|
|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
แปรรูปไฟฟ้า ใครจะตอบคำถามประชาชน
ผู้จัดการ : 8 มีนาคม 2547
โดย สำนักข่าวประชาธรรม : กรรณิการ์ กิจติเวชกุล - ลัลธลิมา หลงเจริญ
ในวังวนข่าวการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูเหมือนจะมีเพียง 2 เสียงดังๆ เท่านั้น คือ จากซีกรัฐบาลที่ยืนกราน ต้องแปรรูปโดยเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ และซีกพนักงานรัฐวิสาหกิจที่คัดค้าน ไม่แปรรูป จะพบว่า มีความจริงเพียงบางส่วนเสี้ยวถูกนำเสนอจนเป็นกระแสหลัก และยังมีสาระและความเป็นจริงอีกมากมายที่ถูกละเลย ไม่ได้ให้ความสนใจโดยเฉพาะจากสื่อมวลชน
การแปรรูป กฟผ. หรือจะเรียกว่า การแปลงสภาพเข้าตลาดให้เป็น บริษัทจำกัด (มหาชน) ต้องถือว่า เป็นเรื่องใหญ่ ซับซ้อน และสำคัญมากๆ แต่ถูกทำให้เป็นเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ และเร่งรัดให้จบไปไวๆ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ อาจกลับกลายเป็นหายนะในภายหลังได้ ฉะนั้น จึงอยากทำหน้าที่ที่ท่านนายกฯทักษิณบอกไว้ในรายการ นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน (28 ก.พ.47) ว่า มีอะไรกังวลใจ ขอให้บอกออกมา
และนี่คือความกังวลใจ ที่อยากบอก
การแปรรูป กฟผ.ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาล และรัฐมนตรีพลังงานเคยแถลงเอาไว้ เพราะไม่ได้ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสมอภาคระหว่าง กฟผ.และภาคเอกชน กฟผ.ยังคงได้สิทธิพิเศษประโยชน์ต่างๆ เช่น สิทธิในการให้รัฐจ่ายเงินให้แก่ กฟผ. ในกรณีที่ กฟผ.มีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับรายจ่าย, สิทธิในการเรียกร้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ยืม, สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ หรือขอเช่าในอัตราที่ต่ำกว่าเอกชน, และสิทธิในการยกเว้นภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ กฟผ.ที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังมีอำนาจในฐานะรัฐวิสาหกิจ เช่น อำนาจในการรอนสิทธิบุคคลอื่น สิทธิในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในการผูกขาดระบบส่งไฟฟ้า แต่ความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อสาธารณะ กลับกลายเป็นความรับผิดชอบต่อผลกำไรของผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แม้จะมีการพูดเรื่อง ขายชาติ กันมาก แล้วก็มีการแย้งว่า ไม่ได้ขายชาติ ไม่ได้ขายให้ต่างชาติ แต่เป็นการแปลงสภาพเข้าตลาดหุ้น คงต้องบอกว่า เรื่องนี้มันมากกว่า ความเข้าใจง่ายๆ แค่ขายชาติ ประเด็นแรก ไฟฟ้า น้ำประปา เป็นบริการสาธารณะที่รัฐมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนใช้ อย่างน้อยให้ใช้อย่างพอเพียง เพราะไฟฟ้า น้ำประปาถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ถ้าใครจะใช้มากกว่าความพอเพียง แน่นอนว่าเขาสมควรต้องจ่ายมากขึ้น การที่ปล่อยให้กิจการเหล่านี้กลายเป็นสินค้าเพื่อผลกำไรของผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่ง ผู้ที่ไม่มีเงิน ก็ไม่มีสิทธิเข้าถึง
ในประเทศแอฟริกาใต้ มีรัฐธรรมนูญที่ประกันการเข้าถึงน้ำ เมื่อมีการแปรรูปไฟฟ้า ประชาชนที่ยากจนไม่มีทางเข้าถึงไฟ แม้จะอยู่ห่างกันในระยะเดินถึง ภาพเมืองทันสมัยกับสลัมจึงซ้อนทับอยู่ในภาพเดียวกัน และเมื่อมีการแปรรูปน้ำ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะประกันเรื่องการเข้าถึงน้ำ แต่ก็พบว่าน้ำดื่มสะอาดก็ไม่ไปถึงประชาชนเช่นกัน โดยอ้างว่าเป็นปัญหาด้านเทคนิค
ประเด็นที่สอง สิทธิเดิมๆ ที่ กฟผ. เคยได้รับในฐานะของรัฐวิสาหกิจ แต่เดิมเมื่อมีการเรียกเวนคืนที่ดินเพื่อการดำเนินการด้านไฟฟ้า ประชาชนมักถูกเรียกร้องให้เสียสละผืนแผ่นดินเพื่อชาติ แต่นับจากนี้ บริษัทมหาชนนี้จะชี้แจงต่อสาธารณะว่าอย่างไร? ขอให้ประชาชนเสียสละเพื่อกำไรของผู้ถือหุ้นกระนั้นหรือ?
ข้ออ้างที่สำคัญของการแปรรูป ก็คือ ประสิทธิภาพ แต่วิธีเอาเข้าตลาดหุ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพจริงหรือ เพราะถ้าดูบทเรียนจาก ปตท. คำตอบคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน ปตท. ถูกยกให้เป็นตัวอย่างของการแปรรูปที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่มีการติดตามตรวจสอบว่า ปตท.ประสบความสำเร็จจริงๆ อย่างที่อ้างกันหรือไม่ หรือเป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ปตท. ยังคงทำหน้าที่บกพร่อง และบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของ ปตท. แต่กลับเรียกหา เจ้าภาพ มารับผิดชอบไม่ได้แต่ภาระและความเสียหาย กลับยังคงตกอยู่ที่ประชาชนและผู้บริโภค ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ
- การทำงานที่ล่าช้าของ ปตท. ในการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาในพม่ามายังโรงไฟฟ้าราชบุรี ได้ก่อให้เกิดเป็นภาระ Take-or-Pay ความเสียหายครั้งนี้มีมูลค่านับพันล้านบาท (มูลค่าปัจจุบันภาระดอกเบี้ยสุทธิ = 4,050 ล้านบาท ณ ปี 2545 จากรายงานการจัดสรรภาระ Take-or-Pay ประจำปี 2545 ของ สนพ.-กฟผ.-ปตท. (หน้าที่ 7) ) แต่ ปตท. และ กฟผ. รับความรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้เพียงคนละ 11% และ 13% ตามลำดับ ในขณะที่ผู้บริโภครับไปเต็ม ๆ 76% ทั้ง ๆ ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นในการบริหารและตัดสินใจ
- กรณีเกิดไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้ 14 จังหวัด เป็นเวลาสูงสุดถึง 4 ชั่วโมง เมื่อต้นเดือนเมษายน 2546 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายและเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วทั้งภาค สาเหตุหลักของปัญหาไฟดับครั้งนี้มาจาก ปัญหาทางเทคนิค ของโรงแยกก๊าซของ ปตท. ที่ขนอม แต่เช่นเคยปัญหาครั้งนี้ ไม่มีเจ้าภาพ (ไม่มีคนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น) กฟผ. ไม่สามารถเอาผิด ปตท. ต่อความเสียหายที่เกิด เพราะสัญญาระหว่าง กฟผ. และ ปตท. มีความหละหลวม อะลุ้มอล่วยซึ่งกันและกัน
- ประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีต ไม่เคยถูกหยิบยกมาเป็นบทเรียน ปัญหาการบริหารงานของ ปตท. ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มายัง กฟผ. และผู้ใช้ไฟ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ ปตท. ต้องการขยายกำลังการส่งก๊าซของท่อจากแหล่งยานาดา ส่งผลให้โรงไฟฟ้าราชบุรีไม่สามารถใช้ก๊าซได้ตามปริมาณที่กำหนด ต้องหันมาเผาน้ำมันเตาแทนซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ทำให้ภาระค่าไฟฟ้าในระหว่างนี้จะเพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้าน คำถามก็คือ ใครจะรับผิดชอบ ปตท. ซึ่งมีสิทธิผูกขาด ก็คงหนีไม่พ้นที่จะทำการผลักภาระนี้ต่อไปให้ กฟผ. ซึ่งก็อาจจะผลักให้ผู้ไฟอีกต่อหนึ่งผ่านค่า Ft
ในส่วนของราคาก๊าซธรรมชาติ ได้ถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากราคาเมื่อเดือนกันยายน 2544 ที่ 142.36 บาท/MMBTU ขึ้นไปถึง 154.77 บาท/MMBTU ในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2546 หรือขึ้นไปถึง 8.3% ทั้งที่ราคาของน้ำมันดิบของโลกได้ปรับลดราคาลดลง 17% ในช่วงเวลาเดียวกัน (ราคาของก๊าซธรรมชาติจะขึ้นลงตามราคาน้ำมันดิบและค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐ) และ ปตท. ยังได้กำไรจากอัตราค่าเงินบาทของไทยที่แข็งตัวขึ้น จากช่วงกันยายน 2544 ถึง กันยายน 2546 จาก 44.5 บาท/$ ไปที่ 41.05 บาท/$ หรือคิดเป็น 8% จะเห็นว่าทุกปัจจัยภายนอกเอื้อให้ราคาของก๊าซธรรมชาติมีราคาลดลงกว่า 10% เป็นอย่างน้อย แต่ราคากลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าประสิทธิภาพการบริการหลังการแปรรูปจะดีขึ้น และสะท้อนถึงราคาสินค้าที่ถูกลงนั้น จึงได้รับการพิสูจน์แล้วในแนวทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ไปดูความเป็นเจ้าของของประชาชน ในช่วงของการกระจายหุ้นครั้งแรก (IPO) หุ้นจองถูกซื้อหมดเกลี้ยงภายในเวลาเพียง 89 วินาที หุ้นทั้งหมดของ ปตท. ที่นำมา กระจาย กลับตกอยู่ในมือของนักลงทุนเพียง 2,000 คน จากจำนวนประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 60 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 0.003 ของประชากรทั้งประเทศเท่านั้น ฉะนั้น ราคาหุ้นของ ปตท. ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 500% จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่
ขณะนี้ ปตท. เป็นบริษัทเอกชน แต่รัฐยังมีภาระในการอุดหนุนอุ้มชูอยู่ตลอด เพราะ ปตท. ยังคงได้สิทธิของรัฐวิสาหกิจ และใช้สิทธินั้นเรียกร้องให้คนทั้งชาติ เสียสละเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เช่น ได้สิทธิทั้งการเวนคืนที่ดิน รัฐบาลค้ำประกันหนี้ แต่นั่นยังไม่เท่ากับของขวัญชิ้นโบแดงที่รัฐบาลทักษิณได้มอบให้แก่ ปตท. เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2546 ที่ผ่านมา ครม. ได้อนุมัติแผนการลงทุนท่อก๊าซเส้นที่ 3 มูลค่านับแสนล้านบาท พร้อมทั้งประกันว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ ปตท. ลงทุนไปจะได้คืนพร้อมกำไรอย่างงาม 16% (Equity IRR) ทั้งๆ ที่กิจการท่อก๊าซเป็นกิจการที่ผูกขาดไม่มีความเสี่ยงใด ๆ และรัฐยังให้สิทธิพิเศษส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่ ปตท. อีก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมในช่วงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา (ครม. อนุมัติแผนวันที่ 9 ธ.ค.) ราคาหุ้นของ ปตท. จึงทะยานขึ้นจาก 109 บาท/หุ้น เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ไปเป็น 183 บาท/หุ้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2546 !!! เพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในเดือนเดียว
หันกลับมาดูกรณีของ กฟผ. แม้ว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ กฟผ.ก็ยังคงเป็นผู้ซื้อและผู้ขายไฟรายเดียว ไม่ต้องแข่งขัน ไม่มีแรงจูงใจใดๆ ในการพัฒนาด้านนโยบายและประสิทธิภาพ ฉะนั้น ก็คงไม่ต้องหวังว่าจะเห็นพลังงานทางเลือก เพราะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งหนึ่ง มีการพูดถึงพลังงานทางเลือก คณะกรรมการบอกว่า เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายรัฐบาล เป็นมติ ครม. ซ้ำยังไม่มีองค์กรกำกับอิสระ จะมีเพียงคณะกรรมการใต้เงากระทรวงพลังงาน ซึ่งไม่น่าจะเรียกได้ว่า อิสระอย่างแท้จริง อาการประเภท ว่ายังไงก็ว่าตามกัน คงได้เห็นอีก แล้วมันจะต่างอะไรกับปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าสงสัยอีกจำนวนมาก ที่มาจากการจัดการและการดำเนินงานที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความไม่โปร่งใส ไร้การตรวจสอบ และไร้ธรรมาภิบาล เช่น เงินที่ กฟผ.เก็บค่าไฟฟ้าจากประชาชนเกินไป 4,713 ล้านบาท ซึ่งตามหลักการแล้ว กฟผ. ต้องนำเงินนั้นมาจ่ายคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าผ่านทางค่าเอฟทีอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ทางรัฐมนตรีพลังงานกลับยินยอมให้ กฟผ. ไม่ต้องนำเงินจำนวนนี้มาคืนประชาชน ในขณะที่มาเรียกเก็บภาระจากการตรึงค่าเอฟทีในช่วงเดือนมิถุนายน 2546 ถึงมกราคม 2547 เป็นจำนวน 4,800 ล้านบาท เท่ากับว่า เงินของประชาชน 4,317 ล้านบาทถูกเก็บเข้ากระเป๋า กฟผ. แต่ประชาชนต้องรับกรรมควักกระเป๋าจ่ายภาระค่าไฟฟ้าให้ กฟผ. อีกซ้ำสอง
ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมา ถามว่ามีหนทางแก้หรือไม่ ก็คงต้องตอบว่า มีคนพยายามหาทางแก้ไขอยู่ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษากับรัฐบาล และรัฐบาลต้องมีหน้าที่ตอบสนองคำปรึกษานั้นด้วยว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร โดยการตอบนี้จะลงในราชกิจจานุเบกษา) ได้ส่งความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปรับโครงสร้างกิจการพลังงานไปยังรัฐบาล ก่อนหน้าที่ครม. จะมีการพิจารณาแปลงสภาพกฟผ. เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ 3 เดือนแล้วรัฐบาลไม่ได้ตอบ และไม่ได้นำไปประกอบการพิจารณา
ไปดูกันว่าข้อเสนอที่ว่านี้เป็นอย่างไร
ให้มีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ เพื่อประกันสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค และให้สิทธิ เสรีภาพ แก่ผู้บริโภค ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการอิสระ ในการเข้าถึง ใช้ และจัดการด้านการไฟฟ้าโดยให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาด และปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินการ ให้แยกภาคการผลิตไฟฟ้า ค้าปลีกไฟฟ้า และการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ออกจากกิจการที่ผูกขาด เช่น ระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้า และระบบท่อขนส่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า ให้อยู่ในความดูแลของรัฐ เพื่อสาธารณประโยชน์โดยแท้จริง ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจ SMEs มีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ขยะ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อลดรายจ่าย และเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้แก่ท้องถิ่น |