การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแปรรูป

กฎหมายเปิดช่องนักการเมือง จำหน่ายทรัพย์สินของชาติ

วันพุธที่ 21 เมษายน 2547

โดย คณิน บุญสุวรรณ

กฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ มรดกบาปของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ซึ่งถือกำเนิดและได้รับการผลักดัน อย่างเต็มที่ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ และกำลังถูกรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ฉวยโอกาสเก็บเกี่ยวและตักตวง ผลพวงอย่างรีบเร่งและรวบรัดอยู่ในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็นกฎหมาย ที่ให้อำนาจนักการเมือง เอาทรัพย์สินของชาติไปจำหน่ายให้เกิดประโยชน์

กฎหมายทั้ง 11 ฉบับ สามารถนำมาจัดแบ่งตามลักษณะของการขายได้เป็นสี่ประเภท ได้แก่

1.ขายแผ่นดิน
2.ขายการทำกิน
3.ขายทรัพย์สิน และ
4.ขายอิสรภาพ

ในส่วนของกฎหมายขายทรัพย์สิน ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 นั้น คำว่า "ทรัพย์สิน" ในที่นี้หมายถึง ทรัพย์สินของชาติทุกประเภทที่ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษที่บรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหลายครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์และใช้ประโยชน์ตลอดมา ในฐานะหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ ที่หลอมรวมอยู่ในทุนและทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนบรรดาสิทธิการเช่าและใช้ประโยชน์จากที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ป่าสงวน และที่ราชพัสดุด้วย

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาที่ดินจำนวนมหาศาลที่เวนคืนมาจากคนไทยหลายรุ่นและหลายอาชีพด้วยกัน ทรัพย์สินหรือสมบัติของชาติทั้งหมดนี้จะถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุนและต่างชาติจนหมดสิ้นในอนาคต ภายใต้การบังคับใช้ของ พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ทั้งนี้เพราะกฎหมายฉบับนี้มีหลักการและสาระสำคัญพอสรุปได้ ดังต่อไปนี้

1.เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เพื่อเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจให้เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า เป็นกฎหมายที่แปลงทุนรัฐวิสาหกิจให้เป็นหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด นั่นเอง

2.ให้มีการกระจายหุ้นที่รัฐถือไว้จากการแปลงทุนเป็นหุ้นให้แก่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการในรัฐวิสาหกิจเดิม ซึ่งกลายสภาพไปเป็นบริษัทใหม่โดยสิ้นเชิง

3.ให้มีคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในหลักการ ให้นำทุกอย่างของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งแห่งใดมาเปลี่ยนสภาพให้เป็นหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด

4.เมื่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเช่นกันอนุมัติในหลักการให้เปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจใดเป็นหุ้นในรูปของบริษัทแล้ว ให้มีคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทประกอบด้วย ปลัดกระทรวงที่รัฐวิสาหกิจแห่งนั้นสังกัดอยู่เป็นประธานกรรมการ กรรมการอื่นประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมทะเบียนการค้า ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจที่จะเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสามคน

5.คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทมีอำนาจดำเนินการทุกอย่าง เพื่อให้มีการเปลี่ยนทุนรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นบริษัท โดยเสร็จสิ้นสมบูรณ์จนถึงขั้นจัดทำร่างประกาศของคณะรัฐมนตรีเพื่อยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ในกรณีที่มีการโอนกิจการของรัฐวิสาหกิจไปทั้งหมด

6.การดำเนินการเปลี่ยนทุนรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นบริษัทของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวนั้น จะจัดตั้งเป็นบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทก็ได้ และในกรณีจัดตั้งเป็นหลายบริษัท จะเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นทีละบริษัทก็ได้ หรือจะเปลี่ยนทั้งหมดในคราวเดียวกันก็ได้

7.เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจใดเป็นหุ้นและจัดตั้งบริษัทแล้ว ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณีดำเนินการจดทะเบียนบริษัทนั้น ตามรายละเอียดที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

8.ในวันที่จดทะเบียนบริษัท ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโอนไปเป็นของบริษัท

9.
ในส่วนของ "หนี้" ที่โอนไปเป็นของบริษัท นั้น ถ้าเป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้นั้นต่อไป

10.
ในส่วนของ "สิทธิ" ที่โอนไปเป็นของบริษัทนั้น ให้หมายความรวมถึงสิทธิในการใช้หรือสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย

11.ให้วันจดทะเบียนบริษัท ให้บรรดาพนักงานรัฐวิสาหกิจตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเปลี่ยนสภาพเป็น "ลูกจ้าง" ของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยการเปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้นของบริษัทนั้นโดยให้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์เท่าเดิม และให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานของรัฐวิสาหกิจเดิมที่เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทยังคงอยู่ต่อไป

12.ในกรณีที่มีมติคณะรัฐมนตรียุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้น เป็นอันยกเลิกตามเงื่อนเวลาที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และถึงแม้จะยกเลิกรัฐวิสาหกิจใดไปแล้ว บริษัทที่เคยมีอำนาจได้รับยกเว้น มีสิทธิพิเศษหรือได้รับความคุ้มครองอยู่ก่อน ก็ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ถูกยกเลิก คงใช้บังคับต่อไป ตามระยะเวลาที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

13.มาตรา 28 ของพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจดังกล่าว ได้บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีมติคณะรัฐมนตรียุบเลิกรัฐวิสาหกิจใดให้ถือว่า กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นอันยกเลิกตามเงื่อนเวลาที่กำหนด ในพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นเพื่อการนั้น"

พูดง่ายๆ คือ ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีออกพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ นั่นเอง

ถ้ามีการบังคับใช้และปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจอย่างครบถ้วนในอนาคต ก็เป็นที่แน่นอนว่า บรรดาทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจทุกประเภทและทุกรูปแบบ ซึ่งรวมเรียกว่า "สมบัติของชาติ" ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน สัมปทาน งบประมาณแผ่นดิน เงินทุน สิทธิประโยชน์รายได้เข้าคลัง โครงข่ายโทรคมนาคม สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ที่ราชพัสดุ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ โรงจักร สายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง อาคาร สวนสาธารณะ สนามกอล์ฟ ที่ดินของการรถไฟจำนวนกว่าสามแสนไร่ และอื่นๆ ก็จะถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของเอกชน รวมถึงทุนต่างชาติ

แม้แต่ รัฐวิสาหกิจประเภท สาธารณูปโภค สาธารณูปการ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของคนไทย อันได้แก่ กิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กิจการไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กิจการประปานครหลวง และกิจการประปาส่วนภูมิภาค ก็คงถูกขายให้เอกชนในที่สุด

ที่สำคัญคือ เมื่อรัฐวิสาหกิจด้านกิจการคมนาคม เช่น การท่าอากาศยาน การท่าเรือ การบินไทย การรถไฟ รถไฟฟ้า จะถูกแปลงไปเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดโดยสมบูรณ์ในอนาคต จึงน่าจับตามองว่าประเทศไทยจะต้องสูญเสียเอกราชอธิปไตยทางด้านน่านฟ้า (รวมถึงสิทธิการบิน) น่านน้ำ บนดิน และแม้แต่ใต้ดินด้วยหรือไม่? แล้วเราจะนั่งงอมืองอเท้ารอให้วันนั้นมาถึง และส่งผลกระทบต่อลูกหลานในอนาคต โดยไม่ทำอะไรเลยหรือ?
 


1