|
|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มีอะไรในกอไผ่ (1)
ประชาชาติธุรกิจ : 5
ธันวาคม 2545
โดย กมล กมลตระกูล
กระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิกหรือแก้ไข พ.ร.บ. 11 ฉบับ ซึ่งรัฐบาลเรียกว่า กฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ประชาชนทั่วไปกลับเรียกว่า กฎหมาย 'ขายชาติ' จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณากฎหมายเหล่านี้ใหม่ โดยมอบหมายให้คุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นประธาน และเชิญหมอเหวง โตจิราการ เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย มีประชาชนจำนวนมากวิเคราะห์วิจารณ์ว่า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ คือการนำสมบัติของแผ่นดินและของประชาชนทั้งชาติไป 'ขายกิน' กันในหมู่พวกพ้องและบริษัทข้ามชาติ จึงเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน หรือขายชาติ ขายแผ่นดิน หนึ่งใน พ.ร.บ.เหล่านี้ คือ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ชี้เป็นชี้ตายอนาคตของชาติ พ.ร.บ.นี้ว่าด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะมาวิเคราะห์และศึกษาบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการแปรรูปว่าเขามีบทเรียนด้านไหนบ้าง จากการศึกษาบทเรียนของหลายประเทศ ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่า เมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้วประชาชนในประเทศนั้นๆ ดีขึ้นเลย การแปรรูปรถไฟในประเทศอังกฤษในสมัยของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ซึ่งทั้งๆ ที่เป็นเมืองผู้ดีก็ยังมีกลิ่นเหม็นฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ดังนี้ ตัวอย่างรูปธรรม ในกรณีการแปรรูปการรถไฟของประเทศอังกฤษ สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือ การฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชนอย่างถูกกฎหมายเพื่อให้พรรคพวกได้ร่ำรวย โดยการขายในราคาถูกๆ เช่น เส้นทาง Porterbrook ROSCO ได้ถูกขายสัมปทานไปในราคา 527 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม 1966 แล้วถูกขายต่อในเวลา 7 เดือนต่อมาในราคา 825 ล้านปอนด์ กลุ่มนักธุรกิจที่ซื้อคือคนใกล้ชิดและผู้ที่เคยให้เงินสนับสนุนพรรคอนุรักษนิยมของนางสิงห์ แทตเชอร์ ได้กำไรไปเหนาะๆ ถึง 298 ล้านปอนด์ สัมปทานอีกเส้นหนึ่ง คือ Eversholt ROSCO ถูกขายสัมปทานไปในราคาเพียง 580 ล้านปอนด์ แต่ถูกขายต่อในเวลา 1 ปีต่อมาในราคา 726 ล้านปอนด์ คนใกล้ชิดของพรรคอนุรักษนิยมของนางแทตเชอร์รับเงินกันไปบานตะไทอีก 146 ล้านปอนด์ เรื่องไม่จบเพียงแค่นั้น หลังจากแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว คนงานที่มีอยู่จำนวน 159,000 คน ได้ถูกปลดออกเหลือเพียง 92,000 คน คนงานดูแลรักษารางจำนวน 31,000 คน ก็ถูกปลดลดเหลือ 15,000 คน อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ และร้อยละ 40 ของตารางรถไฟที่เคยวิ่งอย่างตรงเวลาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์กลับวิ่งไม่ตรงเวลา และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจถึงวันละ 250,000 ปอนด์ โดยที่ราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นบริษัทที่ซื้อสัมปทานก็ไม่ยอมปรับปรุง โดยอ้างว่าขาดทุนและเรียกร้องให้รัฐช่วย เป็นเงินถึง 5 หมื่นล้านปอนด์ เพื่อการปรับปรุง ซึ่งไม่แตกต่างจากกรณีของไทยที่รัฐต้องลงทุนสร้างโครงสร้างส่วนขยายของรถไฟฟ้า เพื่อให้มีคนใช้มากขึ้นและเป็นการแก้ปัญหาการจราจร โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขในการลดราคาให้ผู้โดยสาร นั่นหมายความว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในด้านสาธารณูปการไม่ได้ช่วยลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลลงเลย แต่กลับต้องอุ้มบริษัทเอกชนต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวอังกฤษถึงร้อยละ 77 ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษซื้อกิจการคืนกลับมาเป็นของรัฐ และรัฐบาลของนายโทนี่ แบลร์ ก็กำลังดำเนินการอยู่ แต่ราคาซื้อคืนนั้นไม่ใช้ราคาเดิมเสียแล้ว เมื่อปีที่แล้ว บริษัทที่ซื้อสัมปทานรถไฟไปได้รายงานตัวเลขขาดทุนถึง 300 ล้านปอนด์ แต่กลับจ่ายเงินปันผลถึง 100 ล้านปอนด์ให้กลับผู้ถือหุ้น ครับ นี่คือความโปร่งใสของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศที่เป็นแบบอย่างของระบอบประชาธิปไตยและประเทศที่ตรงกันข้ามอย่างอาร์เจนตินา ซึ่งล้วนมีกระบวนการและผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือกรรมและภาระจะต้องตกอยู่กับประชาชนตาดำๆ อย่างแน่นอน ประเทศอาร์เจนตินาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เริ่มดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างจริงๆ จังๆ ในปี 1991 หลังจากที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็นเวลา 2 ปี ภายในเวลาเพียง 2 ปี รัฐบาลของประธานาธิบดีมีเนมและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ โดมิงโก คาวาโย ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจและขายสัมปทานของรัฐออกไปถึง 250 แห่ง โดยได้รับเงินสดจากการขายกิจการของรัฐเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจถูกปลดจากจำนวน 5 แสน 9 หมื่นคน เหลือ 2 แสน 6 หมื่นคน หลังจากการแปรรูป 10 ปี เงิน 3 หมื่นล้านเหรียญหายวับไปกับตา ประเทศอาร์เจนตินาประสบวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุด และกลายเป็นประเทศล้มละลายในปี 2002 นายโดมิงโก คาวาโย หลบหนีข้อหาฉ้อโกงและรับสินบน 13 คดี คิดเป็นเงินหลายร้อยล้านเหรียญหนีไปอยู่อเมริกา ประธานาธิบดีมีเนมและญาติพี่น้องต่างก็เจอข้อหาทำนองเดียวกันและคดียังอยู่ในศาลนับจำนวนไม่ถ้วน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คือ การขายสายการบิน Aerolineas Argentinas ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอาร์เจนตินา นายแอนโทนี่ ฟายย่า ได้เขียนรายงานไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2001 ว่า สายการบินแห่งชาติอาร์เจนตินามีเครื่องบิน 28 ลำ มีศูนย์ฝึกนักบินที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา มีสำนักงานหรูอยู่ที่ร็อกกี้เฟลเลอร์ เซ็นเตอร์ ในเมืองนิวยอร์กและโรม เป็นเจ้าของสิทธิเส้นทางบิน คิดเป็นมูลค่าตลาด 636 ล้านเหรียญ มีกำไรจากการประกอบการร้อยละ 5.6 ต่อปี ประธานาธิบดีมีเนมได้ขายไปให้แก่สายการบิน ไอบีเรียของรัฐบาลสเปน เป็นเงินแค่ 260 ล้านเหรียญ โดยสามารถใช้เครื่องบินทั้งหมดมาค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาจ่ายแล้วโอนให้เป็นหนี้ของบริษัท สายการบินอาร์เจนตินาที่เคยเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา ซึ่งมีเส้นทางบินไปทั้ง อเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ถูกลดเที่ยวบินให้เหลือบินเฉพาะภายในทวีปละตินอเมริกา และส่งผู้โดยสารต่อให้สายการบินไอบีเรียผู้เป็นบริษัทแม่ รวมทั้งการถอนทุนโดยการขายสำนักงานหรูที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปัจจุบันสายการบินอาร์เจนตินาอยู่ในสภาพกึ่งล้มละลาย ต่อไปสายการบินไทยก็คงจะถูกกระทำเช่นเดียวกันแบบกรณีข้างต้นโดยสายการบินสิงคโปร์ซึ่งจ้องจะซื้อสายการบินไทยอย่างตาเป็นมัน ข้างต้นนี้คือตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้นมาแล้ว และน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่เป็นอุทาหรณ์ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจจะนำประเทศไปสู่ความหายนะข้างต้นหรือไม่ น่าจะมาลองวิเคราะห์กันดูเป็นมาตราๆ ดังนี้ มาตรา 4 ใน พ.ร.บ.นี้ระบุว่า 'ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใดมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตาม พ.ร.บ.นี้' มาตรานี้ให้อำนาจคณะกรรมการจำนวน 15 คนมีอำนาจนำทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของแผ่นดินหรือของประชาชนไปขายได้ตามชอบใจ โดยมีมาตรา 22 มารองรับว่า 'เมื่อมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว ให้การดำเนินกิจการของบริษัทเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน' ซึ่งหมายความว่าใครจะเข้ามาซื้อหุ้นก็ได้ และเมื่อคุมเสียงข้างมากได้ก็สามารถลดทุน หรือถอนทุน หรือจ่ายเงินปันผลไห้มากตามชอบใจได้ ตัวอย่าง เช่น เมื่อบริษัทข้ามชาตินำเงินเข้ามาซื้อรัฐวิสาหกิจ 1 หมื่นล้านบาท พอวันรุ่งขึ้นคณะกรรมการบริหารซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็ลงมติให้ลดทุนลงทุนที 1 หมื่นล้านบาท เพราะเหตุว่าทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ประเมินกันในท้องตลาด ประกอบกับมีลูกค้าแน่นอน ซึ่งสามารถนำมาเป็นฐานรายได้ เพื่อนำไปกู้เงินกับธนาคารนำเงินมาดำเนินการได้ หรือถ้าบริษัทข้ามชาติหน้าบางหน่อย ก็อาจจะใช้วิธีการแบ่งเงินปันผลเมื่อเวลาสิ้นปีด้วยยอดเงินจำนวนเดียวกันก็ได้ กรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อ 2 ปีที่แล้วเมื่อธนาคารต่างชาติซื้อธนาคารไทยไปได้ไม่นาน ก็ประกาศลดทุนลงครึ่งหนึ่ง เพื่อถอนทุนกลับประเทศเมืองแม่ของตน โดยวิธีการนี้ก็เท่ากับว่าบริษัทข้ามชาติได้รัฐวิสาหกิจไปฟรีๆ แล้วจะมาสับโขกขึ้นราคากับคนไทยอย่างไรก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 นี้ มาตรา 7 ระบุว่า 'การตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดย ครม.ให้แต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคล' มาตรานี้แสดงถึงความไม่โปร่งใสอย่างเจตนา เพราะไม่มีกระบวนการสรรหา คัดเลือก ที่ประชาชน นักวิชาการ วุฒิสภา หรือสภาทนายความ และองค์กรอิสระมีส่วนร่วม จึงสามารถฮั้วเอาสมัครพรรคพวกที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนมาเป็นกรรมการได้ถึง 6 คนจาก 15 คน มาตรา 13 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 'เสนอความเห็นต่อ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการและแนวทางให้ดำเนินการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัท' สมบัติของคนทั้งชาติทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน และให้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน หรือให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่มอบอำนาจให้คนเพียง 15 คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นคนตัดสิน น่าคิดนะครับ มาตรา 24 มาตรานี้สำคัญมาก โดยระบุว่า 'ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจโอนไปเป็นของบริษัท' 'ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป' 'สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย' 'ส่วนสิทธิในการใช้ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม' มาตรานี้คือการเอากะทิ อันหมายถึงอภิสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้ใช้อำนาจรัฐอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษเพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ และบางกิจการเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ไปถวายให้กับเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติอย่างให้เปล่า แต่ประชาชนกลับต้องมารับภาระ คือ กระทรวงการคลังก็ยังต้องค้ำประกันหนี้ต่อไป อภิสิทธิ์ สิทธิพิเศษ และสิทธิประโยชน์ในสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต้องยกให้เอกชนหรือบริษัทข้ามชาติไปหมด มาตรา 26 คล้ายกับมาตราข้างต้น คือตอกย้ำการให้สิทธิพิเศษต่อบริษัทที่แปรรูปเป็นของเอกชนโดยระบุว่า 'กฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใดๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป' เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงที่ว่า รัฐต้องการยุบรัฐวิสาหกิจ แต่กลับคงอภิสิทธิ์และสิทธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งข้อยกเว้นต่างๆ ที่ให้ไว้กับรัฐวิสาหกิจ เพราะถือว่าเป็นกิจการของรัฐ และมีจุดประสงค์เพื่อการให้บริการประชาชน แต่กลับคงสิทธินี้ไว้ให้กับเอกชนต่อไปเมื่อแปรรูปไปแล้วเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจในการหากำไรสูงสุด มิใช่เพื่อการบริการอีกต่อไป การแปรรูปแบบนี้จะไม่เรียกว่าการเอาผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดินไปขายได้อย่างไรครับ การรถไฟฯซึ่งมีที่ดินทั่วประเทศในย่านใจกลางเมืองคิดเป็นมูลค่านับแสนๆ ล้านบาทซึ่งยังไม่เคยมีการประเมินมูลค่าที่แท้จริง แต่ตามตัวเลขที่ขาดทุนก็อาจจะถูกขายไปด้วยราคาถูกๆ อย่างจงใจแล้วแถมการคุ้มครองทุกอย่างข้างต้น จึงเป็นอย่างที่ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ กล่าวไว้ว่า 'ซื้อรัฐวิสาหกิจแถมประเทศไทย' |