ประชาพิจารณ์แนวทางปฏิรูปไฟฟ้าของวุฒิสภายกแรก ผู้แทนกระทรวงพลังงานเสียงแตก
ขณะที่องค์กรเอกชนอัดรัฐบาลมุสาศิลปิน
ดันกิจการไฟฟ้าป้อนเศรษฐีไม่กี่ตระกูลแบบขายเองซื้อเอง
เพื่อหากำไรจากการขึ้นค่าไฟฟ้าปีละนับแสนล้านบาท
แฉบริษัทสื่อสารจ้องแบ่งผลประโยชน์ทับซ้อนจากเคเบิลใยแก้วมูลค่าหมื่นล้านจาก
กฟผ.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2547
คณะกรรมาธิการสามัญรับฟังและศึกษาปัญหาการปฏิรูปโครงสร้างวิสาหกิจการไฟฟ้าของประเทศ
วุฒิสภา
จัดทำประชาพิจารณ์รับฟังแนวทางการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของประเทศจากกระทรวงพลังงาน,
สหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, สถาบันสหัสวรรษ
และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นายวิเศษ จูภิบาล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า
แนวทางการปรับปรุงกิจการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ นั้น
มีแนวทางแก้ไขปัญหาในภาพรวมของประเทศ
ซึ่งการแปรรูปและนำกิจการไฟฟ้าเข้าตลาดหุ้นจะเป็นแนวทางที่เพิ่มประสิทธิภาพแก่กิจการการไฟฟ้า
อันเนื่องมาจากการที่ต้องแข่งขันกับภาพเอกชนในธุรกิจ
ส่วนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวจะทยอยดำเนินการไปพร้อมๆ กัน
โดยหลักประกันความโปร่งใส
ของการแปรรูปจะมีคณะกรรมการกำกับดูแลขึ้นมาระหว่างรอร่างกฎหมายการไฟฟ้าใหม่เสร็จสิ้น
สำหรับประเด็นที่ถูกซักถามว่า บมจ.ปตท.เอากำไรมากมายจากก๊าซที่ขาย กฟผ.
น่าจะเอากำไรลดลงเพื่อลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน แต่นายวิเศษตอบว่า กำไรของ ปตท.
39,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมานั้น มาจากกิจการปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน
โดยจะมีการซักรายละเอียดประเด็นนี้เพิ่มในสัปดาห์หน้า
เพราะข้อมูลขัดกับความเข้าใจของคนทั่วไปที่ว่า กำไรของ ปตท.ส่วนใหญ่มาจากก๊าซธรรมชาติ
นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานคณะกรรมการ กฟผ.
ที่มาชี้แจงร่วมในทีมกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงกิจการไฟฟ้า
ต้องมีการตระเตรียมเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งภาครัฐกำลังทำอยู่
สวนแนวทางที่ทำกันมาในก่อนหน้านี้ ถือว่าเป็นอดีตชาติ
ตอนนี้เราต้องมาดูปัจจุบัน
ประธานบอร์ด กฟผ.กล่าวว่า ตนมาใน 2 ฐานะ คือ เป็นบอร์ด กฟผ.
และประธานคณะทำงานร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ
ซึ่งในเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มีการถกเถียงกันมาก
ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่คณะกรรมการทำงานร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพเพื่อยกเลิก
พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ คณะทำงานฯ ได้พยายามที่จะยกร่างกฎหมายโดยเร็ว
ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องหาวัวมาเทียมเกวียน ที่วัวหมายถึงสภาวะการตลาด
ไม่ใช่หาเกวียนมาเทียมวัว ที่ไปมุ่งเน้นเรื่องการระดมทุน
ซึ่งหากพูดถึงเรื่องวัวให้ชัด ก็จะคลี่คลายปัญหาได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม
ในที่ประชุมยังไม่แน่ใจว่าแนวทางข้อเสนอของนายชัยอนันต์ที่ดูเหมือนว่าจะหยุดการแปรรูป
กฟผ. รอการออกกฎหมายใหม่ก่อนเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะทำจริง
หรือจะยึดตามแนวทางเดิมที่เร่งขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปก่อน
แล้วค่อยดำเนินการเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การตั้งกรรมการกำกับภายหลัง
ทั้งนี้ นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กทม. ได้ซักถามโดยตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า
ภายหลังการแปรรูป กฟผ. ใครจะได้ผลประโยชน์ในการใช้ใยแก้วนำแสง
ที่มีมูลค่ามหาศาลที่ใช้ในแวดวงการสื่อสารโทรคมนาคม
ด้านนายศิริชัย ไม้งาม ประธาน สร.กฟผ. กล่าวว่า
ขณะนี้ได้เปิดให้เอกชนเช่าบางส่วนแล้ว ซึ่งเรื่องนี้หากยังคงเป็นของ กฟผ.
สามารถให้เช่าที่จะเป็นรายได้เข้า กฟผ.
โดยมีมูลค่ามหาศาลที่นำมาเป็นเงินบริหารและยังสามารถลดค่าไฟให้ประชาชนได้ด้วย
"กฟผ.มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่ในสายเคเบิลใยแก้วมูลค่านับหมื่นๆ
ล้านบาทที่ธุรกิจสื่อสารจ้องเอาประโยชน์อยู่
ซึ่งจะมีการแจงรายละเอียดในสัปดาห์หน้า"
นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสถาบันสหัสวรรษ กล่าวว่า
เหตุผลที่รัฐบาลอ้างเพื่อจะนำ กฟผ.แปรรูปเข้าตลาดหุ้น เช่น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าตลาดหุ้น ลดหนี้สาธารณะ ฯลฯ
ไม่มีความจริงอยู่เลย ถือเป็นมุสาศิลปิน หลอกประชาชน ตัวอย่างที่ผ่านมา เช่น
การซื้อหุ้น ปตท. ก็มีคนไม่กี่ตระกูลใหญ่ได้หุ้น กับต่างชาติคือเมอร์ริลลินช์
ที่กวาดหุ้นไปร้อยละ 10 หรือหนึ่งในสามของหุ้น ปตท.ที่ขาย
ขณะที่ธุรกิจการไฟฟ้าไม่สามารถเลิกการผูกขาดตามธรรมชาติได้ ใครก็แก้ไม่ได้
ตนจึงเสนอให้โอนอำนาจผูกขาดจากแนวทางที่รัฐบาลเตรียมทำที่จะมีคนได้รับประโยชน์ไม่กี่ตระกูลใหญ่ในเมืองไทยมาเป็นโอนอำนาจผูกขาดกลับสู่มือประชาชน
ในแนวคิดประชาวิสาหกิจ
ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าจะเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการจำหน่ายไฟฟ้า
ส่วนกิจการผลิตไฟฟ้ายังเป็นความรับผิดชอบในส่วนกิจการของรัฐตามเดิม
ซึ่งหากไม่ทำเช่นนี้
จะเป็นช่องทางให้คนไม่กี่ตระกูลเข้ามาหาประโยชน์จากการบงการขึ้นราคาค่าไฟฟ้าเป็นเงินเข้ากระเป๋าคนเหล่านี้ปีละนับแสนล้านบาท
นายแก้วสรรกล่าวในตอนท้ายว่า หลังจากที่ทั้ง 4 ฝ่ายเสนอข้อมูลในวันนี้แล้ว
ก็จะกลับมาตอบรายละเอียดคำถามของคณะกรรมาธิการฯ
และประชาชนที่เข้าฟังประชาพิจารณ์อีกครั้ง ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เวลา
09.00-17.00 น. ที่รัฐสภา
จึงขอให้ประชาชนที่สนใจเข้ารับฟังได้ตามวันและเวลาดังกล่าว
|