การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

 
ถึงลูกถึงคน

วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2547 “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ”
ผู้ร่วมรายการ
  1. ศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  2. ดร.อัมรินทร์ คอมันตร์ นักวิชาการอิสระ ในฐานะประธานร่วมใจไทยร่วมชาติ
  3. กิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  4. กนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด
สรยุทธ : ให้คนดูที่ดูอยู่ฟังให้เข้าใจว่าเหตุผลที่ค้านเพราะอะไร
ศิริชัย : วันนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ก่อตั้งมา 36 ปี โดยปรัชญาของไฟฟ้าเป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนไทยทุกคน วันนี้เรากำลังจะเปลี่ยนกิจการของรัฐให้ไปเป็นกิจการในรูปของบริษัท แล้วก็กลายเป็นเอกชน อันที่ 2 คือเรื่องความมั่นคง ซึ่งสำคัญมาก เนื่องจากไฟฟ้าที่เกิดขึ้นมีไฟดับ และไม่มีเสถียรภาพของความมั่นคง นี่คือหัวใจสำคัญ ความมั่นคงระหว่างไฟเกินจะไม่ค่อยได้เห็น เพราะไฟฟ้าไปด้วยธรรมชาติด้วยสายส่ง ไม่มีไปเก็บไว้ใส่ปี๊บใส่กระป๋อง หรือแพ็ค ไม่มีครับ เมื่อไฟเหลือจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าไฟขาด นั่นคือความมั่นคงที่เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกที่มีการดับ อย่างเช่นเมื่อกลางปีที่แล้วที่สหรัฐ อิตาลี ในบ้านเราใกล้ๆ ก็มีการดับ

สรยุทธ : ทำไมถึงกลัวจากการเปลี่ยนกิจการของรัฐเป็นไปในรูปของบริษัท
ศิริชัย : เพราะเมื่อไปเป็นเอกชนก็ต้องมุ่งหวังเรื่องกำไรสูงสุด ความเป็นรัฐ มีหน้าที่ให้บริการประชาชน ไม่ได้มุ่งหวังกำไรมาก แต่กำไรเพียงพอในการลงทุน เพื่อให้บริการประชาชนให้ดีที่สุด แล้วส่วนหนึ่งนำไปใช้หนี้ และไปพัฒนาประเทศ ปีนึง 7-8 พันล้านบาท
กิตติรัตน์ : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ อยู่ในกระบวนการที่จะพิจารณากันว่าจะแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ดังนั้นรูปแบบของบริษัทจำกัด (มหาชน) จึงยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ ในปัจจุบันความสามารถในการขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นอันรวดเร็วของ กฟผ.มีอยู่โดยลำดับ แต่การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.โดยตรงมีเพียงประมาณ 50% แต่มีเอกชนอื่นๆ ร่วมทำหน้าที่ในการผลิตอยู่ด้วย ดังนั้น เราอยากเห็นองค์กรแห่งนี้มีความแข็งแกร่งทางการเงิน มีความแข็งแรง และสามารถมีสัดส่วนทางการตลาดที่ดีขึ้น ตรงนี้จะสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนที่เป็นผู้บริโภคได้ว่ามิใช่ดำเนินการไปเรื่อยๆ

สรยุทธ : เมื่อรัฐยังถือหุ้นใหญ่ ก็ต้องคำนึงถึงประชาชน
ศิริชัย : ผมคิดว่าคำนึงถึงประชาชนจริง แต่ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ต้องมีการตอบแทนผู้ลงทุน ผมยืนยันว่ายอดขายไฟฟ้าของ กฟผ.ประมาณ 1 แสนล้านหน่วย เราคิดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 2.5 แสนกว่าล้าน ค่าไฟฟ้าเอฟทีเพิ่มขึ้นประมาณไม่กี่สตางค์ ประชาชนก็บ่นกันแล้วครับ แต่ถ้าหลังแปรรูป ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1 บาท เอกชนได้ถึงแสนล้าน ผมถึงยืนยันว่าค่าไฟฟ้าในทุกประเทศทั่วโลกที่มีการแปรรูปไม่ได้ขึ้นบาทเดียว แต่ขึ้นถึง 100% หรือเท่าตัว เป็นประมาณ 2.50 บาท
กิตติรัตน์ : การที่ค่าไฟฟ้าขึ้นมาจากการแปรรูป หรือมาจากกระบวนการของค่าเชื้อเพลิงที่ขึ้น และแม้แต่ กฟผ.มองย้อนกลับไป 36 ปี ค่าไฟฟ้าขึ้นมาโดยตลอด การที่เอกชนเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ตั้งคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ บางทียังตั้งไม่ได้เลยถ้าไม่ได้รับความกรุณาจากภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่า ดังนั้น การจะไปกำหนดนโยบายในเรื่องของทางธุรกิจ โดยเฉพาะการกำหนดค่าไฟฟ้าเพียงเพื่อตัวเองสามารถทำกำไรได้ ผมเชื่อว่าไม่เกิดขึ้นได้ง่าย

สรยุทธ : ในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้เหรอ
กิตติรัตน์ : แน่นอนครับ อย่างไรก็ตาม ในทางการระดมทุน คนที่เป็นผู้ถือหุ้นก็คงต้องได้รับผลตอบแทนบ้างในเรื่องเงินปันผล
ศิริชัย : อันนี้เป็นตัวเลขจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45 ค่าไฟ 2.40 บาท วันนี้ค่าไฟขึ้นประมาณ 233% แต่ไปดูราคาน้ำมันเบนซินปี 15 ราคา 1.91 บาท และปี 45 ราคา 14 บาท วันนี้เกือบ 16 บาทกว่า เพิ่มขึ้นเกือบพันเปอร์เซ็นต์ครับ ค่าแรงประมาณพันกว่าเปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าค่าไฟขึ้นจริง แต่ขึ้นที่รัฐควบคุมได้
กิตติรัตน์ : เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าไม่ใช่น้ำมันตัวเดียว ขณะเดียวกันเชื้อเพลิงก็ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดของการผลิตไฟฟ้า ด้วยความสามารถของ กฟผ.ที่จะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ก็แน่นอนมีส่วนช่วยทำให้กิจการขยายเติบโตขึ้น และต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่ได้สูงตามขึ้นไปรวดเร็ว เมื่อกี้เราไม่ได้บอกว่าอะไรจะขึ้นเร็วกว่าอะไรนะครับ แต่ผมชี้ว่าขณะที่ยังไม่แปรรูป ก็เห็นค่าไฟฟ้าขึ้นแล้ว

สรยุทธ : แต่เขาบอกว่าถ้าแปรรูป ค่าไฟจะขึ้นเร็วกว่า ขึ้นมากกว่า
กิตติรัตน์ : อันนั้นก็ไม่ได้ข้อมูลหลักฐานที่จะมายืนยันได้

สรยุทธ : ในฐานะฝ่ายคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ดร.อัมรินทร์ : การคัดค้านของผม เนื่องจากผมทำการค้าระหว่างประเทศ และเดินทางไปหลายประเทศด้วย ได้เห็น ได้ศึกษาประเทศต่างๆ ว่าได้แปรรูปแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนของเขา คำจำกัดความของคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” คือกิจการทำเพื่อประโยชน์และความผาสุกของประชาชน นี่คือแก่นของรัฐวิสาหกิจ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ “ For the benefit ” และ “ Well fair of the people ” ส่วนบริษัทก็คือกิจการที่ทำเพื่อมุ่งผลประโยชน์กำไรเป็นหลัก นี่คือความแตกต่าง … … ประการที่ 2 แทบจะไม่มีประเทศไหนในโลกที่แปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว ค่าบริการต่างๆ ไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้วบริการยังเลวลงอีก _ _ประการที่ 3 เมื่อแปรรูปแล้วไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อพนักงาน บางประเทศ พนักงานถูกไล่ออกถึง 2 แสนกว่าคนทั้งประเทศ หรือบางแห่ง 3-4 แสนคน แล้วแต่ขนาดของประเทศ _ _ ประการที่ 4 เมื่อแปรรูปแล้วก็จะตกอยู่ในมือของต่างชาติที่มีศักยภาพเหนือกว่า อย่างอาร์เจนตินาก็แทบจะไม่มีเหลือเลย และของอังกฤษก็ยังตกอยู่ในมือของต่างชาติอย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ และบริการยังเลวลงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจการรถไฟ หรือแม้แต่สายการบินของอังกฤษ หลังจากแปรรูปก็ประสบปัญหา

สรยุทธ : คือห่วยลง แพงขึ้น
ดร.อัมรินทร์ : ตอนขายหาเงินกันป่นปี้เลย พวกที่เกี่ยวข้องนักการเมือง มีคนได้ผลประโยชน์
กิตติรัตน์ : ผมก็เดินทางไปต่างประเทศก็เยอะ กรณีของอาร์เจนตินาเป็นการขายกิจการให้กับผู้ลงทุนต่างประเทศเพียงเพื่อหวังเงินตราต่างประเทศ เอามาประคับประคองเศรษฐกิจของตนในยามวิกฤติ

สรยุทธ : อันนี้คือขายกิจการให้เลย
กิตติรัตน์ : ใช่ครับ หรือกรณีของฮังการีก็มีความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ในที่สุดมีการลอยตัวค่าเงิน ดังนั้น ไม่ใช่ค่าบริการสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น แต่ว่าเกิดเงินเฟ้อตามมาหลังจากเศรษฐกิจมีการวิกฤติ เช่นเดียวกับอเมริกากลาง อเมริกาใต้หลายประเทศ ซึ่งมีการดำเนินการในส่วนนี้ตามความจำเป็นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ และมีการลอยตัวค่าเงิน
ดร.อัมรินทร์ : ความจริงอาร์เจนตินาขายรัฐวิสาหกิจก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะเงินทองหมดจึงต้องขายไป

สรยุทธ : อันนี้ข้อมูลไม่ตรงกัน
ดร.อัมรินทร์ : ครอบครัวของบุช ซึ่งสนิทกับอดีตประธานาธิบดีอาร์เจนตินาที่ขายรัฐวิสาหกิจเกลี้ยง ใกล้ชิดกัน ครอบครัวของเพื่อนบุชเอาเพื่อนฝูงมากวาดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ขนเงินกลับอเมริกาหลายพันล้านเหรียญ ถ้าอยากได้เอกสาร พรุ่งนี้ผมแฟ็กซ์เอาไปให้ก็ได้
กิตติรัตน์ : ผมเห็นรัฐวิสาหกิจหลายแห่งเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) มาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีความแข็งแรง และรัฐยังถือหุ้นอยู่หลายแห่ง อย่างกรณีของประเทศอื่นทำกัน ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างเหตุผล
ศิริชัย : นิวซีแลนด์ขาย 25% เหมือนประเทศไทยเลยครับ วันนี้นิวซีแลนด์กิจการทั้งหมดถูกเทคโอเวอร์ โดยฝรั่งเศส แคนาดา และสวีเดน มาเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นเขื่อน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิง ค่าไฟจากเดิม 3 บาท วันนี้นิวซีแลนด์เกือบ 7 บาท และโอ๊คแลนด์เมื่อ 5 ปีที่แล้วไฟดับ ค่าไฟพุ่งถึง 20 บาท/หน่วย
กิตติรัตน์ : โครงสร้างทางเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ต่างกัน ความสามารถในการเป็นผู้ส่งออกให้ได้ดุลการค้าที่ดี ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีก็ต่างกัน ดังนั้นปัญหาของประเทศนั้นๆ มีกรอบใหญ่ครอบอยู่ เราอยู่กันในคนละสถานะ เราส่งออก เราได้เปรียบดุลการค้า ได้เปรียบดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้น สิ่งที่จะกระทบเป็นลูกโซ่จึงต่างกัน
ศิริชัย : เมื่อเร็วๆ นี้ แอ็คโก้และราชบุรีจะเทขายหุ้นเหลือ 0% วันนี้ถืออยู่ 25% แต่จะเทขายครับ

สรยุทธ : ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ส่วนหนึ่ง
ศิริชัย : กฟผ.ถือหุ้นแอ็คโก้ 25% ราชบุรี 45%
กิตติรัตน์ : ถ้าไปดูแนวนโยบายแปรรูปไว้เดิม สององค์กรนี้ไม่ได้เป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจะยึดมั่นเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเตรียมให้มีสถานะเป็นเอกชน และพร้อมแข่งขันกับ กฟผ.ในระดับหนึ่ง

สรยุทธ : แปรรูปเมื่อไหร่ ผู้บริหารประเทศแสวงหาผลประโยชน์ ค่าบริการเพิ่มขึ้น การบริการเลวลง กระทบพนักงาน ที่สุดไปตกอยู่ในมือต่างชาติ
กนก : ในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์เป็นอีกเรื่องนึง เป็นเรื่องของธรรมาภิบาล เป็นเรื่องของตัวบุคคลหรือกลุ่มคน ไม่น่าจะเกี่ยวกัน ส่วนที่ 2 ราคาค่าบริการสูงขึ้น จริงๆ แล้วการกำหนดราคามีตัวตัด หรือตัวสร้างสมดุลกันอยู่ คือการยอมรับได้ของราคาเป็นอย่างไร คำว่ากำไรไม่ใช่คำต้องห้าม แต่ทำให้องค์กรแข็งแรง ส่วนการบริการเลวลงเป็นเรื่องของการบริหาร เพราะถ้าผู้บริหารหรือพนักงานในองค์กรไม่สนใจ ไม่มีลูกค้าอยู่ในใจ มันเลวลงแน่
ศิริชัย : ก่อนปีใหม่ หุ้นของราชบุรีอยู่ที่ประมาณ 40 กว่าบาท แล้วขึ้นได้ยังไงครับ 50 กว่าบาท ถ้าไม่พอหลังจากปีใหม่ราคาหุ้นก็ตก รัฐมนตรีก็ยังพูดว่าอย่างนี้ก็มีการปั่นหุ้นก็ได้เห็น อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ผมเองไม่ใช่คนเล่นหุ้น กิจการไฟฟ้าเป็นกิจการสำคัญที่จะเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้เห็นตัวอย่าง 2-3 บริษัทที่เกิดขึ้นกับบริษัทของ กฟผ.ที่เป็นบริษัทลูกในการนำร่อง แล้วในวันนี้จะถูกเปลี่ยนทั้งองค์กรไปเป็นเอกชน
กิตติรัตน์ : ถ้าใครตามราคาหุ้น ไม่ใช่หุ้นตัวนี้ตัวเดียว แต่มันตกลงมา ขึ้นไปตอนปลายปี แล้วตอนต้นปีตกลงมาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบกัน
ดร.อัมรินทร์ : ในส่วนของการบินไทยผมเห็นด้วยที่ต้องปรับปรุงกิจการของเขา แต่ผมต้องเรียนว่ากิจการของการบินไทยก่อนที่จะแปรรูป ก็สามารถทำกำไรได้แล้ว ไม่ใช่แปรรูปแล้วทำกำไร และรัฐวิสาหกิจทุกวันนี้เป็นของคนไทย 62 ล้านคน ไม่ใช่เป็นของรัฐบาล แต่คุณกิตติรัตน์บอกว่านักวิชาการ ซึ่งผมก็ไม่ใช่ เอาตัวเลขออกมา และไม่ได้บอกความจริง แต่หนังสือเอกสารจากราชการก็ไม่ได้บอกความจริงเหมือนกัน แต่บอกว่ารัฐวิสาหกิจคือธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เป็นทรัพย์สินของรัฐบาล การนำเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อจะทำให้มูลค่าของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันจากประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท อ้าว..อย่างนี้ก็เอามาปั่นหุ้นสิครับ
กิตติรัตน์ : บ่อยครั้งใช้คำว่าเอกชน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ รัฐเป็นเจ้าของใหญ่ ยังไงก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ การกระจายหุ้นเป็นการแปรสภาพจากนิติบุคคลมาเป็นนิติบุคคลจำกัด (มหาชน) และที่ผมบ่นไปก็บ่นทีเดียว บ่นเมื่อวานนี้ บ่นว่าข้อมูลบางอย่าง โดยเฉพาะการใช้คำบางคำ มันนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน

สรยุทธ : คุณกิตติรัตน์จะบอกว่าขายกิจการ กับขายหุ้นไม่เหมือนกัน
กิตติรัตน์ : การออกหุ้นใหม่เป็นส่วนที่ทำให้รัฐยังเป็นเจ้าของอยู่ และประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของด้วย คนที่ได้มีโอกาสมาถือหุ้น ขอให้มองอีกด้านนึงนะครับว่า เขาเหล่านั้นคือคนที่เอาเงินออมส่วนตัวมาวางไว้กับองค์กร ทำให้สามารถบริหารกิจการได้มีความแข็งแรงมากขึ้น

สรยุทธ : แปรรูปสามารถวัดผลได้ ประสิทธิภาพดีขึ้น บริการดีขึ้น จริงมั้ย
กนก : เป็นไปได้ แต่ต้องมองระยะยาว คือการทำอย่างไรให้บริษัทหรือองค์กร จะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ก็ตาม มีการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสมดุล ถ้าทำให้มีสมดุลได้ ราคาที่จะพุ่งปรู๊ดไปเลยก็จะไม่เกิดขึ้น และเมื่อเราขายหุ้นไป ผู้ลงทุนหรือผู้ลงทุนก็จะตรวจสอบเรา ซึ่งเราจะต้องยิ่งเร่งเรื่องกระบวนการการควบคุมภายใน (Internal Control)
ดร.อัมรินทร์ : รัฐวิสาหกิจก็มีระบบการตรวจสอบที่มีสมรรถภาพอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นป่านนี้รัฐวิสาหกิจไม่มีเหลือแล้ว จำได้ไม๊แบงก์บีบีซีเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ 4 พันล้านสูญเสียไป นายราเกซจำได้ไม๊ มีการตรวจสอบไม๊ครับ
ศิริชัย : ระบบการตรวจสอบภายใต้องค์กรของรัฐมีอยู่แล้วครับ เรามี ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และที่สำคัญเรายังมีสภาพแรงงานพร้อมที่จะตรวจสอบด้วยครับ

สรยุทธ : ถ้า กฟผ.ไม่แปรรูป การลงทุนของ กฟผ.จะขยับช้า เพราะรัฐไม่มีความสามารถที่จะมาค้ำประกัน หรือไปกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ กฟผ.มีส่วนแบ่งตลาดในการขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ 50% โดยประมาณ ในที่สุดเมื่อ กฟผ.ขยายไม่ได้ ส่วนแบ่งตลาดก็จะลดลงๆ เพราะจะมีบริษัทเอกชนรายอื่นเข้ามาขายไฟฟ้า
ดร.อัมรินทร์ : กิจการ กฟผ.มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่ผ่านมามีการขยายมาโดยตลอดเลย ไม่ต้องเอาหุ้นขายให้ใครซักบาทเดียว ถ้ารัฐบาลบอกว่าเป็นภาระหนักของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลรับไม่ไหวก็อย่าเป็นรัฐบาลสิครับ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาไม่ต้องขายแม้แต่หุ้นเดียว ทำไมเขาอยู่ได้ เพราะ กฟผ.ก็สามารถจ่ายเงินต้นได้ จ่ายดอกเบี้ย มันเดือดร้อนอะไรกับรัฐบาล การขายรัฐวิสาหกิจของไทยที่ผ่านมา ผมยังไม่เห็นมีอันไหนที่โปร่งใสและไม่ชอบมาพากลแม้แต่อันเดียว
กนก : อย่างการบินไทยที่แปรรูป มันมีอะไรที่ด่างพร้อยหรือบกพร่องยังไง
ดร.อัมรินทร์ : ก่อนที่ผมพูดเรื่องการบินไทย ขอพูดเรื่อง ปตท.ก่อน เพราะหุ้น ปตท.ไปอยู่ในมือของผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ญาติพี่น้อง กันเยอะแยะ ตั้ง 30 ล้านหุ้นได้มั๊ง อย่างนี้มันเหมาะไม๊ให้มีการขาย
กิตติรัตน์ : ที่บอกว่ารัฐบาลในอดีตไม่ต้องขายแม้แต่หุ้น รัฐวิสหกิจก็อยู่มาได้ ก็จริงนะครับ แต่การดำเนินการตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเต็มทั้ง 100% ไม่ต้องขายหุ้นเดียวก็จริง แต่วันนี้ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพียงประมาณ 50% เท่านั้น ทำไมถึงเกิดกระบวนการอย่างนั้นล่ะครับ หนี้เงินกู้ 1.4 แสนล้านบาท ครื่งนึงเป็นเงินกู้ต่างประเทศ
ดร.อัมรินทร์ : ทรัพย์สินของ กฟผ.มีถึง 4 แสนล้าน และหนี้แค่ 2 แสนล้าน สบายมาก ท่านก็ทราบดี นักการเมืองบางคนต้องการหารายได้จากการที่บริษัทเล็กๆ พวกนั้นเข้ามา มีการวิ่งเต้นกันครับ

สรยุทธ : อย่าไปเอ่ยชื่อเขา
ดร.อัมรินทร์ : ไม่เอ่ยครับ อย่างเช่นบริษัทที่เป็นตัวแทนของบริษัทไฟฟ้าต่างชาติ วิ่งกับนักการเมือง และมาเปิดบริษัทเล็กๆ ที่มาใช้ชื่อไทย แต่ตอนหลังก็ไปขายให้กับฝรั่งไป
ศิริชัย : เรามีการชำระหนี้เงินกู้ปี 42 ถึงปี 46 ก่อนล่วงหน้า เพราะเราบริหารการเงินเพื่อลดภาระหนี้ต่างประเทศให้เหลือน้อยที่สุด ถ้ารัฐมีความจริงใจจะเก็บองค์กรนี้ไว้ ปลดเงื่อนไขสิครับ โดยที่ กฟผ.กู้เงินถ้าเกิน 40 ล้านบาท ต้องไปขอมติ ครม.

สรยุทธ : คุณกิตติรัตน์ยืนยันว่าไม่ใช่ขายกิจการ ขายหุ้น สรุปเลยครับ
กิตติรัตน์ : ผมว่าไม่ใช่ขาย และไม่ใช่เป็นเอกชน รัฐยังถือหุ้นใหญ่ ย่อมเป็นรัฐวิสาหกิจ
ศิริชัย : วันนี้จะเอาไฟฟ้าและประปาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมคิดว่าเป็นเรื่องของประชาชน รัฐจะทำอะไรควรถามประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แล้วพนักงานจะถอยกลับเลยครับ
กิตติรัตน์ : ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอันเป็นจริง ครบทุกแง่ทุกมุม ไม่มีการบิดเบือน.


1