การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

รัฐวิสาหกิจมีค่าเท่ากับ 'ชาติ'
กรุงเทพธุรกิจ
: 19 เมษายน 2547
โดย
ผศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


          การประท้วงแปรรูปรัฐวิสาหกิจกำลังเป็นเรื่องกวนใจรัฐบาล 'ขา(ไม่)ขึ้น' อยู่ในขณะนี้ โดยผมมีประเด็น ที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับท่านผู้อ่าน อยู่พอควร จากหัวเรื่องที่ตั้งขึ้น ผมมีความเห็นว่ารัฐวิสาหกิจเท่ากับชาติ เพราะชื่อมันก็บอกอยู่ว่ารัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็คือวิสาหกิจของรัฐหรือของชาตินั่นเอง แต่คำถามที่สำคัญ กว่าเรื่องของความหมายของคำ ก็คือ อะไรคือเบื้องหลัง ของความคิด ที่ทำให้รัฐวิสาหกิจ ต้องเป็นวิสาหกิจของชาติ?

           คำตอบก็คือ รัฐวิสาหกิจคือ การสะท้อนให้เห็นถึงการที่รัฐหรือชาติต้องให้สวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เป็นสินค้า และบริการสาธารณะหรือสาธารณูปโภค เช่นน้ำประปา ไฟฟ้า การสื่อสารและการเดินทาง แก่คนส่วนใหญ่ในประเทศ อันนี้ จะแตกต่างจากอมตะวาจาที่ประธานาธิบดีเคเนดี้ (ซึ่งยืมเอามาจากคาลิล ยิบราน) ที่ว่า อย่าถามว่าประเทศได้ทำอะไรเพื่อท่าน แต่จงถามว่าท่านได้ทำอะไรเพื่อประเทศ เพราะรัฐวิสาหกิจคือ คำตอบของคำถามที่ว่าประเทศได้ทำอะไรเพื่อท่าน

           จะเห็นได้ว่า รัฐวิสาหกิจจะมีหลักการที่คล้ายคลึงกับระบบราชการ กล่าวคือต้องเป็นหลักประกันในสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ในชาติ ให้ได้รับสินค้าและบริการสาธารณะพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน (น่าคิดต่อเล่นๆ นะครับว่า หลังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว จะมีการแปรรูประบบราชการต่อไปหรือไม่ ?)

           ถ้าท่านผู้อ่านที่มีพื้นฐานความรู้ทางความคิดทางการเมืองคงจะสังเกตได้ไม่ยากว่า รัฐวิสาหกิจจะเป็นภาพสะท้อนของแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ (welfare state) ที่พวกเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจ พวกนิยมตลาดเสรีหรือพวกนิยมความยึดมั่นถือมั่นทางตลาด (market fundamentalist) ต่อต้าน ดังที่ผมจะได้เสนอต่อไป

           คำถามต่อมาคือ จะให้ความหมายของคำว่า 'ชาติ' หรือคนที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจนี้ให้มีความหมายหรือนัยที่ผูกพันอยู่กับใคร ?

           หนึ่ง ชาติที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมีนัยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ? แม้พนักงานรัฐวิสาหกิจจะมีความสำคัญในการเป็นกลไกที่ทำให้รัฐวิสาหกิจดำเนินไปได้ แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่รัฐวิสาหกิจต้องสนองตอบ และคนกลุ่มนี้ยังเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแปรรูป ดังนั้น ขบวนการต่อต้านการแปรรูปควรจะต้องระวังไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนมากไปจนแยกไม่ออกจากผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และคงต้องระมัดระวังเรื่องการโดนเงินฟาดหัวด้วย

           สอง ชาติที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมีนัยเป็นของคนต่างชาติ? กล่าวคือ ถ้ารัฐวิสาหกิจเท่ากับชาติ แต่กลับกลายเป็นแหล่งแสวงหากำไรของต่างชาติหรือกลายเป็นวิสาหกิจของต่างชาติ ก็คงเป็นความคิดที่ผิด

           จริงอยู่ ที่พวกนิยมความยึดมั่นถือมั่นทางตลาด (อย่างเช่น พวกนักเทคโนเครตทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), ธนาคารโลก, องค์การการค้าโลก (WTO) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น G7) เสนอว่ารัฐวิสาหกิจนั้น ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลและค้านกับความคิดเรื่องการค้าเสรี เนื่องจากมีรัฐคอยปกป้องคุ้มครองรัฐวิสาหกิจมากเกินไป

           แต่ก็ต้องไม่ลืมมองด้วยว่า มุมมองของพวกนิยมความยึดมั่นถือมั่นทางตลาดนี้ เป็นมุมมองของเรื่องการบริการจัดการ ซึ่งเป็นเพียงแต่เรื่องเทคนิคเท่านั้น พวนนี้ไม่สนใจเรื่องของ 'ความเป็นธรรม' ในสังคม เพราะความเป็นธรรมของพวกนี้คือ กฎของกลไกตลาด ที่เป็นเขตปลอดจากจริยธรรม เพราะจริยธรรมนี้ถูกแทนที่โดยกฎเหล็กของระบบตลาด ซึ่งก็คือการค้ากำไรนั่นเอง

           ดังนั้นการเร่งเสริมสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลโดยการแปรรูป ถึงแม้จะทำให้การบริหารจัดการในองค์กรดีขึ้น แต่ก็เป็นการเร่งให้รัฐวิสาหกิจไทยเข้าสู่ระบบตลาดโลกเร็วขึ้น รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าในตลาดโลกนั้นมีเจ้าตลาดที่ครองความได้เปรียบอยู่ ซึ่งก็คือกลุ่มประเทศ G7 และกลุ่มบรรษัทข้ามชาตินั่นเอง และเมื่อเราพร้อมที่จะกระโจนไปอย่าง 'ไม่ยั้งคิด' เท่าไร เราก็พร้อมที่จะเป็นเหยื่ออย่างไม่ยั้งคิดเท่านั้น

           นอกจากนี้การค้าเสรีคือ ข้ออ้างที่บ่อยครั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใช้เป็นข้ออ้างสำหรับเปิดตลาด และแหล่งแสวงหากำไรของประเทศเหล่านี้ ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้ก็มีมาตรการกีดดันการค้าอยู่

           สาม ชาติที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจมีนัยเป็นของนายทุนหรือนักธุรกิจการเมืองในชาติ? ก็คงไม่ใช่ในความหมายนี้อีกกระมัง เพราะเป็นที่นินทากันมากเหลือเกิน ว่าการแปรรูปนี้เป็นการแปรรูปให้รัฐวิสาหกิจกลายเป็นบริษัทของนักธุรกิจการเมืองไทย สถิติการเข้าตลาดหุ้นเพียง 1.07 นาที ของ ปตท. ก็เป็นที่เล่าขานกันว่าคนจองไม่ได้หุ้น แต่หุ้นกลับไปกระจุกตัวอยู่ที่คนไม่ได้จองที่เป็นนักธุรกิจการเมือง

           จริงๆ แล้วก็น่าสงสารนักธุรกิจการเมืองไทยนะครับ เพราะหาน้อยมากที่จะทำอะไรหรือผลิตอะไรแล้วไปแข่งกับต่างชาติเขาได้ จึงมักจะทำได้แต่สิ่งที่ถนัดมาตลอด ซึ่งก็คือการเป็นนายหน้าค้ากำไร (comprador) ให้แก่ กลุ่มทุนต่างชาติ และก็สมทบหาเศษหาเลยเข้าไปด้วย หรือถ้ามีโอกาสหน่อยก็ตัดหน้ากินปลาชิ้นมันเสียเอง

           ถ้าจะมีการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นจริง ก็หวังว่ารัฐบาลคงจะมีเกณฑ์กระจายหุ้นให้เป็นธรรมที่สุด ต้องไม่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้อุปการคุณมากเกินไป และคงต้องคิดด้วยว่า จะทำอย่างไรไม่ให้คนที่เล่นหุ้นที่มีเพียง 3-4 แสนคน นักธุรกิจการเมืองและกลุ่มทุนต่างชาติ ที่จะเข้าซื้อปลาชิ้นมันนี้ เอาเปรียบคนไทยทั้ง 60 กว่าล้านคน อย่าลืมนะครับว่ารัฐวิสาหกิจคือ คำตอบหนึ่งว่าประเทศไทยได้ทำอะไรเพื่อประชาชน!!

           ตราบใดที่ความชอบธรรมของรัฐบาลมาจากหีบเลือกตั้งที่เราหย่อนบัตรลงไป และตราบใดที่ระบบตลาดเสรีโลกยังไม่มีความเป็นธรรมอยู่ พวกเรามีสิทธิที่เรียกร้องความเป็นชาติ เพราะพวกเราคือ คนส่วนใหญ่ของชาติที่เป็นที่มาของความชอบธรรมของรัฐบาล และรัฐบาลต้องสนองตอบต่อสวัสดิการขั้นพื้นฐานของคนไทย (ไม่ใช่เพื่อนักธุรกิจการเมืองเอง) และปกป้องวิสาหกิจของชาติของเรา (จากกลุ่มทุนต่างชาติ)

           อนาคตอยู่ในมือของเราทุกคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ในชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงของวิสาหกิจต่างๆ แต่อนาคตนั้นดูเหมือนจะมีทางเลือก 2 ทางคือ

ทางหนึ่งคือการมีหลักประกันในสวัสดิการขั้นพื้นฐานโดยรัฐ

อีกทางหนึ่งคือการฝากสวัสดิการนี้ไว้กับความแปรปรวน และความคิดในเรื่องกำไร-ขาดทุนของกลไกตลาด

           ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านอยากเลือกทางไหนดีครับ?

1