ออกจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่
กิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ออกมาเดินหน้าชนบรรดาผู้คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะนักวิชาการ
ถึงขนาดบอกว่า
'ผมขอท้านักวิชาการที่อ้างว่าเป็นนักคิดรักชาติ
แต่พยายามบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
มาพูดคุยกันในห้องผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์หรือจะให้ผมไปที่ไหนก็ได้
ที่ผ่านมาผมทนมานานมากแล้ว และเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการตอบโต้บ้าง
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทั่วไปพนักงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งควรจะได้รับฟังความจริงบ้าง'
ล่าสุด คืนวันที่ 22 มีนาคม ในรายการ 'ถึงลูกถึงคน' (แพร่ภาพทางช่อง 9
อ.ส.ม.ท.) กิตติรัตน์ยังพูดถึงเรื่องนี้ว่า
'การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อยู่ในกระบวนการที่จะพิจารณากันว่า จะแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด
(มหาชน) ที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ดังนั้น รูปแบบของบริษัทฯ
จึงยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่
ในปัจจุบันความสามารถในการขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอันรวดเร็วของ กฟผ.มีอยู่โดยลำดับ
แต่การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.โดยตรงมีเพียงประมาณ 50% แต่มีเอกชนอื่นๆ
ร่วมทำหน้าที่อยู่ด้วย เราอยากเห็นองค์กรแห่งนี้มีความแข็งแกร่งทางการเงิน
มีความแข็งแรง และสามารถมีสัดส่วนทางการตลาดที่ดีขึ้น
ตรงนี้จะสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน...การออกหุ้นใหม่เป็นส่วนที่ทำให้รัฐยังเป็นเจ้าของอยู่
และประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของด้วย คนที่ได้มีโอกาสเข้ามาถือหุ้น
ขอให้มองอีกด้านหนึ่งว่า
เขาเหล่านั้นคือคนที่เอาเงินออมส่วนตัวมาวางไว้กับองค์กร
ทำให้สามารถบริหารกิจการได้มีความแข็งแรงมากขึ้น'
เป็นไปได้ไหมว่าการที่ตลาดหุ้นดิ่งลงทุกวันนั้น
นอกจากความอึมครึมจากสถานการณ์ไฟใต้แล้ว อีกปัจจัยหนึ่งคือกฟผ.ยังแต่งตัวไม่เสร็จ
ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่คึกคักสมใจ (นึก)
เหตุผลที่รัฐบาลเร่งนำรัฐวิสาหกิจเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?
จริงหรือที่แปรรูปแล้ว กฟผ. จะมีประสิทธิภาพจะดีขึ้น ค่าไฟไม่แพง
ไม่มีการผูกขาด?
แท้จริงแล้ว 'สาระสำคัญ' ที่นักวิชาการออกมาคัดค้านอยู่ที่ใด
เป็นเรื่องเดียวกันหรือคนละเรื่องกับที่รัฐบาลกำลังสื่อสารกับสังคม
ใครกันแน่จะมีโอกาสเป็น 'ผู้ถือหุ้น' บริษัท กฟผ.
เมื่อพูดถึงการแปรรูป กฟผ. ก็ต้องอ้างอิงถึงแผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
ที่นักวิชาการมักหยิบยกมาพูดถึง
คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลชวน มีมติเห็นชอบในการจัดทำ 'แผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ'
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบายการพัฒนา
และปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจในทุกสาขาอย่างเป็นระบบ
รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
เพิ่มประสิทธิภาพในการบริการขั้นพื้นฐานต่อประชาชน
โดยแผนดังกล่าวระบุถึงกระบวนการดำเนินการอยางเป็นขั้นตอน
โดยในส่วนของ กฟผ.ให้มีการแยกหน่วยธุรกิจต่างๆ ออกมาจัดตั้งเป็น 'บริษัทลูก'
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหาร หลังจากนั้นจึงมีการแปรรูปบริษัทลูก
ส่วนการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
ให้จัดตั้งหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการจำหน่ายไฟฟ้า)
เช่น การก่อสร้างเสาคอนกรีต การบำรุงรักษา จากนั้นจึงแปรสภาพเป็นบริษัทลูก
ปรับโครงสร้างองค์กร กฟภ.เป็นบริษัทแยกตามพื้นที่การให้บริการ
ต่อจากนั้นจึงแปรรูปบริษัทลูก ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของ กฟน. และ กฟภ.
หากพิจารณาตามหลักการข้างต้นจะพบว่า
รัฐบาลชุดปัจจุบันมิได้ดำเนินการตามแผนแม่บท ในการแยกหน่วยธุรกิจต่างๆ
ออกมาตั้งเป็นบริษัทลูกก่อน (คงเหลือธุรกิจหลักซึ่งได้แก่การจำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนไว้)
แต่กลับแปรรูป องค์กรกฟผ.ทั้งหมด (โดยรัฐยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่)
นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่บรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว
ต้องออกมาคัดค้าน
ถามว่าการแปรรูปเป็นบริษัทลูกย่อยๆ กับแปรรูปในลักษณะบริษัทใหญ่ครั้งเดียว
ต่างกันอย่างไร?
ความต่างนั้นมีแน่ ด้วยต้องไม่ลืมว่า ขณะที่ กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจนั้น
มีสิทธิใช้อำนาจตามกฎหมายในการ เวนคืน เพิกถอน บุกรุกที่ดิน เพื่อกิจการของ กฟผ.
ทว่า เมื่อเอกชนเข้ามาถือหุ้น กฟผ.กลายเป็น 'บริษัท กฟผ.จำกัด'
อำนาจดังกล่าวยังคงอยู่หรือไม่ ? เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า 'ทำไม่ได้'
เพราะขัดต่อหลักความเสมอภาคตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 30
ที่กำหนดว่าบุคคลทุกคนย่อมเสมอกันภายใต้กฎหมาย
และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่ากัน และการที่กฟผ.แปรสภาพเป็น บริษัทจำกัด
ไม่ว่ารัฐบาลจะถือหุ้นมากน้อยเท่าใด ก็ถือว่าเป็น 'นิติบุคคล' ตามกฎหมายเอกชน
นั่นคือประเด็นที่ 1
คณดีคณะนิติศาสตร์ ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
แต่ถูกรัฐบาลทำให้เป็นเรื่องเล็กไปโดยสิ้นเชิง ประเด็นที่ 2
ในเรื่องของการกระจายหุ้น ศ.ดร.สุรพล
มีคำถามว่ารัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการประเมินราคา ตัวอย่างเช่น หุ้นปตท.ราคา
35 บาท ทำไมไม่ใช่ 50 บาท...และว่าการกำหนดราคาแบบนี้คนที่ได้ประโยชน์คือ
'ผู้ซื้อหุ้น' แต่รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์
แล้วใครเป็นผู้ซื้อหุ้น?
คงต้องขออ้างข้อมูลของ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันสหสวรรษ
ที่บอกว่าปัจจุบันมีคนเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 2 แสนกว่าราย (คิดเป็น 0.3%)
ของประชากรทั้งประเทศ และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 2,000
อันดับแรกมีหุ้นเท่ากับผู้ถือหุ้นที่เหลือรวมกัน (1.8 แสนราย) หากดูใน 2
พันรายก็จะพบว่า 10 ตระกูลใหญ่สุดมีสินทรัพย์เท่ากับส่วนที่เหลือรวมกัน
ดังนั้น การอ้างตลาดหลักทรัพย์ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทย คงไม่ถูกต้องนัก ดร.วุฒิพงษ์มีความเห็นว่า
การแปรรูปด้วยวิธีการแบบนี้เป็นการโอนอำนาจผูกขาดจากรัฐ สู่มือ 'เศรษฐีนักการเมือง'
ไม่กี่ตระกูล ถือเป็นการยึดครองทางเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง
ประเด็นที่ 3 ตามที่ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือคนในคณะรัฐบาล
อ้างว่าการแปรรูปจะช่วยลดภาระหนี้ของรัฐ
โดยเฉพาะภาระการค้ำประกันหนี้ของรัฐบาลนั้น ไม่ถูกต้อง
ไม่ตรงกับบทบัญญัติของกฎหมาย
เพราะใน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจมาตรา 24
เขียนไว้ชัดเจนว่าภาระการค้ำประกันของรัฐที่มีมาก่อนหน้านี้ จะคงอยู่ต่อไป
จนกว่าจะมีการชำระหนี้เสร็จสิ้น หรือตกลงเปลี่ยนแปลงการค้ำประกันหนี้ใหม่
รศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
และเป็นผู้มีบทบาทในการทำแผนแม่บทเรื่องการพลังงานในประเทศไทย รศ.ดร.พรายพล
และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนาเรื่อง 'ควรแปรรูปกฟผ.หรือไม่'
ซึ่งจัดขึ้นก่อนหน้าที่กิตติรัตน์จะออกโรงวิพากษ์นักวิชาการ
รศ.ดร.พรายพล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการแปรรูป ว่า 1) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
และประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและผู้ลงทุน 2) ลดภาระการเงินของรัฐ
เพราะหลายประเทศแบกรับหนี้สาธารณะไว้มาก ส่วนวัตถุประสงค์อื่นๆ
ถือเป็นเรื่องรองลงไป เช่น การพัฒนาตลาดทุน
แต่การนำ กฟผ.เข้าขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ ถือเป็นการแปรรูปที่ 'เน้นเฉพาะเรื่องการเงิน'
เท่านั้น ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือ สามารถบรรเทาภาระการเงินภาครัฐลงไปได้ระดับหนึ่ง กล่าวคือ
ในการกู้ยืมต่างๆ
ภาระบางส่วนในการประกันหนี้ตกอยู่กับผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนข้อเสียคือ
ไม่มีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน
เพราะตามแผนของรัฐบาลทักษิณ ระบุว่า หลังนำหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ 25-30%
แล้ว ยังมีการสร้างหรือปรับกิจการไฟฟ้าให้ กฟผ.เป็นผู้ซื้อไฟแต่เพียงผู้เดียว
จากนั้นนำมาขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค (เท่ากับว่าไม่ต่างจากปัจจุบัน)
ประเด็นต่อมา แผนแม่บทดิมมีข้อเสนอว่าส่วนที่เป็นการผลิตไฟฟ้า ซึ่งได้แก่
โรงไฟฟ้าทั้งหลายต้องมีการแข่งขันมากที่สุด ให้เอกชนเข้ามาลงทุนดำเนินการ
หมายความว่า บทบาทในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.จะลดลง แต่กิจการอื่นๆ เช่น
กิจการสายส่ง สายจำหน่าย (ซึ่งมีการผูกขาดโดยธรรมชาติ)
ก็ต้องมีผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว ตามแผนแม่บทกำหนดไว้ว่าการ กฟผ. กฟน. และ
กฟภ. ยังดำเนินการในส่วนนี้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้กำกับดูแล
ส่วนกิจการขายปลีกไฟฟ้า (ซึ่งปกติมีการแข่งขันได้)
จึงมีแผนเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการกล่าวคือ ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกผู้ขายปลีกได้
ผู้ใช้ไฟรายใหญ่อาจซื้อจากโรงไฟฟ้าโดยตรง
จึงมีการกำหนดว่าส่วนไหนแข่งขันได้ก็ให้มีการแข่งขัน ส่วนไหนจำเป็นต้องผูกขาด
ก็ให้ผูกขาดต่อไป แต่ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเป็นธรรม
ซึ่งในแผนแม่บทได้กำหนดให้มี 'องค์กรอิสระ'
ทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้ผลิต ผู้ขายไฟ ผู้ซื้อไฟ
รวมทั้งสร้างระบบให้มีความมั่นคงด้วย
ตามหลักการองค์กรนี้ต้องมีอิสระภายใต้กรอบนโยบาย
รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงการตัดสินใจ ในลักษณะที่สร้างความไม่เป็นธรรม
หรือผิดจากหลักการ รวมทั้งได้กำหนดวิธีการคัดเลือกกรรมการ
มีรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีกฎเกณฑ์ในการดำรงตำแหน่ง
ทว่า ตามแผนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับดูแลมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล
ซึ่งจะถอดถอนเมื่อไรก็ได้
กล่าวโดยสรุป การแปรรูป กฟผ.ตามแนวทางของรัฐบาลทักษิณ
ยังไม่มีความชัดเจนต่อประเด็นต่างๆ ตามที่กล่าวมา ทั้งยังไม่ชัดเจนนักว่า
วัตถุประสงค์ของการแปรรูปที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด
|