การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

 

ร่วมกันทำการเมืองเรื่องไฟฟ้า

มติชน : 30 มีนาคม 2547

โดย ขวัญสรวง อติโพธิ สถานบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ร่วมกันทำการเมืองเรื่องไฟฟ้า


          เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเขียนบทความ "การเมืองภาคพลเมืองกับการแปรรูปการไฟฟ้า" ผ่านทางหนังสือพิมพ์มติชน

          ใจความนั้นก็มุ่งชี้ให้เห็นว่าความพยายามที่จะคัดค้านหรือถามไถ่ไต่สวนกระบวนการแปรรูปวิสาหกิจสำคัญของชาติครั้งนี้เป็นเรื่องสาธารณะที่การเมืองภาคพลเมืองของสังคมน่าจะต้องตื่นขึ้นมามีส่วนร่วมผลักดันและสร้างสรรค์จะปล่อยให้การแปรรูปเป็นเรื่องของการเมืองระบบตัวแทนฝ่ายเดียวหาได้ไม่

          สองสามอาทิตย์ผ่านไป เรื่องการแปรรูปการไฟฟ้าก็ยังค้างคาบ้านเมืองไม่พบทางออก ในฐานะพลเมืองจากมุมมองและด้วยวิธีคิดของพลเมือง ผมขอนำเสนอข้อวิเคราะห์การมองสภาพปัญหาและหนทางการเข้าพบปัญหาต่อสาธารณชนคนร่วมสังคม

          ดังต่อไปนี้

          การเมืองระบบตัวแทนที่ดื้อดึง สุ่มเสี่ยง สำคัญตัวผิดและไว้ใจไม่ได้

          กระแสการคัดค้านการแปรรูป กฟผ.ดำเนินต่อเนื่องมาร่วมหกเจ็ดอาทิตย์เข้านี่แล้ว เกิดข้อมูล ความคิดเห็นต่างๆ ทยอยออกมาสู่การรับรู้และวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมากมาย

          ในที่นี้จะขอเพียงสรุปชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญๆ ของการดำเนินงานฝั่งรัฐบาลหรือภาคการเมืองระบบตัวแทนของเราเป็น 3 ประเด็นด้วยกันคือ

1. ความดื้อดึงและสุ่มเสี่ยง

          กระบวนการผลักดัน กฟผ.เข้าตลาดหุ้นของรัฐบาลนั้น กล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินงานที่เร่งด่วน ลุกลน ขาดการใคร่ครวญและการมีส่วนร่วมของทุกๆ ฝ่ายเป็นอย่างมาก ที่สุดจึงมีผลเห็นเป็นความไม่รอบคอบและสุ่มเสี่ยงอยู่เป็นหลายประเด็น

          ไม่ว่าจะเป็นการจะเอาเข้าตลาดแปรรูปทั้งๆ ที่ยังไม่มีกฎหมายกิจการไฟฟ้าหรือกฎหมายจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลรองรับให้เป็นหลักเป็นฐาน(มีก็แต่มติ ครม.ที่จะให้กำเนิดคณะกรรมการกำกับดูแล หรือ 7 อรหันต์ที่ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่าเอาเข้าจริงหละหลวมไว้ใจไม่ได้)

          พระราชกฤษฎีกาล้างสภาพการเป็นองค์กรของรัฐของ กฟผ.ก่อนเข็นเข้าไปแปรรูปก็ไม่รู้จักออก จะขายกันทั้งๆ ที่ในหลวงท่านยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยกันเลย ยังงั้นใช่มั้ย

          ไล่ไปได้จนถึงประเด็นความไม่โปร่งใสชัดเจนในการกระจายหุ้น ประเด็นสิทธิอำนาจรัฐและกรรมสิทธิ์ของหลวงที่จะติดตัวไปเป็นของบริษัทไฟฟ้าที่น่าวิตก ฯลฯ

          เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ กำลังที่รัฐบาลจะเอา กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นความหละหลวมและไม่ใส่ใจ ไม่ชัดเจนเหล่านี้แอบแฝงดำรงอยู่ทั้งสิ้น

          จนในที่สุดเมื่อเกิดกระแสการคัดค้านถามไถ่ ก็เหมือนดั่งมีไฟไปสาดส่อง เมื่อนั้นความไม่สมบูรณ์ความบกพร่องก็ผุดพร่างขึ้นมาเต็มไปหมดและนานวันเข้า ประเด็นความสุ่มเสี่ยงและไม่โปร่งใสต่างๆ เหล่านี้ก็ถูกผู้คนร่วมกันช่วยกันทำการบ้าน ร่วมกันใคร่ครวญให้ตกผลึกแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทุกที

2. ความไว้ใจไม่ได้

          ความรีบเร่ง สุ่มเสี่ยงและหละหลวมของรัฐบาลในการแปรรูปวิสาหกิจไฟฟ้าของชาติและประชาชนมูลค่าผลประโยชน์ได้เสียหลายแสนล้านบาทครั้งนี้ ในที่สุดก็ก่อให้เกิดผลตามมาคือการฉุกคิดถามไถ่ถึงความโปร่งใสของรัฐบาลจนลากพาไปสู่ความไม่ไว้วางใจคนฝั่งรัฐที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่สาธารณชน ไม่ว่าท่านนายกฯจะออกมาแก้ตัวภายหลังว่า "ผมเร่งไปหน่อย" ก็ตาม

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการแปรรูป ปตท.ที่เหล่าคนรวยอันแวดล้อมใกล้ชิดท่านนายกฯและพรรคไทยรักไทย พากันได้อภิสิทธิ์ลึกลับจนรวยหุ้น ปตท.อู้ฟู่ไปถ้วนหน้านั้น ส่งผลให้ประชาชนคนไทยเริ่มมองกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล อย่างไต่ถามและเจาะลึกมากขึ้น การรวยหุ้นของคนใกล้ชิดรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาจะแก้ตัวอย่างไรก็ลำบาก

          ล่าสุดก็เห็นว่าย่องไปเกิดขึ้นกับการแปรรูป ทอท.เข้าอีกแล้ว

3. การสำคัญตัวผิด

          คำว่า "สำคัญตัว" แปลว่าการนึกประเมินเอาเองว่าตัวคนนึกมีบทบาทหน้าที่มีตำแหน่งอำนาจมีความสำคัญเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้

          มองในภาพกว้าง...รัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นสำคัญตัวเองอยู่เสมอว่ารับเลือกเข้ามาด้วยเสียงข้างมากของประชาชน รัฐบาลจึงทรงสิทธิอำนาจที่จะตีความและชี้ขาดเรื่องของส่วนรวมต่างๆ ให้เป็นไปตามความคิดเห็นของตนเสมอ หากประชาชนคนไหนไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเลือกพรรคไทยรักไทยในรอบหน้า

          มองที่เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ...ท่านนายกฯยืนยันว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นนโยบายเลือกตั้งข้อหนึ่งของรัฐบาล ทั้งเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาแล้ว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจึงเป็นเหมือนประชามติไปในตัว หากรัฐบาลไม่ทำกลับจะเป็นการฝืนประชามติเสียด้วยซ้ำไป ทำไมจะต้องมาขอประชามติกันอีก(อันที่จริงปัญหาหลักอยู่ที่กระบวนการ รูปแบบและเนื้อหาการแปรรูปของรัฐบาลต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่เรื่องแปรหรือไม่แปร)

          มองในรายละเอียดและวิธีคิด... ท่านนายกฯเห็นว่าพวกพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ผุดโผล่มาค้านการแปรรูปนี้ก็เป็นเช่นม็อบหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่รวมตัวกันลุกขึ้นมากดดันรัฐบาลเพื่อหวังต่อรองเอาคำตอบ รัฐบาลคือผู้ทรงอำนาจเป็นเบี้ยบนจะให้หรือไม่ให้ก็ได้

          "คนที่มาเรียกร้องเพราะต้องการความมั่นใจและมั่นคง ซึ่งรัฐบาลให้ได้อยู่ แต่ไม่ใช่รำลิเกกันรอบใหม่ ไม่เอาหรอก เพราะประเทศต้องเดินหน้า ส่วนแกนนำผู้ชุมนุมที่ต้องการยุติการชุมนุมและขอไม่ให้เอาผิดนั้น เป็นเรื่องง่าย ไม่เป็นไรก็มาบอกกันได้ไม่มีปัญหา วันนี้ถ้าชุมนุมแล้วยังไม่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ถือเป็นเสรีภาพที่ได้ตามรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ให้ล้ำเส้นได้นิดหน่อย ไม่เป็นไรหยวนๆ ได้"

          จากคำให้สัมภาษณ์ท่านนายกฯเมื่อวันที่ 1 มีนาคมนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้นำการเมืองระบบตัวแทนของเรามีทัศนคติต่อผู้ประท้วงอย่างไร และสำคัญตัวเองขนาดไหน

          แม้เมื่อตกลงใจจะชะลอการแปรรูปออกไปอีกสองเดือนความมุ่งมั่นยืนกรานที่จะต้องแปรรูป กฟผ.ไปตามที่รัฐบาลเห็นสมควร และการมองผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ที่ต้องถูกจำกัดบังคับให้มีหน้าที่ทำความเข้าใจรัฐบาลให้ถูกต้องอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องมาทำคิดมาเสนอ มาชวนรำลิเกอะไรกันอีก ก็ยังเห็นได้ชัดเจน

 

          ผู้ประท้วงที่สับสน ละล้าละลัง

          ผู้คนที่ร่วมกันคัดค้านกระบวนการแปรรูปวิสาหกิจทำน้ำทำไฟของประเทศชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งคน กฟผ.นั้น ยืนยันอยู่เสมอว่าทำไปเพราะห่วงหาสมบัติสาธารณะของแผ่นดิน เป้าหมายของการคัดค้านคือการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการให้มีประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 214 ที่เปิดโอกาสไว้ ประชาชนว่าอย่างไร คน กฟผ.ว่าอย่างนั้น คน กฟผ.ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ส่วนตัวของตนทั้งสิ้น ขอเคลื่อนไหวด้วยสำนึกของพลเมืองที่เอาธุระเรื่องของส่วนรวมเป็นสำคัญ

          อย่างไรก็ตาม เมื่อประชาชนคนรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ต้องจัดตั้งตัวเองเดินขบวนเคลื่อนไหวขึ้นมาในสังคมไทยของเรา พวกเขาก็ต้องเผชิญกับรัฐบาลที่สำคัญตัวผิด พบกับสื่อและประชาชนที่คุ้นชินกับการเดินขบวนติดม็อบกดดันรัฐบาลแบบเดิมๆ จนกำลังพบกับความลำบากต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความลำบากในการสื่อสารเชื่อมโยงทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับสาธารณชน ลำบากเพราะการบิดเบือนสร้างภาพของรัฐว่ารัฐบาลนี้ใจกว้างผ่อนปรนแล้ว ซ้ำเติมด้วยภาพของการแอบหวังผลประโยชน์ส่วนตัวของคนวิสาหกิจ

          สุดท้ายในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะลำบากด้วยการต้องทนยื้อม็อบให้ติดไปเรื่อยๆ ท่ามกลางอุปสรรคสารพัดเช่นจะเอาโทษว่าทิ้งงานบ้าง โดนตัดเงินเดือนบ้าง ยื้อไปลำบากไปอย่างนี้พร้อมกับความหวังและความสำเร็จที่ดูไม่ชัดและห่างไกลไปทุกทีของชาวม็อบ

          ชาวม็อบผู้กำลังลำบากนี้แท้จริงคือพลเมืองดีที่กำลังต่อสู้เพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ส่วนรวมของพวกเราทุกคน จะปล่อยให้หน่ออ่อนของการเมืองภาคพลเมืองครั้งนี้ ละล้าละลังและอ่อนแรงลงไปอย่างนี้ไม่ได้

         

 คิดอย่างพลเมืองคิดอย่างไร

          หนทางของการเมืองภาคพลเมืองในกรณีการคัดค้านการแปรรูปวิสาหกิจตัวสำคัญของสังคมครั้งนี้แท้จริงเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าขึ้นอยู่กับสำนึกและความเข้าใจพื้นฐานเรื่องพลเมือง ประชาสังคมและประชาธิปไตยของเราๆ ท่านๆ เองเป็นสำคัญ หากคิดตกมีหลักคิดมีจุดยืนที่ถูกต้อง การริเริ่มสร้างสรรค์ ลงมือที่ถูกต้องก็จะตามมาเอง

 

          เพื่อหลีกเลี่ยงการบรรยายเชิงวิชาการที่น่าเบื่อ ผมจะลองใช้วิธีใคร่ครวญครุ่นคิดกันตรงๆ ว่า เมื่อเจอกับสถานการณ์ ปัจจุบันอย่างนี้แล้ว พลเมืองน่าจะคิดน่าจะรู้สึกกันอย่างไรบ้าง

1. เสรีภาพที่จะปกครองตนเอง

          ประชาธิปไตยตามคำเรียกขานก็บอกอยู่แล้วว่า คือเสรีภาพที่จะปกครองตนเองของประชาชน แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นรัฐเป็นประเทศชาติ จึงต้องเกิดการปกครองผ่านระบบตัวแทนขณะเดียวกันก็ต้องรักษาการปกครองปกครองกันเองของประชาชนผ่านการมีส่วนร่วมระดับต่างๆ ให้มากที่สุด

          หากคิดเห็นกันเช่นนี้บ้านเมืองจึงเป็นของเราผู้เป็นประชาชนพลเมืองโดยพื้นฐาน ท่านนายกฯทักษิณและพรรคไทยรักไทย หรือนักการเมืองในระบบตัวแทนจึงไม่มีสิทธิอำนาจติดตัวเบ็ดเสร็จแต่ประการใดที่จะอาศัยการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายของประชาชน เข้าชี้หรือกำหนดบ้านเมือง ตีความประโยชน์ส่วนรวมเอาตามแต่ที่พวกตนเห็นสมควรถ่ายเดียว ตลอดสี่ปีที่เป็นรัฐบาล

          คุณณรงค์ โชควัฒนา ท่านไปไกลถึงขนาดชี้ว่า รัฐบาลและนักการเมืองนั้นแท้ที่จริงเป็นแค่กลุ่มคนใช้ที่เราประชาชนเจ้าของบ้านคัดเลือกเข้ามาให้ทำงาน เป็นไปได้อย่างไรที่อยู่ๆ คนใช้จะเอาทีวี ตู้เย็น เอาวิสาหกิจทรัพย์สินของประชาชนเจ้าของประเทศไปขายเสียเฉยๆ เอาสิทธิอำนาจอะไรมาทำ

2. ต้องทำงานร่วมกับรัฐ ไม่ใช่ล้มล้างหรือต่อต้านรัฐ

          พลเมืองนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในภาคสังคม เป็นภาคสังคมที่ยอมรับจะทำงานร่วมกับภาครัฐปัญหามีอยู่ตรงที่ว่ารัฐกับสังคมนั้นใครจะนำใครมากน้อยแค่ไหน

          ในแผ่นดินประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกานั้น เขาเกิดภาคสังคมเป็นชุมชนเป็นท้องถิ่นที่เข้มแข็งดูแลตัวเองกันได้เต็มแผ่นดินตั้งแต่ครั้งสมัยอาณานิคม ก่อนที่จะต่อสู้ยกระดับเปลี่ยนตัวเองเป็นรัฐชาติเสียอีก ครั้นเมื่อเป็นรัฐเป็นชาติแล้วก็ยังสืบสานมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งมีชุมชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม องค์กรนอกภาครัฐที่ริเริ่มอาสาทำอะไรต่ออะไรกันเองเต็มประเทศไปหมดอีกเช่นกัน

          ที่ประเทศนี้การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคสังคมจึงเป็นเรื่องธรรมดา การเมืองระบบตัวแทนกับการเมืองภาคพลเมืองจึงเป็นของคู่กันใครจะอยู่หน้าอยู่หลังมากหรือน้อยก็ปล้ำกันเป็นเรื่องๆ เป็นยุคเป็นสมัยไป

          ย้อนกลับมาดูบ้านเรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังต่างๆ ทางฝั่งสังคมของเราในทุกวันนี้นั้น ถูกอำนาจรัฐส่วนกลางและการเมืองระบบตัวแทนกดทับหรือกร่อนทำลายลงไปหมดเนิ่นนานแล้ว

          การเลือกตั้งก็คือการเลือกให้มีรัฐหรือผู้มีอิทธิพลที่จะมาเหมาช่วยทำอะไรดีๆ ให้ราษฎรอยู่ตลอดชาติ ราษฎรไม่ต้องแค่นจะคิดทำอะไรๆ เอง ดูโครงการประชาสินบนที่เกิดขึ้นเต็มประเทศในยุคนี้ก็แล้วกัน

          การลุกขึ้นมาถามไถ่ขอมีส่วนร่วมกำหนดการเปลี่ยนแปลงวิสาหกิจสมบัติส่วนรวมของชาติคราวนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวภาคสังคมที่หายากและต้องสนับสนุนกันเป็นอย่างยิ่ง และไม่ว่าอย่างไรจะต้องยังยึดถือและรักษากติกาในการไม่ปฏิเสธรัฐ แต่มุ่งหวังจะทำงานกับรัฐเอาไว้ให้ได้

          ความเข้าใจร่วมกันตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแว่วข่าวว่ามีข้อเสนอให้ใช้การประท้วงหยุดงาน เข้ากดดันรัฐบาลเพราะอ้างเป็นสิทธิพื้นฐานที่มีและใช้กันอยู่ในหลายๆ ประเทศประชาธิปไตย อีกข่าวหนึ่งก็บอกว่าม็อบกำลังเหลืออดและจะเปลี่ยนเป้ามาล้มรัฐบาลแล้ว ความคิดทำนองนี้หากเข้ามาสับสนปนเปื้อนกับการเคลื่อนไหวของภาคพลเมืองที่หวังสร้างพลังสาธารณะอย่างสันติ หวังพัฒนาพลังทางสังคมให้เข้มแข็งขึ้นมาทำงานกับภาครัฐ ก็จะเป็นเรื่องผิดเป้าหมายทั้งบั่นทอนตนเองในที่สุด

          การเมืองภาคพลเมืองเป็นคนละเรื่องกับกลุ่มผลประโยชน์ที่ลุกขึ้นกดดันและต่อรองกับรัฐ

3. จึงต้องหันมาสร้างสรรค์กันเอง

          มองผ่านกรณีการแปรรูปวิสาหกิจทำน้ำทำไฟของชาติ การเมืองภาครัฐภายใต้การนำของท่านนายกฯทักษิณนั้นได้ตัดรอนปิดโอกาศการทำงานร่วมกับภาคสังคมโดยสิ้นเชิงแล้ว

          บรรดาพลเมืองชาวม็อบทั้งหลายจึงสมควรจะพัฒนายกระดับความคิดและความเคลื่อนไหวของตนให้พ้นจากภาพของการติดม็อบกดดันและต่อรอง ให้เข้ามาสู่การร่วมกันทำการเมืองภาคพลเมืองเรื่องแปรรูปด้วยความคิดและการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ไปให้พ้นจากการซมซานขอเข้าพบ ขอความกรุณา อันไร้ศักดิ์ศรี

          การร่วมกันทำการเมืองอย่างนี้เป็นอย่างไร ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ คิดอย่างพลเมืองผมเห็นแต่เพียงหลักการว่า ผู้คนที่ยังหวงวิสาหกิจอันเป็นทรัพย์เป็นสินของประเทศ ยังห่วงใยความมั่นคงของบ้านเมือง จะต้องหันมาร่วมกันแลกเปลี่ยนและพัฒนาความคิดความเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาวิสาหกิจน้ำไฟของเรานี้ด้วยกันเองอย่างเป็นอิสระและแตกต่างหลากหลาย ไม่มีการชี้ผิดชี้ถูก เพราะหวังให้เกิดการค่อยๆ ร่วมกันใคร่ครวญและไตร่ตรองจนก่อตัวเป็นวิจารณญาณคือสติปัญญาความสามารถในการพิจารณาเรื่องราวของสาธารณะ(PUBLIC DELIBERATION) ทางเลือกดีเลวได้เสียความเป็นไปได้ต่างๆ จะค่อยๆ ปรากฏตัวชัดขึ้นมาเอง

          คู่ขนานกันนั้นกระบวนการแปรรูปของรัฐบาลจะต้องถูกพลังสาธารณะวิพากษ์วิจารณ์และเอกซเรย์ตรวจสอบขนาดหนัก การตากแดดตากฝนจับกลุ่มรวมพลังเข้ากดดันขอพบขอต่อรองจะต้องหมดไป ตัวตนพลเมืองที่แตกต่างหลากหลายและคึกคัก จะริเริ่มเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเฉพาะกิจ สร้างสรรค์งานของตนเองอย่างเป็นอิสระและมีชีวิตชีวา

          เมื่อภาครัฐปฏิเสธการทำงานร่วมกับภาคสังคม ภาคสังคมก็ต้องหันมาง่วนคิดอ่านทำกันเอง

4. ความกดดันและการได้เสียทางการเมือง

          วิจารณญาณของสาธารณะที่พัฒนาขึ้นในฝั่งการเมืองภาคพลเมืองนั้น นอกจากจะย้อนไปทำงาน ไปตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รูปแบบและกระบวนการแปรรูปของภาครัฐเองแล้ว การตื่นตัวและการรู้ทันของสาธารณะที่พัฒนาขึ้นก็จะกลับมาห้อมล้อมและกดดันการตัดสินใจของภาครัฐอย่างหนักและตลอดเวลา

          ผลของกดดันนี้จะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ ภาครัฐจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคตก็ไม่มีใครรู้ อาจจะถูกล้อมจนยอมให้ทำประชามติก็เป็นได้

          แต่ที่แน่ๆ ก็คือการถูกภาคสังคมตรวจสอบขนาดหนัก

          หากยังดันทุรัง ความดื้อรั้น สุ่มเสี่ยง ไม่โปร่งใสและสำคัญตัวผิดของรัฐบาลจะชัดขึ้นทุกขณะ โดยมีเดิมพันเป็นผลได้เสียต่อคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะกับผลเลือกตั้งที่กำลังคืบใกล้เข้ามา

          และนี่คือการพ้นและหลุดจากอำนาจที่นักการเมืองกลัวเกรงที่สุด

5. ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่

          หากคิดตกว่า...เรื่องการแปรรูปวิสาหกิจของชาตินั้นเป็นเรื่องสาธารณะที่ประชาชนต้องเป็นคนตัดสินไม่ใช่ว่าใครหน้าไหนจะไปหักผิดหักถูกเอาได้

          หากคิดตกว่า...การเมืองภาคสังคมนั้นต้องยังทำงานร่วมกับภาครัฐโดยสันติ คิดอ่านล้มกันล้างกันนั้นไม่ถูกต้อง ความเข้มแข็งของภาคสังคมต่างหากคือเป้าหมายที่ต้องร่วมกันสร้างสรรค์

          หากคิดตก...ได้อย่างนี้การทำการเมืองเรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจของภาคพลเมืองครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของการทำเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เรื่องจะไปถึงไหนอย่างไร ไม่มีใครกำหนดได้เรื่องมันมีอยู่เท่านี้จริงๆ

          การเมืองนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องอำนาจและผลประโยชน์สกปรก ที่ถูกนักการเมืองระบบตัวแทนเขาเอามาเล่นกัน...

          หวังได้หรือไม่ว่าแผ่นดินไทยของเรา จะรู้จักเกิดมีพลเมืองที่เห็นว่าการเมืองคือสาธารณกิจที่ประชาชนเราต้องร่วมกันทำจริงๆ เอาไปทำเล่นไม่ได้...

          การเมืองอย่างนี้เป็นเรื่องสะอาด เป็นบุญเป็นกุศล เป็นหน้าที่ของคนที่เกิดมาเป็นสมาชิกในสังคมแล้วต้องช่วยกันทำอย่าให้มันเสียชาติเกิด...

          ผ่านกรณีการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหวังใจว่าเราจะได้ทำการเมืองอย่างนี้ร่วมกัน

1