การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

แปรรูปแบบไหน
ผู้จัดการ
: 5 เมษายน 2547
โดย สุวัฒน์  ทองธนากุล


กรณีการ "แปรรูปรัฐวิสาหกิจ" โดยรัฐบาลกับกลุ่มคัดค้านต่อต้าน ซึ่งมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) เป็นแกนนำและกำลังสร้างแนวร่วมเป็นขบวนการเป็นไปในลักษณะเชิงรุก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารด้วยเอกสารสิ่งพิมพ์ และการกระจายข้อมูลความเห็นผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในยุคนี้ จึงให้ผลการรับรู้กว้างขวางกว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในอดีต ปรากฏการณ์เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสามารถแสดงความเห็นเรียกร้อง หรือคัดค้านความไม่ถูกต้องได้

ขณะที่รัฐบาลซึ่งได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาบริหารประเทศ ก็สามารถที่จะมียุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนา

แต่สภาพการณ์ขณะนี้ คือ ผู้นำการชุมนุมต่อต้าน แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย และไม่เชื่อการชี้แจงของฝ่ายรัฐ การประท้วง กรณี กฟผ. ซึ่งเรียกร้องให้ยุติการแปรรูป จึงยืดเยื้อมากว่า 40 วัน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีท่าทีคลี่คลาย

ล่าสุดคณะกรรมการ กฟผ. และผู้ว่าการลาออก และมีการแต่งตั้ง ดร.ชัยอนันต์  สมุทวณิช ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีความคิดก้าวหน้าและมีความเที่ยงธรรม การเจรจาและแนวทางที่เกิดการยอมรับทุกฝ่ายน่าจะเกิดขึ้น

ขณะนี้นับว่าสังคมสับสนต่อการชี้แจงทั้ง 2 ฝ่าย ขณะที่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stake-holder) มีทั้งรัฐบาล-ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ-พนักงาน-ผู้บริโภค

คู่ขัดแย้งขณะนี้คือ รัฐบาล และสหภาพแรงงาน กฟผ. ต่างก็อ้างว่า "รักประชาชน"

ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคอาจสับสนในข่าวสาร แน่นอนล่ะ ฝ่ายใดที่สามารถชี้ชัดและสร้างความน่าเชื่อถือได้ว่าทำเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" อย่างแท้จริง ย่อมได้รับการสนับสนุน

เพราะถ้าวัตถุประสงค์ดี เป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

วิธีการดี สามารถสร้างความเข้าใจ ให้เกิดความเชื่อมั่นว่ามีความเป็นธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน ผลต่อพนักงานและประชาชนได้รับการจัดการอย่างเป็นธรรม ประชาชนหรือสังคมส่วนรวมย่อมสนับสนุน

แต่เกมการต่อสู้ในเรื่องนี้ การชูประเด็นว่ากิจการรัฐวิสาหกิจประเภทที่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างไฟฟ้าประปา น่าจะเป็นของรัฐเพื่อสนองเป้าหมายการบริการประชาชนที่ทั่วถึงและในราคาที่ไม่แพง

ในแง่ "ราคา" นี่เอง เป็นประเด็นที่ "โดนใจ" ประชาชนซึ่งย่อมไม่อยากจ่างแพง และเห็นใจผู้มีรายได้น้อย ซึ่งผิดกับกิจการรัฐวิสาหกิจประเภทผลิตจำหน่ายสินค้าและบริการประเภทที่ประชาชนมีทางเลือกที่จะ "ซื้อ หรือไม่ซื้อ" เช่นยาสูบ หรือกิจการขนส่งอย่างรถไฟ รสพ. การบินไทย น้ำมันปตท.

การ "แปรรูป" ซึ่งกระทรวงการคลังพยายามเรียกว่า "การพัฒนารัฐวิสาหกิจ" โดยการพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงานเพื่อให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อธิบายว่าการปรับเปลี่ยนให้มีความเป็นเอกชนมากขึ้นในรูปเป็นบริษัทและยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะรัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่โดยกระจายหุ้นให้ประชาชนไม่เกิน 30% แล้วใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็นช่องทางในการระดมทุน และให้ผู้ถือหุ้นสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้

ข้อโต้แย้งจึงมีตั้งแต่

1. ทำไมต้องแปรรูป ซึ่งคนทั่วไปน่าจะรับฟังได้ แม้มีข้อโต้แย้งว่าไม่ต้องแปรรูปก็สามารถพัฒนาประสิทธิภาพมิใช่หรือ

2. รัฐวิสาหกิจจำนวน 12 แห่ง ซึ่งมีแผนจะถูกแปรรูปและนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น น่าจะมีการจำแนกประเภทที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นหลักประกันไม่ให้กระทบต่อประชาชน

3. ค่าบริการจะแพงขึ้นหรือไม่ เพราะการแปรรูปและนำหุ้นส่วนที่กระจายเข้าตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นต้องบริหารเพื่อลดขาดทุนหรือสร้างกำไร

นี่เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นคำถามซึ่งมองในฐานะผู้มองผลประโยชน์สาธารณะย่อมอยากเห็นการสร้างความเข้าใจ และทบทวนประเด็นที่สร้างความเสี่ยงเพื่อปรับเงื่อนไขให้ถูกต้องเป็นธรรม ในอดีตนั้นภาพลักษณ์ของรัฐวิสาหกิจ ถูกมองจากสังคมว่าเป็นหน่วยงานผูกขาดการบริการที่พนักงานมีสิทธิพิเศษมากมาย ซึ่งมีโอกาสบั่นทอนประสิทธิภาพและทำให้ต้นทุนแฝงสูงขึ้น

แต่ในยุคปัจจุบันที่เป็นสังคมข่าวสารและมีการแข่งขันสูงเราได้เห็นการปรับทัศนคติ ปรับการให้บริการประชาชนในฐานะลูกค้าดีขึ้นมากในรัฐวิสาหกิจที่มีการแข่งขันกับภาคเอกชน

แต่กิจการสาธารณูปโภคหลายแห่งที่มีลักษณะผูกขาดอย่างไฟฟ้า ประปา ซึ่งประชาชนไม่มีทางเลือกซื้อบริการจากรายอื่น สังคมย่อมอยากเห็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้ได้บริการและราคาที่เป็นธรรม ประเด็นที่ยกสู้ว่า การแปรรูปจะทำให้ราคาค่าบริการสูงขึ้นนี่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว-ใกล้ใจประชาชนแน่ และทางรัฐต้องชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อมิให้เป็นแต่ข้ออ้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะของภารกิจแล้ว โครงสร้างธุรกิจของ กฟผ. จำเป็นต้องแปรรูปหรือไม่ คณะกรรมการชุดใหม่ก็คงจะมีโอกาสทบทวน เพื่อการเจรจาชี้แจงเป็นทางออกในการแก้ปัญหา

1