|
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป |
กฟผ.ยันค่าไฟฟ้าปัจจุบันไม่แพงการบริหารเหนือกว่าองค์กรอื่น วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2547 |
|
กฟผ.ยันค่าไฟฟ้าในปัจจุบันปรับตัวสูงไม่มาก
เมื่อเทียบกับอดีต 35 ปีที่ผ่านมา ชี้เป็น องค์กรที่บริหารงานมีประสิทธิภาพ
หาเงินนำส่งรัฐเกือบแสนล้าน ในขณะที่หนี้ต่อทุนเพียง 1 ต่อ 1.27 เท่า
ดีกว่าหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมเปิดให้เอกชนเข้าแข่ง
ขันผลิตไฟ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายณรงค์ศักดิ์ วิเชษฐ์พันธุ์ รองผู้ว่าการอาวุโสกลุ่มพัฒนา รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 นี้ กฟผ.จะครบรอบ 35 ปี ในการดำเนินงานจากที่ถือกำเนิดขึ้น โดยการรวมรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าของประเทศในขณะนั้นเข้าด้วยกัน ได้แก่ โรงไฟฟ้ายันฮี การลิกไนต์ และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เริ่มจากความสามารถในการผลิตไฟฟ้าเพียง 908 เมกะ-วัตต์ จนถึงปัจจุบัน กฟผ. มีกำลังการผลิตไฟฟ้า รวม 15,036 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 59 ซึ่งยังไม่รวมการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนอีก 10,611 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนกำลังการผลิตของ กฟผ. จะลดลงอันเนื่องมาจากนโยบายในการให้เอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ กฟผ. ยังถือว่าเป็นองค์กรหลัก และเป็นผู้วางรากฐานพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยในส่วนของราคาค่าไฟฟ้า หากนับย้อนไปในอดีตจะพบว่า ค่าไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้แพงขึ้นมากนัก จะเห็นได้จากค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยในเขตของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในปี 2512 มีราคา 70 สตางค์ต่อหน่วย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่ 1.20 บาทต่อหน่วย ที่เป็นการนำมาตรการใช้ไฟฟ้ามากราคาต่อหน่วยจะลดลง แต่เมื่อปี 2518 เป็นต้นมา ได้มาเปลี่ยนไปในทางอัตราก้าวหน้า ผู้ใช้ไฟฟ้ามากราคาต่อหน่วยจะแพงขึ้น และยังได้กำหนดให้อัตราค่าไฟฟ้าในเขตชนบทเป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าในเขตภูมิภาคลดลงมาเหลือ 70 สตางค์ต่อหน่วย จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 2523-2525 จึงมีการปรับค่าไฟฟ้าเพิ่ม ขึ้นเป็น 3 เท่าถึงหน่วยละ 2.10 บาทต่อหน่วยในช่วงเวลา 3 ปีนี้ และเมื่อมีการนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ ได้ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้ามาอยู่ที่ระดับไม่เกิน 2.10 บาทต่อหน่วยมาเกือบ 15 ปี ก่อนที่จะขยับเป็น 2.40 บาท ในปี 2539 และปรับขึ้นเป็น 2.60 บาทต่อหน่วยในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นว่าค่าไฟฟ้าในอดีตมีราคาต่ำและมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนักเมื่อเทียบกับราคาสินค้าต่างๆ ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า กฟผ. สามารถบริหารงานได้อย่างมีประ-สิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นได้จากการบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยนับจากวันที่ก่อตั้ง กฟผ. มีสินทรัพย์เพียง 5,871 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 374,997 ล้านบาท ในปัจจุบัน มีหนี้ที่เกิดจากการขยายการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และ กฟผ. ได้ผ่อนการชำระหนี้ตามที่กำหนดมาโดยตลอด หากคิดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะเท่ากับ 1 ต่อ 1.27 เท่า ในขณะที่อีกหลายบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 3 ต่อ 1 เท่า โดย กฟผ. ได้นำเงินส่งรายได้แผ่นดินถึงร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ หากนับตั้งแต่ก่อตั้ง กฟผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับแผ่นดินไปแล้วกว่า 95,000 ล้านบาท นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางของกฟผ.หลังจากนี้ไป จากโครงสร้างกิจการไฟฟ้าและแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2004) ที่กฟผ.กำลังเตรียมเสนอรัฐบาลใช้แทนแผนพีดีพี 2003 นั้น กฟผ.ได้นำยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า โดยกำหนดชนิดของเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ผนวกกับความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือพลังงานระหว่างประเทศของกระทรวงพลังงานมาเป็นตัวตั้ง เพราะนอกจากจะรักษากำลังการผลิตสำรองไว้ที่ร้อยละ 15 แล้ว ยังจะรักษากำลังการผลิตของกฟผ. โดยการยืดอายุโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางแห่งออกไป เช่น โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าบางปะกง และมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีก 4 แห่ง ที่จังหวัดสงขลา โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และบางปะกงเพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าจากปัจจุบันจนถึงปี 2553 ซึ่งจะทำให้กฟผ.มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 4,000 เมกะวัตต์
ส่วนโรงไฟฟ้าที่เกิดขึ้นใหม่ช่วงหลังปี 2553
รัฐบาลได้ให้หลักการโดยให้คำนึงถึงความมั่นคงในระบบไฟฟ้า
ซึ่งเห็นชอบโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ ESB
ซึ่งเป็นรูปแบบกิจการไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมในสภาวะปัจจุบัน เพราะกฟผ.จะทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าส่วนหนึ่ง
และเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าอีกส่วนหนึ่ง
เพื่อบริหารระบบไฟฟ้าโดยรวมให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ
โดยเปิดให้มีการแข่งขันด้านประสิทธิภาพการผลิตในระดับหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้ประเทศมีภาพในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
รวมทั้งมีผู้จัดหากำลังการผลิต สนองต่อผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ |