|
|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
9 เหตุผลที่ควรมีประชามติ แปรรูป ไฟฟ้า ประปา
กรุงเทพธุรกิจ : 27 มีนาคม 2547
โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
คำกล่าวอ้างที่ฟังไม่ขึ้นของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่าต้องเดินเรื่องแปรรูปไฟฟ้า ประปา องค์การสื่อสารมวลชน (อ.ส.ม.ท.) เพราะได้ประกาศต่อรัฐสภาไว้แล้วนั้น รัฐบาลมิสามารถให้เหตุผลอันใดอื่นๆ ที่ดีพอแก่สาธารณะได้ว่า ทำไมสาธารณะจึงจำต้องยอมให้มัดมือชกในเรื่องนี้ ผู้เขียนขอเสนอ 9 เหตุผลว่า ทำไมจึงควรมีการทำประชาพิจารณ์อย่างถูกต้องและกว้างขวาง และให้ประชาชนลงประชามติ และขอเสนอข้อสันนิษฐาน 4 ข้อ ว่าทำไมรัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีจึงไม่ยอมในเรื่องนี้
เหตุผลที่ว่าทำไมควรมีประชามติ
1) การไฟฟ้า ประปา อ.ส.ม.ท. ฯลฯ เป็นของประชาชน ผู้อุดหนุนผ่านการเสียภาษี เพราะฉะนั้นประชาชนทั้งหมดจึงมีสิทธิด้วยประการทั้งปวงที่จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่า ควรนำสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นไปขายตกทอดตลาดหุ้นให้กลายเป็นบรรษัทหากำไร แทนที่จะรับใช้ประชาชนหรือไม่
ประเด็นนี้เป็นประเด็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะเสียเวลาไปถกเถียงในรายละเอียดว่า การแปรรูปหรือการขายให้ไปเป็นของเอกชนเพื่อหากำไรสูงสุดนั้น ดีหรือมิดีอย่างไร
2) ควรทำประชามติและประชาพิจารณ์ เพราะจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย (การโต้แย้งเรื่องนี้มิได้มีแค่ฝ่ายสหภาพการไฟฟ้ากับรัฐบาล หากรวมถึงนักวิชาการ นักพัฒนา เอ็นจีโอ ศิลปิน และประชาชนหลายอาชีพ รวมถึงคนในวงการสื่อ ซึ่งก็ดูเหมือนแต่ละคนมีจุดยืนของตนอยู่) ได้เสนอข้อมูลอันมากมายสลับซับซ้อนต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ และเพื่อสาธารณะจะได้มีเวลาพิจารณาตัดสิน โดยใช้ข้อมูลตัวอย่างที่สำเร็จหรือล้มเหลวในประเทศอื่นๆ มาประกอบ
ปฏิเสธมิได้ว่า ขบวนการนี้จะต้องใช้เวลาพอสมควร
3) ความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใสในการดำเนินการเรื่องสำคัญเช่นนี้ (ดูตัวอย่างตอนแปรรูปกิจการปิโตรเลียม หรือ ปตท. ซึ่งหุ้นถูกขายไปในเวลาหนึ่งนาทีและไปกระจุกอยู่ที่คนใกล้ชิดรัฐบาล แถมวันนี้ราคาหุ้นขึ้นไปจาก 30 กว่าบาทไปเป็น 150 กว่าบาท โดยที่ราคาน้ำมันก็ขึ้นตามไปด้วย) เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องผ่านขั้นตอนให้ประชาชนอนุมัติ เพื่อมิให้ฝ่ายใดฉวยประโยชน์จากสาธารณะ
4) กิจการไฟฟ้า ประปา มิใช่สินค้า ประชาชนไม่มีสิทธิปฏิเสธเลือกไม่ใช้ไฟฟ้า ประปา หากราคาขึ้นจึงจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เหมือนการที่สามารถหันไปใช้สบู่ แชมพู หรือแม้แต่น้ำมันยี่ห้ออื่น
5) รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และรองรับสิทธิประชาชนในการตัดสินใจเรื่องระดับชาติที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญกำหนด โดยวิธีลงประชามติ อนึ่งการทำประชาพิจารณ์ และลงประชามติเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วมโดยตัวของมันเอง
6) ไม่มีเหตุผลอันใดที่ดีพอว่า ทำไมจึงมิควรทำประชาพิจารณ์ และลงประชามติ
7) เพราะรัฐบาลชุดนี้ (หรือชุดไหนก็ตามแต่) จะไม่อยู่อย่างถาวรเพื่อรับผิดชอบกับผลเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการแปรรูปขายบริการพื้นฐานของประชาชนให้แก่เอกชน ท้ายที่สุดประชาชนจะต้องรับกรรม หากกรรมมีจริง
8) ประเทศอื่นที่เป็นประชาธิปไตย ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยให้มีการลงประชามติ
9) ไม่มีวิธีอื่นที่จะตัดสินชี้ขาดดีไปกว่านี้แล้ว เถียงกันไปให้ตายก็หาข้อสรุปไม่ได้
ผู้เขียนขอเสนอ 4 ข้อ สันนิษฐานว่า ทำไมรัฐบาลนายทักษิณจึงรับการลงประชามติมิได้ดังนี้
1) เพราะหากรัฐบาลพ่ายแพ้ถูกปฏิเสธ มันอาจทำให้การแปรรูปเรื่องอื่นๆ ซึ่งก็เป็นสมบัติของประชาชนตกขบวนไปทั้งแถว
2) เพราะมันอาจเป็นการลงประชามติไม่ไว้วางใจในตัวนายกรัฐมนตรีไปกลายๆ
3) เพราะรัฐบาลนั้นถือว่า ตลาดหุ้น ซึ่งคนในรัฐบาลรวมถึงครอบครัวนายกฯ มีผลได้ผลเสียมหาศาลกับการขึ้นลงของตลาดหุ้น มีความสำคัญกว่าสิทธิของประชาชนที่จะตัดสินใจตามรัฐธรรมนูญ
4) สุดท้ายเป็นเพราะรัฐบาลไม่เข้าใจเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญของการมีส่วนร่วมของประชาชน และหากมองในแง่ลบ (แต่อาจและก็คงจะเป็นจริง) รัฐบาลรับเรื่องนี้มิได้ก็เพราะลึกๆ แล้วรัฐบาลมิได้เห็นด้วยการระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
เหล่านี้ยังไม่รวมถึงตรรกะผิดๆ ที่ใช้อย่างฉาบฉวย (ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า 'วาทกรรม') อย่างเช่น 'โลกเปลี่ยนไปเราก็ต้องเปลี่ยนตาม' แต่ไม่ยักเห็นบุคคลที่เรียกร้องให้ใช้ตรรกะนี้เพื่อเปลี่ยน 'ความเป็นไทย' หรือการพูดเรื่องการเสริมสร้างประสิทธิภาพโดยไม่ถามว่า ประสิทธิภาพเพื่อใคร และเพื่อประโยชน์ของใคร |