ในรายการวิทยุ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน"
เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มีนาคม 2547 ให้เลื่อนการนำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
เข้าตลาดหุ้นออกไปนั้น ดูจะเป็น "กลวิธีประวิงเวลา"
มากกว่าจะหาทางยุติการแปรรูปหรือไม่
อันที่จริง รัฐบาลน่าจะถือโอกาสนี้ทบทวนเพื่อหาทางออกใน "แนวทางใหม่"
สำหรับรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทั้งระบบเสียเลยจะมิดีกว่าหรือ
การปฏิรูปโครงสร้างรัฐวิสาหกิจไทยที่มีสินทรัพย์มหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาพลังงาน
ประปา ขนส่ง โทรคมนาคมและสื่อสาร รวมแล้วหลายแสนล้านบาท
นับเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับชีวิตคนไทยทั้งชาติ และความมั่นคงของประเทศ
ถือเป็นนโยบายสาธารณะ ไม่ควรรีบร้อนและรวบรัด
หากแต่ควรศึกษาเจาะลึกครอบคลุมมิติต่างๆ
จนยืนยันเป็นที่ประจักษ์มากกว่าด่วนสรุป
หรือให้ความจริงอย่างเลือกสรรมาเพียงบางส่วนหรือครึ่งเดียว ทั้งๆ
ที่มีองค์ประกอบหลายแง่มุม มีรายละเอียด
มีความซับซ้อนทั้งในวิธีคิดและเชิงเทคนิค
คำถามซึ่งเป็นโจทย์ที่รัฐจะต้องตอบให้กับประชาชนคนไทยทั้งชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องแปรหรือไม่แปรรูป
หากแต่เป็นเรื่องแนวทางมากกว่า
แนวทางแบบใดจะให้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างกระจายตัว
นโยบายสาธารณะที่ดีควรถูกออกแบบบนผลการวิจัยที่หนักแน่นเพียงพออย่างรอบด้าน
ที่สำคัญจะต้องได้รับการเห็นพ้องจากภาคประชาชน
ประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ควรต้องทำให้กระจ่าง
ข้อที่หนึ่ง
ควรศึกษาเรียนรู้ประสบการณ์แปรรูปรัฐวิสาหกิจตามแนวทางเสรีนิยมใหม่จากทั่วโลกว่าสำเร็จหรือล้มเหลวประการใด
อย่างไรบ้าง เมื่อบริหารโดยมืออาชีพเอกชนแล้วมีประสิทธิภาพเสมอไปจริงหรือไม่
ทำไมบรรษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างเอ็นรอนจึงล้มละลายจนงานแปรรูปด้านพลังงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนียพังลงมาไม่เป็นท่า
เป็นที่น่าฉงนว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นในประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีความล้ำหน้าทางโลกเทคโนโลยีอย่างสหรัฐอเมริกา
ข้อที่สอง
ปรัชญาพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจมุ่งตอบสนองสวัสดิการทางสังคมเป็นลำดับแรก
ไม่ใช่กำไรสูงสุดอย่างภาคเอกชน ดังนั้น จึงควรจำแนกประเภทรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนก่อนโดยเฉพาะประเภทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริการขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์
ประเภทนี้ควรอยู่ในมือรัฐเป็นหลัก รัฐต้องถือหุ้น 100% หรือไม่ต่ำกว่าสามในสี่
ส่วนประเภทอื่นๆ นอกจากนี้รัฐอาจถือหุ้นบ้าง
หรือขายกิจการให้เอกชนได้ตามความจำเป็นตามความเหมาะสม
ข้อที่สาม เมื่อพูดถึง "ความมีประสิทธิภาพ"
ความหมายแท้จริงก็คือการผลิตสินค้าหรือบริการในราคาและคุณภาพที่เหมาะสม "ราคายุติธรรม
คุณภาพดี" สำหรับผู้บริโภค ความมีประสิทธิภาพโดยนัยนี้จึงมักเกิดจาก "ทุนแข่งขัน"
ไม่ใช่ "ทุนผูกขาด" หากแต่กิจกรรมหลายอย่างเช่น ไฟฟ้า ประปา สื่อสาร ฯลฯ
ล้วนมีลักษณะ "ผูกขาดโดยธรรมชาติ" (Natural Monopoly) เป็นโครงการขนาดใหญ่
ใช้เงินทุนมาก ยากที่จะแบ่งซอยย่อยเป็นกิจการเล็กๆ ให้เกิดการแข่งขันเต็มที่ได้
จึงเป็นความชอบธรรมที่รัฐจะเข้าแทรกแซงกลไกตลาด
ทำให้ราคาไม่บิดเบือนเป็นธรรมกับผู้บริโภค ดังนั้น หากขายถ่ายโอนไปอยู่ในมือทุนผูกขาดเอกชนแล้วจะสร้างความเสี่ยงหรือไม่ "จิตวิญญาณ"
ของบรรษัทเหล่านี้ยึดผลกำไรเหนือกว่า "ความเป็นมนุษย์" หรือไม่ ภักดี
อุทิศต่อบริษัทแม่มากกว่าความเป็นชาติไทยหรือเปล่า
กำไรที่ได้เกิดจากการขูดรีดประชาชนไหม
คำตอบของคำถามเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพที่มีนั้นเป็นของผู้ใดกันเล่า
การตีความว่า "กำไร" ที่รัฐพร่ำพูดให้หมายถึงความมีประสิทธิภาพนั้น
จะมิคับแคบเกินไปดอกหรือ
ข้อที่สี่ สำหรับผลต่อด้านการคลังของรัฐ (fiscal Incidence) นั้น
รัฐเลือกพูดแค่ด้านเดียวคือหนี้ เลี่ยงที่จะอธิบายอีกหลายด้าน
กล่าวหาว่ารัฐวิสาหกิจก่อหนี้สินเยอะ รัฐบาลต้องค้ำประกัน
หลังจากการแปรรูปแล้วหนี้จะลดลง แต่ไม่บอกว่าเท่าไหร่ ทั้งยังไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสียเปรียบที่เขียนใน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐยังต้องรับผิดชอบหนี้ที่เกิดขึ้นมาต่อไป
แม้ภายหลังกิจการถูกถือหุ้นโดยเอกชนแล้วก็ตาม
ยิ่งไปกว่านี้เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐวิสาหกิจที่มีกำไรทั้งนั้นเข้าข่ายถูกแปรรูป
ซึ่งล้วนส่งรายได้เข้ารัฐตกปีละประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท
ใคร่ถามต่อไปว่าหลังขายกิจการให้เอกชนแล้ว หากรายได้ส่วนนี้หายไป
จะส่งผลต่องบประมาณแผ่นดินในกิจกรรมการพัฒนาประเทศหรือไม่
และหากเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดก็เท่ากับรบกวนประชาชนอีก
หรือว่ารัฐจะกล้าปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้ภาษีทางตรงมีสัดส่วนสูงขึ้นไหมล่ะ
กล้าเก็บภาษีมรดก, ภาษีทรัพย์สิน, ภาษีที่ดินจากผู้มั่งมีหรือเปล่า
หากไม่กล้าก็เท่ากับโยนภาระเป็นการกระทบต่อสวัสดิการทางสังคมโดยเฉพาะต่อคนชั้นกลางชั้นล่างหรือไม่
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรคิดคำนวณเป็นตัวเลขออกมาชัดๆ
ถึงผลกระทบเชิงลูกโซ่ดังกล่าวนี้
ข้อที่ห้า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจได้รับการวิจารณ์ถึงจุดอ่อนและข้อเสียเปรียบทุนเอกชน
และอาจถูกครอบงำโดยทุนข้ามชาติ
ขาดหลักประกันความโปร่งใสและหลักประกันให้กับประชาชน พ.ร.บ.ฉบับนี้เกิดขึ้นอย่างเร่งรีบในรัฐบาลชุดที่แล้ว
แล้วเดินหน้าต่อโดยรัฐบาลชุดนี้ เพราะคิดแบบเสรีนิยมใหม่เหมือนกัน
เมื่อหลายฝ่ายท้วงติงอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นสาธารณะ
ควรทบทวนและศึกษาวิเคราะห์ผลดังกล่าวอย่างละเอียด ตามประเด็นต่างๆ
ทั้งห้าข้อข้างต้น ทั้งในภาพรวมและภาพเฉพาะของแต่ละรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเป็นกรณีๆ
ไป หากพบว่าไม่เหมาะสมควรปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้เสียหรืออาจต้องยกเลิกแล้วออกกฎหมายใหม่สำหรับแต่ละรัฐวิสาหกิจที่จะปรับปรุงตามแนวทางใหม่
ไม่ใช่มี พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจฉบับเดียวใช้มันไปกับทุกแห่งทุกสถานการณ์ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกัน
จนกลายเป็นจุดอ่อน ไม่สอดคล้องกับสถานภาพความเป็นจริงของแต่ละแห่งได้
ข้อที่หก ควรถกเถียงกันหา "แนวทางใหม่" ในการ "ยกเครื่อง" รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง
แนวทางที่มีผลประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชนเป็นศูนย์กลาง
แนวทางหรือตัวแบบใหม่นี้อาจไม่ใช่แนวทางที่รัฐคิดในกรอบ พ.ร.บ.เดิมหรือแผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
(คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อ 1 ก.ย.41) ควรเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)
ทุกแห่ง ให้มีฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชน สื่อสารมวลชน
รวมทั้งนักวิชาการอิสระมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่แค่เทคโนแครตและชนชั้นนำที่คิด
พูดภาษาเดียวกันเท่านั้นหรือยึดติดผลประโยชน์กลุ่มเป็นหลัก, ตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลค่าบริการให้เป็นราคาที่ยุติธรรมต่อประชาชน
โดยที่องค์ประกอบของกรรมการประกอบด้วยหลายฝ่ายทำนองเดียวกับบอร์ด,
ปฏิรูปกระบวนวิธีการหลักเกณฑ์การตัดสินใจโครงการลงทุนใหม่ที่มีคน-สิ่งแวดล้อม-ธรรมาภิบาลเป็นศูนย์กลาง
มากกว่าการเอาเกณฑ์การเงินล้วนๆ เป็นหลักใหญ่,
ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างโปร่งใส และ ฯลฯ
ดังนั้น การยกเครื่องนี้มุ่งแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง
เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทุกขั้นตอน อธิบายได้ต่อสาธารณะ ตรวจสอบได้
เพื่อให้ลดหนี้สินลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
เปิดเผยข้อมูลทั่วด้านตามแบบฉบับองค์กรของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
การจัดการให้อาศัยเครื่องมือ-วิธีการบริหารสมัยใหม่ เช่นใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์,
การเงิน, บัญชี ฯลฯ ในโลกสมัยใหม่เป็น "เครื่องมือ"
แค่ขับเคลื่อนตัวอุดมการณ์ "ทุนเชิงสังคม" ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ชี้นำทาง มากกว่า "ทุนเอกชนผูกขาด"
ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดต่อทำต่ออย่างสร้างสรรค์
เชื่อว่าทางออกของรัฐวิสาหกิจไทยในกรอบใหม่นี้
คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำให้เกิดขึ้นได้โดยรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลของประชาชน
ทำเพื่อประชาชน
|