การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

ทางออกรัฐวิสาหกิจไทย

วันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2547

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร

ในรายการวิทยุ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2547 ให้เลื่อนการนำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เข้าตลาดหุ้นออกไปนั้น ดูจะเป็น "กลวิธีประวิงเวลา" มากกว่าจะหาทางยุติการแปรรูปหรือไม่

อันที่จริง รัฐบาลน่าจะถือโอกาสนี้ทบทวนเพื่อหาทางออกใน "แนวทางใหม่" สำหรับรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทั้งระบบเสียเลยจะมิดีกว่าหรือ

การปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจไทยที่มีสินทรัพย์มหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาพลังงาน ประปา ขนส่ง โทรคมนาคมและสื่อสาร รวมแล้วหลายแสนล้านบาท นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับชีวิตคนไทยทั้งชาติ และความมั่นคงของประเทศ ถือเป็นนโยบายสาธารณะ ไม่ควรรีบร้อนและรวบรัด หากแต่ควรศึกษาเจาะลึกครอบคลุมมิติต่างๆ จนยืนยันเป็นที่ประจักษ์มากกว่าด่วนสรุป หรือให้ความจริงอย่างเลือกสรรมาเพียงบางส่วนหรือครึ่งเดียว ทั้งๆ ที่มีองค์ประกอบหลายแง่มุม มีรายละเอียด มีความซับซ้อนทั้งในวิธีคิดและเชิงเทคนิค

คำถามซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐจะต้องตอบให้กับประชาชนคนไทยทั้งชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องแปรหรือไม่แปรรูป หากแต่เป็นเรื่องแนวทางมากกว่า แนวทางแบบใดจะให้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างกระจายตัว

นโยบายสาธารณะที่ดีควรถูกออกแบบบนผลการวิจัยที่หนักแน่นเพียงพออย่างรอบด้าน ที่สำคัญจะต้องได้รับการเห็นพ้องจากภาคประชาชน

ประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ควรต้องทำให้กระจ่าง

ข้อที่หนึ่ง ควรศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์แปรรูปรัฐวิสาหกิจตามแนวทางเสรีนิยมใหม่จากทั่วโลกว่าสำเร็จหรือล้มเหลวประการใด อย่างไรบ้าง เมื่อบริหารโดยมืออาชีพเอกชนแล้วมีประสิทธิภาพเสมอไปจริงหรือไม่ ทำไมบรรษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างเอ็นรอนจึงล้มละลายจนงานแปรรูปด้านพลังงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนียพังลงมาไม่เป็นท่า เป็นที่น่าฉงนว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีความล้ำหน้าทางโลกเทคโนโลยีอย่างสหรัฐอเมริกา

ข้อที่สอง ปรัชญาพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจมุ่งตอบสนองสวัสดิการทางสังคมเป็นลำดับแรก ไม่ใช่กำไรสูงสุดอย่างภาคเอกชน ดังนั้น จึงควรจำแนกประเภทรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนก่อนโดยเฉพาะประเภทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริการขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ประเภทนี้ควรอยู่ในมือรัฐเป็นหลัก รัฐต้องถือหุ้น 100% หรือไม่ต่ำกว่าสามในสี่ ส่วนประเภทอื่นๆ นอกจากนี้รัฐอาจถือหุ้นบ้าง หรือขายกิจการให้เอกชนได้ตามความจำเป็นตามความเหมาะสม

ข้อที่สาม เมื่อพูดถึง "ความมีประสิทธิภาพ" ความหมายแท้จริงก็คือการผลิตสินค้าหรือบริการในราคาและคุณภาพที่เหมาะสม "ราคายุติธรรม คุณภาพดี" สำหรับผู้บริโภค ความมีประสิทธิภาพโดยนัยนี้จึงมักเกิดจาก "ทุนแข่งขัน" ไม่ใช่ "ทุนผูกขาด" หากแต่กิจกรรมหลายอย่างเช่น ไฟฟ้า ประปา สื่อสาร ฯลฯ ล้วนมีลักษณะ "ผูกขาดโดยธรรมชาติ" (Natural Monopoly) เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินทุนมาก ยากที่จะแบ่งซอยย่อยเป็นกิจการเล็กๆ ให้เกิดการแข่งขันเต็มที่ได้ จึงเป็นความชอบธรรมที่รัฐจะเข้าแทรกแซงกลไกตลาด ทำให้ราคาไม่บิดเบือนเป็นธรรมกับผู้บริโภค ดังนั้น หากขายถ่ายโอนไปอยู่ในมือทุนผูกขาดเอกชนแล้วจะสร้างความเสี่ยงหรือไม่ "จิตวิญญาณ" ของบรรษัทเหล่านี้ยึดผลกำไรเหนือกว่า "ความเป็นมนุษย์" หรือไม่ ภักดี อุทิศต่อบริษัทแม่มากกว่าความเป็นชาติไทยหรือเปล่า กำไรที่ได้เกิดจากการขูดรีดประชาชนไหม คำตอบของคำถามเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพที่มีนั้นเป็นของผู้ใดกันเล่า การตีความว่า "กำไร" ที่รัฐพร่ำพูดให้หมายถึงความมีประสิทธิภาพนั้น จะมิคับแคบเกินไปดอกหรือ

ข้อที่สี่ สำหรับผลต่อด้านการคลังของรัฐ (fiscal Incidence) นั้น
รัฐเลือกพูดแค่ด้านเดียวคือหนี้ เลี่ยงที่จะอธิบายอีกหลายด้าน กล่าวหาว่ารัฐวิสาหกิจก่อหนี้สินเยอะ รัฐบาลต้องค้ำประกัน หลังจากการแปรรูปแล้วหนี้จะลดลง แต่ไม่บอกว่าเท่าไหร่ ทั้งยังไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสียเปรียบที่เขียนใน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐยังต้องรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้นมาต่อไป แม้ภายหลังกิจการถูกถือหุ้นโดยเอกชนแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านี้เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐวิสาหกิจที่มีกำไรทั้งนั้นเข้าข่ายถูกแปรรูป ซึ่งล้วนส่งรายได้เข้ารัฐตกปีละประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ใคร่ถามต่อไปว่าหลังขายกิจการให้เอกชนแล้ว หากรายได้ส่วนนี้หายไป จะส่งผลต่องบประมาณแผ่นดินในกิจกรรมการพัฒนาประเทศหรือไม่ และหากเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดก็เท่ากับรบกวนประชาชนอีก หรือว่ารัฐจะกล้าปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้ภาษีทางตรงมีสัดส่วนสูงขึ้นไหมล่ะ กล้าเก็บภาษีมรดก, ภาษีทรัพย์สิน, ภาษีที่ดินจากผู้มั่งมีหรือเปล่า หากไม่กล้าก็เท่ากับโยนภาระเป็นการกระทบต่อสวัสดิการทางสังคมโดยเฉพาะต่อคนชั้นกลางชั้นล่างหรือไม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรคิดคำนวณเป็นตัวเลขออกมาชัดๆ ถึงผลกระทบเชิงลูกโซ่ดังกล่าวนี้

ข้อที่ห้า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจได้รับการวิจารณ์ถึงจุดอ่อนและข้อเสียเปรียบทุนเอกชน และอาจถูกครอบงำโดยทุนข้ามชาติ ขาดหลักประกันความโปร่งใสและหลักประกันให้กับประชาชน พ.ร.บ.ฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วเดินหน้าต่อโดยรัฐบาลชุดนี้ เพราะคิดแบบเสรีนิยมใหม่เหมือนกัน เมื่อหลายฝ่ายท้วงติงอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นสาธารณะ ควรทบทวนและศึกษาวิเคราะห์ผลดังกล่าวอย่างละเอียด ตามประเด็นต่างๆ ทั้งห้าข้อข้างต้น ทั้งในภาพรวมและภาพเฉพาะของแต่ละรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเป็นกรณีๆ ไป หากพบว่าไม่เหมาะสมควรปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้เสียหรืออาจต้องยกเลิกแล้วออกกฎหมายใหม่สำหรับแต่ละรัฐวิสาหกิจที่จะปรับปรุงตามแนวทางใหม่ ไม่ใช่มี พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจฉบับเดียวใช้มันไปกับทุกแห่งทุกสถานการณ์ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน จนกลายเป็นจุดอ่อน ไม่สอดคล้องกับสถานภาพความเป็นจริงของแต่ละแห่งได้

ข้อที่หก ควรถกเถียงกันหา "แนวทางใหม่" ในการ "ยกเครื่อง" รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง แนวทางที่มีผลประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชนเป็นศูนย์กลาง แนวทางหรือตัวแบบใหม่นี้อาจไม่ใช่แนวทางที่รัฐคิดในกรอบ พ.ร.บ.เดิมหรือแผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อ 1 ก.ย.41) ควรเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) ทุกแห่ง ให้มีฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชน สื่อสารมวลชน รวมทั้งนักวิชาการอิสระมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่แค่เทคโนแครตและชนชั้นนำที่คิด พูดภาษาเดียวกันเท่านั้นหรือยึดติดผลประโยชน์กลุ่มเป็นหลัก, ตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลค่าบริการให้เป็นราคาที่ยุติธรรมต่อประชาชน โดยที่องค์ประกอบของกรรมการประกอบด้วยหลายฝ่ายทำนองเดียวกับบอร์ด, ปฏิรูปกระบวนวิธีการหลักเกณฑ์การตัดสินใจโครงการลงทุนใหม่ที่มีคน-สิ่งแวดล้อม-ธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง มากกว่าการเอาเกณฑ์การเงินล้วนๆ เป็นหลักใหญ่, ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างโปร่งใส และ ฯลฯ ดังนั้น การยกเครื่องนี้มุ่งแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทุกขั้นตอน อธิบายได้ต่อสาธารณะ ตรวจสอบได้ เพื่อให้ลดหนี้สินลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เปิดเผยข้อมูลทั่วด้านตามแบบฉบับองค์กรของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง การจัดการให้อาศัยเครื่องมือ-วิธีการบริหารสมัยใหม่ เช่นใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์, การเงิน, บัญชี ฯลฯ ในโลกสมัยใหม่เป็น "เครื่องมือ"

แค่ขับเคลื่อนตัวอุดมการณ์ "ทุนเชิงสังคม" ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชี้นำทาง มากกว่า "ทุนเอกชนผูกขาด" ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดต่อทำต่ออย่างสร้างสรรค์ เชื่อว่าทางออกของรัฐวิสาหกิจไทยในกรอบใหม่นี้ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำให้เกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลของประชาชน ทำเพื่อประชาชน


1