยมผูกขาดจึงคิดถึงแผนการตลาด และการผลิต
ที่ต้องการครองความเป็นเจ้า จากธุรกิจหนึ่งขยายไปสุ่ธุรกิจหนึ่ง
จากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
โดยไม่สนใจใยดีว่าจะเกิดผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมอย่างไร
ดังนั้นเรื่องศีลธรรม
และความรับผิดชอบทางสังคมจึงเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับกลุ่มนายทุนผูกขาด
การปล่อยให้รัฐวิสาหกิจเข้าไปอยู่ในมือของนายทุนผูกขาดในตลาดหลักทรัพย์ก็คือการจงใจเตะหมูเข้าปากหมา
ดังตัวอย่างของปตท.ที่กล่าวมาแล้ว ในปัจจุบันนี้
พัฒนาการของแสวงหากำไรในระบบทุนนิยม ได้ยกระดับขึ้น
จากเดิมเป็นการสะสมทุนจากการผลิต และการพาณิชย์
ได้พัฒนามาสู่การสะสมทุนด้วยการเก็งกำไร ไร้พรมแดน
หรือการเก็งกำไรโดยเสรีไร้ขีดจำกัด จนกลายเป็นทุนนิยมแบบกาสิโน ( Casino Capitalist
) ตลาดหลักทรัพย์ โดยเนื้อแท้แล้ว ก็คือ ศูนย์รวมของนักค้าหุ้นเก็งกำไร
ไม่แตกต่างไปจากบ่อนการพนัน ที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลของการเก็งกำไรมูลค่าหุ้น
ด้วยการปั่นราคาค่าหุ้นให้สูงหรือต่ำได้ กระทั่งกลาย เป็นแหล่งของการฟอกเงิน
ให้กับนักธุรกิจผิดกฎหมายหรือนักการเมือง ที่ร่ำรวยผิดปกติ จากการคดโกง
ตลาดหลักทรัพย์
จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าของนายทุนผูกขาดและนักการเมืองทั้งหลาย
เพราะมันไม่ใช่แค่การระดมทุนเพื่อขยายต่อทุนแต่ยังมีผลกำไรจากการเก็งกำไรหรือการปั่นราคาการซื้อขายหุ้นอีกด้วย
อำนาจรัฐทุกยุคทุกสมัยได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อประคับประคองให้การเก็งกำไรของกลุ่มนายทุนผูกขาดทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศทั้งหลาย
เป็นไปอย่างคึกคัก มีชีวิตชีวา
สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ด้วยนโยบายและความมุ่งมั่นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่จะทำให้ตลาดหุ้นประเทศไทยมีขนาดใหญ่เท่ากับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
(จีดีพี) 5.9ล้านล้านบาท ในปี 2548
ซึ่งฝันดังกล่าวคงไม่ไกลเกินเอื้อมถ้าไม่มีปัจจัยอะไรมาทำให้สะดุด
เพราะมูลค่าราคาตลาดหุ้นรวม( Total market capitalization) ณ
วันที่25ธันวาคม2545อยู่ที่ระดับ4.45ล้านล้านบาท จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ 25
ธันวาคม 2545 ดัชนีปิดที่ 721.65 จุด เทียบกับปีก่อนปิดที่ 365.48 จุด
เพิ่มขึ้น102.44 % มีมูลค่าการซื้อขายหมุนเวียนทั้งสิ้น 4.49 ล้านล้านบาท
เทียบกับปีก่อนที่ 2.047 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.30 %
คิดเป็นมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน18477.63 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่8356.91
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121.11 % ส่วนมูลค่ามาร์เก็ตแคป4.45 ล้านล้านบาท
เทียบกับปีก่อนที่1.986 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น124.26%
ขณะที่อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี)อยู่ที่12.63เท่าเทียบกับปีก่อนอยู่ที่6.98เท่า
รัฐบาลยังคงมีนโยบายที่มุ่งสร้างมูลค่ามาร์เก็ตแคปอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
โดยเร่งนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2547 นี้
จะมีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่3-5 แห่ง อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น ซึ่งมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปประมาณ500,000
ล้านบาท เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ วิธีการนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
เพื่อสร้างมูลค่ามาเก็ตแคป
และจะมีนักการเมืองวงศาคณาญาติเข้ามากอบโกยผลกำไรจากการกว้านซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจแบบที่เกิดขึ้นกับปตท.และกำลังจะเกิดขึ้นอีกหลายรัฐวิสาหกิจในปีนี้นั้น
แทบจะไม่แตกต่างไปจากวิธีการปล้นบ้านกินเมืองในสมัยเผด็จการครองเมืองในอดีตเท่าไรนัก
สำหรับผู้ที่จะได้ประโยชน์ในตลาดหลักทรัพย์
มีตัวอย่างให้เห็นได้เด่นชัดในทุกวันนี้ก็คือ
บริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในเดือนเมษายน 2547 จำนวน 86
บริษัทเป็นการปันผลให้ผู้ถือหุ้นกว่า 60000 ล้านบาท
ประกอบไปด้วยอันดับหนึ่งสำนักงานทรัพย์สินรับ 1341 ล้านบาท
ส่วนอันดับรองลงมาล้วนเป็นตระกูลดัง เช่น ชินวัตร เฉพาะบมจ.ชินคอร์ป
รับเกือบพันล้านบาท ตามมาด้วย เจียรวนนท์ ,จิราธิรวัฒน์ , มาลีนนท์
ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มนายทุนผูกขาดที่ทรงพลังอยู่ในรัฐบาลชุดนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า
การนำหุ้นรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จะนำมาซึ่งปรากฎการณ์ของ อำนาจทุนมหึมา
ของนายทุนผูกขาดตระกูลดัง ของเมืองไทย ขยายตัวล้นฟ้าล้นแผ่นดิน
อย่างรวดเร็วทันตาเห็น
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดประการใดเลยที่จะมีการเร่งรัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามกำหนดการและความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของผู้ใดทั้งสิ้น และตั้งใจแน่วแน่จะ
ให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่
อันเป็นช่วงที่สองของการครอบครองอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยที่กำลังแผ่ขยายใหญ่ตัวข้ามวันข้ามคืนในชั่วพริบตาเดียว
กล่าวโดยสรุป การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีวาระซ่อนเร้น และมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ประการที่หนึ่ง
ให้กลุ่มนายทุนผูกขาดตระกูลดังครอบครองวิสาหกิจเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ
และกลุ่มนายทุนผูกขาดเหล่านี้จะได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทั้งบนดินและใต้ดิน ที่มีค่ามหาศาลจนไม่สามารถประเมินเป็นเม็ดเงินได้
ล้วนแล้วแต่มีเส้นสายและเป็นวงศาคณาญาติของรัฐบาล
ประการที่สอง เป็นการสร้างมูลค่ามาเก็ตแคปในตลาดหลักทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรและการสะสมทุนทางเศรษฐกิจของนายทุนผูกขาดที่มีอำนาจอยู่ในรัฐบาลชุดนี้
ประการที่สาม
รัฐบาลจะได้รับเงินจากการขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ มาชดเชย
ฐานะการคลังที่ถูกนำมาใช้ในนโยบายประชานิยม
เพื่อนำมาสู่การหาเสียงให้ได้รับจำนวนที่นั่งท่วมท้นในรัฐสภารอบที่สองสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมาถึงนี้
กลายเป็นรัฐบาลผูกขาดอำนาจการเมืองอย่างมั่นคงและถาวร ที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้
ประการที่สี่
กลุ่มทุนผูกขาดสามารถสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจให้กับนายทุนผูกขาดข้ามชาติ
และสมคบกันแสวงหากำไรสูงสุดพร้อมกับเขมือบกลืนกินประเทศไทย
ดังนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นเพียงภาพลวงตา
เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น เพราะเป็นเพียงการติบโตทางเศรษฐกิจเฉพาะในกลุ่มนายทุนผูกขาด
และวงศาคณาญาติไม่กี่ตระกูลเท่านั้น
สำหรับแนวทางการคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของขบวนการสหภาพแรงงานนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนด้วยกันคือ
ส่วนหนึ่งชูธงการเคลื่อนไหวคัดค้านที่มีจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก
มากกว่านำเสนอผลประโยชน์ของพนักงาน โดยมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เลขาธิการสมาพัน์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส)
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นการชูธงนำเสนอ
ผลประโยชน์ของพนักงานภายหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน โดยมีแกนนำสหภาพแรงงานที่กำลังถูกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
แต่ละแห่งออกมานำเสนอ โดยยอมรับว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นสิ่งที่ไม่อาจต้านทานได้
อีกต่อไป
และหันกลับมาตั้งเงื่อนไขของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่าการหยุดยั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ดังคำให้สัมภาษณ์ของประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต นายศิริชัย
ไม้งาม ซึ่งเป็นแกนหลักในเครือข่ายปกป้องไฟฟ้า ประปาเพื่อชาติและประชาชน
ได้แสดงทรรศนะในวารสารกิจการไฟฟ้า เดือนธันวาคม 2546 ว่า สหภาพได้แสดงจุดยืนคัดค้านการแปรรูปกฟผ
มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พนักงานส่วนใหญ่นั้นเห็นด้วยกับการแปรรูป
จึงจำเป็นต้องปรับจุดยืนมาเป็นการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและพนักงานแทนด้วยการเจรจากับรัฐเพื่อเพิ่มสิทธิผลประโยชน์ของพนักงานตามสูตร
8+2+3+21 % หมายถึง การจัดสรรหุ้นให้พนักงานในอัตรา 8 เท่าของเงินเดือน หุ้นฟรี 2
เท่า ของเงินเดือน และได้รับค่าแปลงสภาพเป็นบริษัท 3 เท่าของเงินเดือน
ตลอดจนปรับเงินเดือนขึ้นอีก 21 %
ทั้งนี้สูตรดังกล่าวได้ทำการเปรียบเทียบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอื่นๆเช่น ปตท. ทศท.
ทอท. เป็นต้น ในขณะที่ในส่วนของประชาชนรัฐจะต้องถือหุ้นใหญ่ในกฟผ ไม่น้อยกว่า 51
เปอร์เซ็นต์ และค่าไฟฟ้าต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ในขณะที่ ผู้นำแรงงานอย่างนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เลขาธิการสมาพันธ์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ
(สรส) ได้แสดงความคิดเห็นว่า การเสนอให้พนักงานได้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ
เป็นการใช้ผลประโยชน์มาซื้อแรงคัดค้านของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ซึ่งจำนวนหุ้นที่พนักงานจะได้รับเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก
ไม่มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจการดำเนินการของวิสาหกิจนั้นๆ
อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์เป็นกลไกการกดขี่ขูดรีดตามลักษณะของระบบทุนนิยม
โดยมีกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด นอกจากนี้ในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีลักษณะ
ของการปั่นราคาค่าหุ้นให้สูงหรือต่ำได้โดยฝีมือของนักปั่นราคาค่าหุ้นเพื่อการเก็งกำไร
การที่พนักงานมีโอกาสถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นความเสี่ยงชนิดหนึ่ง ประสพการณ์ในหลายประเทศที่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
มีรูปธรรมยืนยันมาโดยตลอดก็คือภายหลังการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะมีพนักงานถูกเลิกจ้างไม่ต่ำว่า
40 เปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน เมื่อพนักงานไม่มีความมั่นคงในการทำงาน และ
ไม่มีความยั่งยืนในสิทธิผลประโยชน์การจ้างงาน การให้พนักงานถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ
จึงเป็นเสมือนเศษเนื้อติดกระดูกที่นายทุนผูกขาดโยนมาให้เท่านั้น
การเรียกร้องให้พนักงานได้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ จึงไม่มีความหมาย แต่ประการใด
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
จึงยืนยันอย่างหนักแน่น ว่า สหภาพแรงงานจำนวนกว่า 40 แห่งที่เป็นสมาชิกสรส.
มีมติที่ชัดเจนเพียงประการเดียวคือการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเท่านั้น
เพื่อให้รัฐวิสาหกิจ
ทำหน้าที่บริการสาธารณะและเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก
เพราะถ้าหากรัฐวิสาหกิจกิจการสาธารณูปโภคถูกนายทุนเอกชนครอบครองแล้วจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนในเรื่องการขึ้นราคาบริการของสาธารณูปโภคนั้นๆ
ทั้งนี้ สรส. จะเดินหน้าการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไปให้ถึงที่สุด
ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนหากมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เช่นการจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2547 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
และการจัดงานวันกรรมกรสากลที่มุ่งเน้นการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและเปิดโปงพฤติกรรมขายชาติและการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองในรัฐบาลที่จ้องจะเข้ามาเขมือบกิจการรัฐวิสาหกิจ
ของรัฐบาลชุดนี้
อาจกล่าวได้ว่า
รัฐบาลไม่เพียงแต่จะประสพผลสำเร็จในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนคล้อยตามกระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเท่านั้น
แต่ยังประสพผลสำเร็จในการทำให้พนักงานคล้อยตามอีกด้วย
แรงต่อต้านคัดค้านจากพนักงานส่วนใหญ่ จึงแผ่วเบา ไร้น้ำหนัก และ
ไม่เป็นเอกภาพเพียงพอ จะกดดันให้รัฐบาล ทบทวนนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้
ซึ่งแตกต่างไปจากแรงต่อต้านของฝ่ายสหภาพแรงงานในต่างประเทศ เช่นในอัฟริกาใต้
หรือในประเทศเกาหลีใต้
ทันทีที่รัฐบาลประกาศการแปรรูปรัฐวิสาหกิจบรรดาพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้งหลายก็ทำการนัดหยุดงานตอบโต้ทันที
พวกเขายืนยันให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อประสิทธิภาพการบริการให้สาธารณะ
เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน
พวกเขาเรียกร้องให้ขจัดการทุจิตคอรัปชั่นในรัฐวิสาหกิจ
และเสนอทางเลือกใหม่ด้วยการเรียกร้องระบบการจัดการตนเอง
โดยให้พนักงานรัฐวิสาหกิจและประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานรัฐวิสาหกิจ
แทนการครอบงำของพวกนักการเมือง
การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติของบรรดาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศเหล่านี้อย่างจริงจังและ
เข้มแข็ง ทำให้รัฐบาลต้องเลื่อนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจออกไปไม่มีกำหนด
รายชื่อรัฐวิสาหกิจหลักที่อยู่ระหว่างการแปรรูปตามนโยบายรัฐบาล รายชื่อ
มูลค่ารวม(โดยประมาณ) บริษัททศท.คอร์เรชั่น จำกัด(มหาชน) 6,000,000,000 บาท
บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) 5,740,000,000 บาท บริษัทกสท. โทรคมนาคม
จำกัด(มหาชน) 1,469,540,278 บาท การฟ้าฝ่ายผลิต 10,396,746,864 การไฟฟ้านครหลวง
10,558,460,419 บาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 26,956,094,932 บาท การท่าเรือ 260,124,986
บาท หน่วย : บาท ที่มา : สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง
|