สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แถลงการณ์ดำเนินงานในไตรมาสแรก
โดยระบุถึงผลงานความสำเร็จ ในการสกัดกั้นการผ่องถ่ายผลประโยชน์ของบริษัทจดทะเบียน 5
แห่ง รวมเป็นเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ผลงานการป้องกันการไซ่ฟ่อนเงินในตลาดหลักทรัพย์
ถูกกลบด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่ร้อนระอุ จนไม่ได้รับความสนใจมากนัก
การสกัดกั้นการไซ่ฟ่อนเงินของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แม้เป็นข่าวที่น่ายินดี
และเป็นการสะท้อนถึงผลงานการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนผู้ลงทุน
แต่ขณะเดียวกันก็ถือเป็นข่าวร้าย เพราะเป็นการสะท้อนว่า
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก ยังมีพฤติกรรมฉ้อฉล ส่อเจตนาโกง
และขาดสำนึกหลักการธรรมาภิบาล
สถาบันการลงทุนชั้นนำจากต่างประเทศ เพิ่งจะประเมินความเป็นธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
โดยระบุว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังขาดมาตรฐานความเป็นธรรมาภิบาล
และทำให้บรรดาหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ออกมาตอบโต้
โดยยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มีมาตรฐานธรรมาภิบาล
แต่การจับผิดบริษัทจดทะเบียน 5 แห่งที่เตรียมไซ่ฟ่อนเงิน เป็นบทพิสูจน์ว่าธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์มีมากน้อยเพียงใด
สำหรับพฤติกรรมที่เข้าข่ายการโยกย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทจดทะเบียน 5 แห่งที่
ก.ล.ต. ตรวจพบ ประกอบด้วย
โครงการให้กู้ยืมเงินบริษัทในเครือหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในวงเงินจำนวนสูง
โดยไม่ระบุชื่อบริษัท
และไม่ได้จัดให้มีที่ปรึกษาทางการเงินให้ความเห็นเหมาะสมในการให้กู้ยืม
โครงการให้กู้ยืมเงินโฮลดิ้ง คัมปานี
ซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ใดทางการค้าประจำกับบริษัท
ทั้งที่มีเงินกู้ค้างอยู่จำนวนมากแล้ว
การทยอยให้กู้ยืมเงินบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นใหญ่
เพื่อใช้ในโครงการสนามกอล์ฟที่ไม่ใช่โครงการของบริษัท
โดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น
โครงการนำสินทรัพย์ไปค้ำประกันวงเงินกู้ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจะกู้จากสถาบันการเงิน
ทั้งที่บริษัทอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ
และโครงการซื้อโรงงานผลิตวัตถุดิบจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ทั้งที่บริษัทมีความต้องการวัตถุดิบไม่มาก
และผู้ถือหุ้นใหญ่ยังทำธุรกิจผลิตวัตถุดิบแข่งขันกับบริษัทโดยตรง
รูปแบบการฉ้อฉล ถ่ายเทเงินจากบริษัทจดทะเบียนทั้ง 5 แห่ง ไม่ได้แตกต่างจากอดีต
โดยผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียน มักจะอาศัยช่องว่าง ดูดเงินออก
อาศัยอำนาจในการบริหาร ตักตวงผลประโยชน์ เอาเปรียบประชาชนทั่วไป และบริษัทจดทะเบียนจำนวนไม่น้อย
ถูกผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ผ่องถ่ายเงิน จนบริษัทล่มสลายมาแล้ว
หรือผ่องถ่ายเงินจนกิจการมีปัญหาด้านฐานะ
บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งต้องล้มลง
โดยผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไปได้รับความเสียหาย
แต่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่กลับร่ำรวย เพราะล้มลงบนฟูก
แม้ว่าแผนการโกงของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียน 5 แห่งจะต้องล้มเลิก
เพราะถูก ก.ล.ต.ตรวจสอบพบและทักท้วง แต่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ไร้ธรรมาภิบาล
และมีพฤติกรรมฉ้อฉล คงจะรอโอกาส หาช่องโหว่ เพื่อผ่องถ่ายเงินต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่า
ก.ล.ต.จะติดตามทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทจดทะเบียนทั้ง 5 แห่งหรือไม่
และไม่รู้ว่ายังมีบริษัทจดทะเบียนอีกเท่าไหร่ที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมการฉ้อฉล
จ้องจะผ่องถ่ายเงินออกจากบริษัท
โดยใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็นแห่งตักตวงผลประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่ง ก.ล.ต.ตรวจสอบไม่พบ
ปัญหาการฉ้อฉล ไร้ธรรมาภิบาลในตลาดหุ้น เป็นปัญหาใหญ่
ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นที่จะลงทุน
ทำให้ประชาชนที่พลัดหลงเข้ามาในตลาดหุ้น ได้รับความสูญเสียเท่านั้น
แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ตลาดหลักทรัพย์ไทยในสายตาต่างประเทศ
แต่การตื่นตัวในการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลมีน้อยมาก
และน้อยกว่าความพยายามในการสร้างภาพธรรมมาภิบาล
หรือน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรการปลุกตลาดหุ้นให้ฟื้น
ปัจจุบันรัฐบาล กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า
ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ จัดลำดับความสำคัญการแก้ปัญหาตลาดหุ้นอยู่ที่ ทำอย่างไร
จึงจะหามาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นมากกว่า
ภาวะความซบเซาการลงทุนในตลาดหุ้น
กลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายพยายามหามาตรการปลุกให้ฟื้น
พยายามโน้มน้าวให้ประชาชนขนเงินเข้ามาซื้อหุ้น
โดยไม่สนใจว่าสินค้าที่วางขายในตลาดหุ้น
ไม่สนใจว่าหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเน่าเหม็นหรือไม่
และประชาชนผู้บริโภคหุ้นจะเสียหายกันอย่างไร
แม้ว่าภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นจะเป็นปัญหาใหญ่ และจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
เพื่อชะลอความเสียหายของนักลงทุน แต่ความตกต่ำของราคาหุ้น เป็นเพียงปัญหาระยะสั้น
หรือเป็นปัญหาชั่วคราว ซึ่งเกิดจากผลกระทบจากปัจจัยลบที่กระหน่ำเข้ามา
และปัจจัยลบบางด้านอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล ความพยายามป้องกันผลกระทบ
ความพยายามปลุกความเชื่อมั่น เพื่อให้นักลงทุนแห่มาไล่ซื้อหุ้นกันใหม่
จึงเป็นสิ่งที่เหนื่อยเปล่า
ซึ่งรัฐบาลเหนื่อยเปล่ากับการเข็นมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นมากกว่า 4 เดือนแล้ว
ส่วนปัญหาธรรมมาภิบาล ปัญหาผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียนฉ้อฉล
เป็นปัญหาใหญ่เรื้อรัง และทำให้ประชาชนผู้ลงทุนได้รับความเสียหายมากต่อมากแล้ว
ซึ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถกำกับดูแลและแก้ปัญหาได้
แต่ความฉ้อฉลของบริษัทจดทะเบียน กลับไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง
ทั้งที่เป็นปัญหาที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ
ใครที่ยังไม่เข้าหรือยังไม่คิดจะลงทุนในตลาดหุ้น ถือว่าโชคดีแล้ว เพราะถ้าเข้ามา
มีแต่ความเสี่ยงรอบด้าน
เสี่ยงจากภาวะความผันผวนเนื่องจากผลกระทบข่าวร้ายที่ทะลักท่วมตลาดแล้ว
ยังต้องเสี่ยงกับการถูกผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียนโกงอีกด้วย
และมีใครบอกได้ว่าบริษัทจดทะเบียนกว่า 400 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบัน
ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทไหนบ้างที่ไม่เล่นขี้โกง
|