|
|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
แปรรูป "กฟผ." อย่าปกปิดประชาชน วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม 2547 : มติชน |
คอลัมน์ มีคิดมาขาย โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ |
ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องการคัดค้านการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และ ดูว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่สร้างบรรยากาศความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับผู้ชุมนุม เพราะดูจากถ้อยคำที่รุนแรง ทำนองว่ามีการบิดเบือนปกปิด ข้อเท็จจริง ล่าสุดก็มีการเบี่ยงเบนประเด็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการแลกหุ้น บ้านปู และ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮล์ดิ้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้สรุปได้ว่า นายกฯ และรัฐบาลไม่มีนโยบายเรื่องรัฐวิสาหกิจกับ กฟผ.แต่ใช้นโยบายเรื่องตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวตั้ง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้รัฐวิสาหกิจมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อบริการประชาชนเป็นหลัก เพราะแนวคิดหลักที่สำคัญของรัฐบาล คือ ต้องการนำรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาด "เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามูลค่าตลาดของหุ้น กฟผ.ประมาณ 2 แสนล้านบาท จากมูลค่านี้ สามารถสร้างผลกำไรจากการซื้อขายได้จำนวนมหาศาลให้กับผู้ถือครองหุ้นที่ได้รับจัดสรร ซึ่งก็คงไม่พ้นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการจัดสรรหุ้นให้ บริษัทการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด มหาชน( ปตท.) มาแล้ว " คงไม่มีใครปฏิเสธว่านโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การแปรรูปส่วนหนึ่งเคยมีความคิดคือ ต้องการหารายได้หรือลดภาระของรัฐ แต่อีกส่วนหนึ่งที่พูดกันมาตลอดคือ รัฐวิสาหกิจที่มีการกระจายหุ้นนั้น ต้องนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีการแปรรูปไปบ้าง แต่กิจการสาธารณูปโภคในลักษณะของการผูกขาดในตัว ซึ่งกรณีของการไฟฟ้าชัดเจนที่สุดว่าเข้าข่าย ดังนั้นสิ่งที่พูดกันคือว่าการแปรรูปจะต้องเริ่มจากการกำหนดที่ชัดเจนว่าจะมีการแข่งขันหรือประกอบกิจการเหล่านี้ภายใต้กติกาอะไร "มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 เขียนว่า มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปดำเนินงานให้เกิดความชัดเจนเรื่องโครงสร้างกิจการไฟฟ้า และการกำกับกิจการไฟฟ้าก่อนการกระจายหุ้น แค่ถามผมว่าวันนี้ทราบความชัดเจนหรือยังว่า ในวันข้างหน้ากิจการไฟฟ้าเขาจะจัดการหรือจะแข่งขันกันอย่างไรยังไม่มีใครทราบ และรัฐบาลชุดที่แล้วยังมีการเตรียมร่างกฎหมายไว้ก่อนว่า ในกิจการที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีการตั้งองค์กรเข้ามาดูแลทั้งการแข่งขันและการคุ้มครองการใช้บริการ เพราะหากไม่ทำตรงนี้แล้วเปลี่ยนสภาพองค์กรไปอยู่ในมือเอกชน ก็จะมีประเด็นเรื่องการแสวงหากำไรเป็นหลัก และการแสวงหากำไรที่ไม่มีการแข่งขันและการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ ก็หมายถึงความเดือดร้อนต่อผู้ใช้บริการ นี่คือกฎหมายที่รัฐบาลร่างไว้แต่ไม่ได้ทำต่อและไม่สนใจ เพียงแต่มุ่งที่จะเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์" ที่นายกฯ ชอบกล่าวว่าคนอื่นให้ความจริงเพียงครึ่งเดียว ผมบอกเลยว่าที่นายกฯ พูดผ่านรายการวิทยุ "นายกฯ คุยกับประชาชน" ไม่ใช่ความจริงครึ่งเดียวเลย ความเท็จเลย เช่นที่ท่านพูดว่า ถ้าจดทะเบียน กฟผ.เป็นบริษัทแล้ว ต่อไปนี้หนี้ของ กฟผ.ไม่เป็นหนี้สาธารณะ อันนี้เท็จ นอกจากว่าท่านจะขายหุ้นของ กฟผ.ไปเกินครึ่ง เพราะว่าถ้าเกิดตราบใดที่รัฐบาลยังถือหุ้นเกินครึ่ง ก็ยังเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจ หนี้ของรัฐวิสาหกิจก็ยังเป็นหนี้สาธารณะ และที่น่าสนใจคือ "ตามกฎหมายปัจจุบัน รัฐบาลจะมีสิทธิเข้าไปค้ำประกันหนี้ของรัฐวิสาหกิจ เฉพาะที่ตัวเองถือหุ้นเกิน 70% แต่ปรากฏว่ารัฐบาลกำลังพยายามแก้กฎหมายในขั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมก็ได้ท้วง แต่รัฐบาลไม่ยอมถอยว่าจะอนุญาตให้รัฐบาลเข้าไปค้ำประกันได้ แม้ว่าจะถือหุ้นน้อยกว่า 70% เพราะฉะนั้นที่นายกฯ อ้างว่าทำเรื่องนี้เพื่อลดหนี้สาธารณะเพื่อต่อไปจะไม่ค้ำประกันนั้น ไม่จริงเลย แล้วมิหนำซ้ำรัฐบาลยังพยายามแก้กฎหมายให้รัฐบาลเข้าไปค้ำประกันหนี้ได้ ทั้งที่ถือหุ้นน้อยกว่า 70% ผมก็เลยต้องบอกว่า อย่างนี้นายกฯ ไม่ให้ความจริงแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่ความจริงครึ่งเดียว เป็นความเท็จเลย" จากวิธีการแปรรูปดังกล่าวจะเป็นไปในลักษณะนี้คือ "องค์กรที่เป็นบริษัทแล้ว มีแนวโน้มที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลเรื่องหนี้สาธารณะ และยังต้องไปค้ำประกันหนี้เพิ่มด้วย ส่วนเรื่องของประโยชน์ ต่อไปก็จะไม่ตกอยู่ที่รัฐ 100% เพราะจะต้องตกไปอยู่กับคนที่เข้าไปซื้อหุ้น ซึ่งประสบการณ์จากการขายหุ้น ปตท.ก็พบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง" นอกจากนี้หากมีการแปรรูปแล้ว จะมีหลักประกันอะไรให้กับผู้ใช้บริการไฟฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะรัฐบาลไม่ได้เอานโยบายรัฐวิสาหกิจเป็นตัวตั้ง แต่เอาตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวตั้ง และก็มีความรีบร้อนที่จะต้องดำเนินการ เพราะเดิมรัฐบาลประกาศว่าต้องจดทะเบียนวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา และจะมีการเร่งกระจายหุ้น ซึ่งตามกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ การจะทำดังกล่าว จะต้องออกพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ คือ 1.เมื่อมีการเปลี่ยนองค์การของรัฐมาเป็นบริษัทมหาชน จะต้องไปกำหนดว่าอำนาจใดที่จะสามารถถ่ายโอนจากที่เคยเป็นขององค์กรรัฐ และ 2.ต้องมีการกำหนดเงื่อนเวลาของการยกเลิกรัฐวิสาหกิจที่จะยกเลิก เพราะได้เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทแล้ว แต่ปรากฏว่าพระราชกฤษฎีกาเพิ่งจะมีการเสนอ ครม.ไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนถึงอยากถามว่าเหตุใดจึงต้องรีบร้อนทั้งที่กฎหมายยังไม่พร้อม และนอกจากนี้ก็ยังไม่มีการสอบถามความคิดเห็นจากพนักงานผู้ปฏิบัติหรือจากประชาชน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส "มองเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างไร" หากเห็นว่าการแปรรูปจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการผ่านกระบวนการแข่งขัน หรือกระบวนการบริหารจัดการที่เป็นเอกชนมากขึ้น โดยมีกติกาการกำกับดูแลและคุ้มครองประชาชนอย่างดีแล้ว ตนก็เห็นด้วย แต่ทั้งนี้การแปรรูปก็จะต้องไปดำเนินการกับองค์กรที่ไม่มีปัญหาเรื่องการผูกขาดในบริการพื้นฐาน ซึ่งหากจะมีการแปรรูปจริงก็ควรจะไปเอารัฐวิสาหกิจที่สามารถไปแข่งขันในลักษณะของธุรกิจธรรมดาได้ |