การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

 

กฟผ.ข้อมูลที่ควรทราบ (4)
คอลัมน์ หอมปากหอมคอ คมชัดลึก : 1 เมษายน 2547


ถ้าหากคุณๆ ติดตามเรื่องที่ผมเล่าสู่กันฟังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก็คงจะทราบแล้วนะครับว่า สถานภาพในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในปัจจุบันนั้น ต้องพึ่งพาอาศัยซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่และรายย่อย กว่าร้อยละ 40 (ที่จริงสูงถึงร้อยละ 49)

เพียงแต่สิ่งที่เป็นอยู่ในระบบปัจจุบันนั้น กฎหมาย ให้อำนาจในการผูกขาดผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากับ กฟผ. เช่นเดียวกับที่ให้อำนาจผูกขาดการจำหน่ายไฟฟ้า ให้กับประชาชนผ่านการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

อำนาจผูกขาดกับความสามารถในการทำกำไร เป็นเรื่อง ที่ไม่ต่างอะไรไปจากเหรียญที่มีสองด้านครับ

แต่ถ้าหากจะทำให้เข้าใจอะไรต่อมิอะไรในเรื่องนี้ มากขึ้น ผมว่าเราน่าจะลองไปมองให้ลึกลงไปว่า ในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในบ้านเราซึ่ง กฟผ.ดำเนินการอยู่นั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

ข้อมูลตัวเลขจาก กฟผ.เองบอกว่า ในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ารวม 116,743 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2546 นั้น

การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เองประกอบไปด้วย

1.ผลิตจากเขื่อน ร้อยละ 6.63

2.ผลิตจากโรงไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันเตา ร้อยละ 1.81

3.ผลิตจากโรงไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันดีเซล ร้อยละ 0.04

4.ผลิตจากโรงไฟฟ้าโดยใช้ลิกไนต์ ร้อยละ 14.68

5.ผลิตจากโรงไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 27.83

รวมเบ็ดเสร็จคิดเป็นร้อยละ 50.54 และ

6.ซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นมาขายต่อ ร้อยละ 49.46

นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ควรทราบ แล้วบอกให้เรารู้ต่อไปว่า สถานภาพของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในปัจจุบันนั้น

รากฐานที่สำคัญที่สุดก็คือการเป็นผู้ผูกขาดในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า

โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดก็คือ การเป็นเจ้าของ สายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงเป็นตาข่ายใยแมงมุมอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งก็มีข้อดีที่ทำให้สามารถบริหารจัดการการไฟฟ้าแบบรวมศูนย์

สามารถสั่งการหยิบยืมและปรับแผนการผลิตและจัดส่งได้อย่างคล่องตัว แม้จะทำไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตามที

ถ้าหากพิจารณาโดยดูข้อเท็จจริงในแง่ต้นทุน ในการผลิตไฟฟ้า ที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด ตามมาด้วยการผลิตด้วยลิกไนต์ ในขณะที่การผลิตด้วยน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลนั้น มีราคาแพงกว่าใครเพื่อน แถมยังแพงกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในบางเวลาด้วย

ในขณะที่การซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายอื่นนั้น มีข้อตกลงเป็นสัญญาระยะยาว รู้ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแน่นอนพอสมควร

เพราะฉะนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ต้องบริหารจัดการด้าน การผลิตให้สอดคล้องเหมาะสมและเลือกหนทางที่ทำให้มีประสิทธิภาพและต้นทุนที่เหมาะสมสอดคล้อง (แต่ไม่จำเป็นต้องต่ำสุดเสมอไป) อยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่า นับวันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ก็ตกอยู่ในฐานะที่ยากลำบากในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัดส่วนในการผลิตของตัวเองลดน้อยถอยลงเช่นนี้ และทำให้มีความจำเป็นเป็นอันมากที่จะต้องมองไปในอนาคตว่า กฟผ.จะดำเนินการเช่นไร

ผลิตเองน้อย ซื้อจากคนอื่นมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้ หรือ ว่าจะรักษาการผลิตเองเอาไว้ในระดับที่เหมาะสมและเลือกสรรการจัดซื้อจากคนอื่น

ผมคิดว่าทางออกที่เหมาะสมน่าจะเป็นข้อหลัง แต่จะทำ อย่างนั้นได้ก็หมายความว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ต้องดำรงสถานภาพที่จำเป็นที่สุดเอาไว้สองอย่างด้วยกันคือ

หนึ่ง คงอำนาจในการผูกขาดการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป และถ้าหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องคงสิทธิที่ว่าเอาไว้ด้วย

สอง เพิ่มการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต และรักษาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของตนเอาไว้ในระดับที่ไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 50 อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ต่อไป

จะทำเรื่องยากที่ว่าได้นั้น ต้องเรียนตามตรง ว่าต้องอาศัย เหตุปัจจัยหลายต่อหลายอย่าง

อันที่จริงผมเห็นอกเห็นใจกับคนใน กฟผ. พอๆ กับที่เข้าใจ ผู้คนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านการแปรสภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มิให้เป็นบริษัท กฟผ.จำกัด (มหาชน)

แต่ความคิดที่ดีก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะทำให้ผลแห่งการกระทำตามคิดที่ดีออกมาดีไปทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งของผลที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุผลและปัจจัยมาจากเรื่องแทรกซ้อนภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

ผมคิดว่าผมได้ข้อมูลที่ควรรู้ควรทราบเกี่ยวกับ กฟผ.มากพอสมควร แม้จะไม่ควรถ้วนกระบวนความก็ตามที แต่ก็คงพอให้ไปคิดอ่านกันเองต่อว่า สมควรจะเดินหน้า ถอยหลังกันแบบไหน

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล

1