การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

ไปรษณีย์ : นี่ก็ (กำลัง) แปรรูป
กรุงเทพธุรกิจ
: 16 เมษายน 2547
โดย
ประวิตร โรจนพฤกษ์


เมื่อเร็วๆ นี้ คนไทยจำนวนมากคงได้รับจดหมายจ่าถึงตน ในฐานะ "ท่านผู้ใช้บริการผู้มีอุปการคุณ" จากบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด (ปณท) ซึ่งเมื่อก่อนก็คือ การไปรษณีย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง

เนื้อหาสำคัญของจดหมายคือ การแจ้งการขึ้นราคาค่าไปรษณีย์ (แบบมัดมือชก) โดยหมายน้ำหนักไม่เกิน 20 กรัม ได้กำหนดราคาใหม่เป็นฉบับละ 3 บาท ไปรษณียบัตร ฉบับละ 2 บาท ของตีพิมพ์น้ำหนักไม่เกิน 50 กรัม ฉบับละ 3 บาท ธนาณัติวงเงินไม่เกิน 1,000 บาท ฉบับละ 10 บาท

สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด มิได้แจ้งให้ประชาชน (ซึ่งกลายเป็นเพียงผู้ใช้บริการ ผู้มีอุปการคุณ) ทราบว่า ราคาใหม่นั้นเป็นราคาที่มีอัตราการขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมิได้แจ้งราคาเก่าให้ดูเปรียบเทียบได้

ส่วนเหตุผลการขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จดหมายเพิ่งมาส่งตอนปลายเดือนมีนาคม ก็ให้ไว้เพียงสั้นๆ ว่า "เพื่อให้สอดคล้องใกล้เคียงกับต้นทุนมากขึ้น...ทั้งนี้ ปณท หวังว่าท่านจะเข้าใจเหตุผล และความจำเป็นในการปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ในประเทศไทยครั้งนี้ และกรุณาให้การสนับสนุน ปณท ต่อไป"

เป็นไงครับท่านผู้อ่าน เหตุผลลึกซึ้งโปร่งใสดีไหมครับ? นี่ขนาดกระทรวงการคลัง ยังถือหุ้นอยู่ 100% อยู่นะครับ แล้วอีกหน่อยน้ำไฟขายไปจะเกิดอะไรขึ้น

คุณอนุศรา จิตต์มิตรภาพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านการตลาดของบริษัท ไปรษณีย์ จำกัด กล่าวกับผู้เขียนตอนโทรไปสัมภาษณ์สอบถามว่า อัตราค่าไปรษณีย์ในประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีการปรับขึ้นมา 18 ปี แถมต้นทุนที่แท้จริงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 4 บาทเศษๆ ซึ่งผู้บริหารบริษัทไปรษณีย์ก็ยังได้กล่าวต่อว่า จะมีการขึ้นราคาขั้นต่ำเป็น 4 บาท ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้

ผู้เขียนถามไปแล้วว่า ทำไมถึงมิได้แจ้งอัตราการขึ้นว่า ขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และราคาเก่าเท่ากับเท่าไหร่ คุณอนุศรา ก็กล่าวตอบว่า ประชาชน (ลูกค้า) ทั่วไปคงทราบดีจำได้อยู่แล้ว

แต่ที่นำประทับใจคือคำพูดของผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ท่านนี้ที่บอกว่า เรื่องนี้ไม่เดือดร้อนสาธารณะ เพราะ

"ประชาชนทั่วไป ไม่ได้ใช้จดหมายติดต่อกัน เพราะฉะนั้น ถามว่าจะเดือดร้อนคนใช้รถเมล์ไหม" โดยกล่าวต่อไปว่า เดี๋ยวนี้ลูกค้ารายใหญ่ของไปรษณีย์ก็คือ บริษัทเอกชน หากำไรสูงสุดทั้งหลายนั่นเอง

และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ตอนที่ถามว่า แล้วเมื่อไหร่กระทรวงการคลังจะเอาไปขายตกทอดตลาดหุ้น

"ยังไม่ได้เข้า เพราะสถานภาพของไปรษณีย์ไทยคือขาดทุน....ต้องเลิก subsiolise คือให้เป็นไปตามกลไกตลาด...ไปรษณีย์ไทยขาดทุนไม่มีใครซื้อหุ้นหรอกค่ะ ไม่มีใครเอาบริษัทขาดทุนขายหุ้น...แต่อนาคตเป็นไปได้"

ผู้เขียนอดนึกถึงอนาคตของไฟฟ้า ประปา และรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ อื่นๆ มิได้ ดูเหมือนรัฐบาลสนใจกำไรเสียจนความเป็นบริการสาธารณะของสาธารณูปโภคต่างๆ กำลังขาดหายไป

การขึ้นราคาแบบฮวบฮาบเกิดขึ้นในขณะที่กระทรวงการคลัง ยังคงถือหุ้น 100% อยู่ แล้วอีกหน่อยตกเป็นของเอกชนจะขนาดไหน

การอ้างอย่างข้างๆ คูๆ ว่า คนส่วนใหญ่ที่นั่งรถเมล์ไปทำงาน ไม่เดือดร้อนกับการขึ้นราคาค่าไปรษณีย์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นบริษัทเอกชนนั้น ทำให้อดนึกต่อไปมิได้ว่า อีกหน่อยหากแปรรูปขายไฟฟ้า ประปา ในตลาดหุ้นสำเร็จ ผู้บริหารไฟฟ้า ประปา ก็คงจะบอกประชาชน (ผู้ใช้บริการผู้มีอุปการคุณ) ตาดำๆ ว่า การขึ้นราคาน้ำไฟ คงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะปกติเป็นผู้บริโภครายย่อย เมื่อเปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้นำกลุ่มผู้บริโภคอย่างคุณสารี อ๋องสมหวัง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาไปรษณีย์ เพราะองค์กรไม่หากำไรของเธอต้องส่งวารสารเพื่อผู้บริโภค เป็นประจำ กล่าวว่า เธอต้องการให้บริษัทไปรษณีย์แจกแจงรายรับรายจ่ายให้สาธารณะทราบทั้งหมด มิใช่มาอ้างลอยๆ ว่า ปีนึงขาดทุน หนึ่งพันล้านบาทจึงต้องขึ้นราคานั้นไม่ได้

"เราต้องท้าทายวิธีคิด สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างมีกำไรและเอากำไรไป boost ตลาดหลักทรัพย์ไม่ถูกต้อง รัฐควรทำงานให้บริการสาธารณะ...ถ้าไม่งั้น เราจะมีรัฐบาลไปทำอะไร จะมีรัฐบาลไว้เล่นหุ้นอย่างเดียว ปั่นหุ้นอย่างนี้..."

คุณสารีถือว่า ไปรษณีย์ น้ำ ไฟ และสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ มิใช่ธุรกิจประเภทที่ต้องทำกำไรสูงสุด และเรื่องไปรษณีย์นั้น แกนนำกลุ่มบริโภคกำลังหารือกันอยู่ว่า จะทำอะไรได้

แต่อย่าไปหวังมากนะครับ เพราะตอนนี้การไปรษณีย์แห่งประเทศไทย ก็แปรรูปไปเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทยไปแล้ว สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับการบริการพื้นฐานในราคาสมควร ต้องสิ้นไปเพราะบัดนี้ ถูกกระทำให้กลายเป็นผู้ค้ำผู้บริโภคโดยมิมีทางเลือก
 

1