Click here to visit our sponsor

โรคลำไส้อักเสบ ( Parvoviral Enteritis )

                  โรคลำไส้อักเสบหรือโรคลำไส้อักเสบพาร์โวไวรัส (Parvoviral Enteritis ) เป็นโรคติด
ต่อของ ระบบทางเดินอาหารที่มีการระบาดได้อย่างรวดเร็วลูกสุนัขป่วยตายเนื่องจากสูญเสียเลือด และนำจากร่างกายกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นปัญหาต่อการเลี้ยงลูกสุนัขในประเทศ ไทยค่อน
ข้างมาก
สาเหตุ เกิดจากเชื้อเคไนน์ พาร์โวไวรัส ไทป์ 2 การติดต่อเกิดขึ้นโดยการกินอาหาร หรือน้ำที่ปน เปื้อนเชื้อในอุจจาระ น้ำลาย หรือสิ่งอาเจียนของสัตว์ป่วย
อาการ ลูกสุนัขอายุ 3-8สัปดาห์อาจตายกระทันหันเนื่องจากหัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนมากสัตว์มีไข้สูง อาเจียน เบื่ออาหาร ซึม สิ่งอาเจียนมีลักษณะเป็นมูกและมีน้ำดีปนออก มา
ด้วย ต่อมาท้อง ร่วงรุนแรง อุจจาระมีเลือดปน กลิ่นเหม็นเน่ามาก สัตว์ป่วยเสียน้ำและ เกลือแร่
ออกจากร่างกายรวดเร็ว ทำให้อ่อนเพลีย และตายในที่สุด
การรักษา

1. ให้สารน้ำ เช่น สารละลายแลคเตต รินเจอร์ (Lactate Ringerus Solotion) ขนาด 90 ลูก บาศก์เซนติเมตรต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือสารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนต ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับสภาวะของร่างกาย
2.การใช้ยาระงับอาเจียน เช่น ไตรเมโทรเบนซาไมค์ (Trimethobenzamide) ขนาด 3 มิล
ลิ กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ยานี้ออกฟทธิ์ที่ศูนย์ควบคุม การอาเจียนที่สมองโดยตรง บาง ท่านนิยมให้ยาระงับอาเจียนจำพวก อะโทนปินซัลเฟต (Atropine Sulphate) ซึ่งก็ให้
ผลดี แต่ข้อคำนึงถึง คือ ยานี้มีผลทำให้สารพิคั่งค้างในลำไส้เล็กได้นานขึ้น และมีการดูด
ซึม สาร พิษกลับเข้าสู่ร่างกายทำให้สุขภาพทรุดโทรมยิ่งขี้น
3. ให้ยาน้ำคาโอลิน-เพ็คติน (Kaolin-Pectin) เพื่อให้ยานี้เคลือบเยื่อลำไส้และดูดซับสาร
พิษ ต่างๆ แต่ควรให้เมื่อสามารถระงับอาเจียนได้แล้ว
4. ให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้างเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย
5. ควรงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จนกระทั่งอาการท้องร่วงทุเราลง

การป้องกัน ควรฉีดวัคซีนตามเวลาที่เหมาะสม ครั้งแรกเมื่อสุนัขอายุได้ 2-2เดือนครึ่ง และฉีด
กระตุ้น ซ้ำเมื่ออายุได้ 3 เดือนครึ่ง-4 เดือน หลังจากนั้นควรฉีดให้สุนัขทุกปีๆ ละ 1 ครั้ง



[ TOP ]


โรคแคงเกอร์ ( Canker )

                  โรคแคงเกอร์เป็นโรคที่เกิดกับหู เป็นกับสุนัขที่สูงอายุ โดยเฉพาะสุนัขที่มีใบหูยาวๆ
ทำให้ บวมในหูซึ่ง สัตวแพทย์บางท่าน กล่าวว่าเกิดจากปรสิตเล็กๆชนิดหนึ่ง แต่ตรงกันข้ามยัง ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดค้นพบปรสิตนี้เลย เมื่อเกิดโรคขึ้นจะสังเกตุเห็นเพียงสุนัขสะบัด ศรีษระ
บ่อยๆ และมีอาการปวดหูข้างที่บวมอักเสบนั้น ในตอนต้นจะสังเกตเห็นเพียงว่ารู หูของสุนัขเริ่ม
อักเสบบวมแดงเล็กน้อย ตรงที่เป็นเนื้ออ่อนที่สุด ฉะนั้นถ้าจะทำอะไรให้เขา ก็ควรทำให้เบามือ
จริงๆ เมื่อมีอาการป่วยในขั้นแรกถ้าสังเกตที่หูให้ดีแล้วจะมีกลิ่นเหม็น ออกมา ซึ่งเป็นอาการ
ป่วยที่เริ่มปรากฎ ถ้าไม่รีบรักษา โรคแคงเกอร์จะกำเริบมากขึ้นและ ช่องหูจะเต็มไปด้วยหนอง
กลิ่นเหม็นไหลออกมา ถ้าสุนัขข่วนเกาอยู่เสมอ จะทำให้อาการ หนักลงไปเป็นลำดับโรคนี้รักษา
ได้หลายทางเป็นต้นว่า โรยผงบอริก(Boric acid powder) เข้าไปในหูแต่จากประสบการณ์ ไม่ว่า
จะเป็นผงอะไรมักจะรวมตัวกันเป็นก้อนเกาะจับตาม ช่องหู
                   วิธีที่ดีที่สุดในการรักษา ก็คือใช้กลีเซอรีนคาบอริก (Glycerine of carboric acid ) โปรดจำไว้ว่า กรดคาบอริกไม่ว่าจะเป็นชนิดใดๆ ก็ล้วนเป็นพิษกับสุนัข ฉะนั้นเวลาใช้จะ ต้อง ระมัดระวังมาก ควรเอาสำลีพันปลายไม้เล็กๆ แล้วจุ่มกลีเซอรีนคาบอริก บีบพอหมาดๆ แล้วทา
เบาๆ ตามช่องหู เช็ดเอาสิ่ง โสโครกสกปรกออกให้หมดเท่าที่จะทำได้ ควรทำเช่นนี้ วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและตอนกลางคืน ถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งในการรักษา ก็ควรใช้ไฮโดร เยนเปอร์ออกไซด์
ชะล้างให้บ้าง กลีเซอรีนคาบอริกจะทำให้ตรงที่บวมค่อยๆแห้งและทำ ลายเชื้อทำให้อาการเจ็บ
บรรเทาลงได้ การใช้กระบอกฉีดยาเข้าไปมักจะทำให้สิ่งสกปรก เคลื่อนลึกเข้าไป และทำให้
อาการบวมเรื้อรังต่อไปอีกได้ การรักษาความสะอาดอยู่เสมอ จะเป็นการป้องกันโรคแคงเกอร์
ได้เป็นอย่างดีที่สุดควรทำความสะอาดหู ของสุนัขทุกๆสัปดาห์ โดยใช้สำลีพันไม้ตามที่กล่าวมา
แล้วข้างต้น จุ่มแอลกฮอล์แล้วบีบให้หมาดๆแยงเข้า ไปเบาๆ เพื่อเช็ด เอาสิ่งสกปรกออกมา
โปรดจำไว้ว่า เยื่อในหูมีความรู้สึกไวมาก และอาจ ได้รับบาดเจ็บได้ง่าย ฉะนั้นควรทำโดยเบา
มือที่สุด



[ TOP ]


โรคกระดูกอ่อน

                  โรคกระดูกอ่อนจะเกิดกับลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติยโต เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่ขาด
แคลน ธาตุอาหาร
สาเหตุ เนื่องมาจากสภาพบางอย่าง เช่น ได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ร่างกายของสุนัขต้องการวิตา มินเพื่อช่วยให้สามารถใช้แคลเซียมให้เป็นประโยชน์ แม้สุนัขจะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่สูง แต่ขาดวิตามินดี สุนัขก็จะแสดงอาการของโรคกระดูกอ่อน น้ำมันทำให้การใช้วิตามินดีลดน้อยลง ความต้องการแคลเซียมของร่างกายที่จะทำให้กระดูกเจริญเติบโตเป็น ปรกติ ต้องมีปริมาณที่
เหมาะสมซึ่งได้จากอาหารเสริมหรืออาหารที่กินเข้าไป อัตราส่วนของฟอสฟอรัสและแคลเซียมต้อง
อยู่ในอัตรา 1.2 ต่อ 1 ถ้าได้รับฟอสฟอรัสมากเกินไปจะ ทำให้แสดงอาการขาดแคลเซียมในสุนัข แม้ว่าการเสริมแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม สุนัขจะมีขาโค้งงอและมีข้อที่เป็นปม เนื่องจาก
ไม่มีการสะสมของแคลเซียม ทำให้กระดูกอ่อนและกระดูกอาจ แตกได้ ขามักจะพิการแลพอาจมี
ปุ่มปมตามปลายของกระดูกซี่ โครง การวินิจฉัยโรค ค่อนข้างจะง่ายโดยดูจากอาการ และสามารถ
ยืนยันโดยการเอ็กซเรย์หรือการตรวจหาอาหารระดับแคลเซียม/ฟอสฟอรัสในเลือด การป้องกันและรักษา โดยการให้อาหารที่เหมาะสมหรือเสริมด้วยวิตามินดี แคลเซียมและฟอส
ฟอรัส สุนัขพันธุ์ เล็กไม่ค่อยจะแสดงอาการดังกล่าว เนื่องจากน้ำหนักตัวไม่มากเหมือนกับสุนัข
พันธุ์ยักษ์ เช่น สุนัขพันธุ์เกรทเดนปริมาณแคลเซียมสำหรับสุนัขพันธุ์ยักษ์ควรจะอยู่ราว 1 เปอร์ เซนต์ของน้ำหนักอาหารเปียกและ 5 เปอร์เซนต์เป็นระดับปรกติสำหรับพันธุ์สุนัขที่เล็ก กว่า เนื่องจากอาหารสำเร็จที่เป็นอาหารเปียกจะมีแคลเซียมราว 0.4 เปอร์เซนต์ ความต้องการของ
สุนัขใหญ่มีถึง 60 เปอร์เซนต์ บางครั้งจึงต้องเสริมแคลเซียมลงไป อาศัยพื้นฐานที่ว่าแคลเซียม
240 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ ของน้ำหนักตัวในสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่กำลังเจริญเติบโตสามารถ
คำนวณได้ว่าลูกสุนัขพันธุ์เกรทเดนหนัก 30 ปอนด์ ต้องการ แคลเซียม 7.2 กรัม อาหารสำเร็จที่
ได้มาตราฐานจะให้แคลเซียมโดยเฉลี่ย 3.6 กรัมการเสริมแคลเซียมมากน้อยแค่ไหนต้องคำนึง
ถึงน้ำหนักของสุนัข พันธุ์สุนัขและปริมาณอาหารเสริมและควรเป็นอาหารเสริมที่ง่ายในการให้ใน
ปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสควรเป็นอาหารเสริมที่ไม่ประกอบด้วยแคล-
เซียมไดฟอสฟอรัสแต่เพียงอย่างเดียว เมล็ดพืชและธัญพืชส่วนใหญ่จะมีฟอสฟอรัสมากกว่าแคล
เซียม ต้องระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อสุนัขใกล้จะเจริญเติบโตเต็มที่ การเสริมแคลเซียมควรต้องลด ลงให้เหลือราว 0.5เปอร์เซนต์ของสารอาหาร ดังนั้นควรคำนึงถึงความสมดุล ระหว่าง อายุและ
น้ำหนัก จึงไม่ควรเพิ่มแคลเซียมขึ้นไปเรื่อยๆ



[ TOP ]


พยาธิแส้ม้า

          พยาธิแส้ม้าชื่อนี้คงได้มาจากลักษณะของตัวพยาธิเอง เนื่องจากเมื่อมองดูแล้วโดยทั่วไปจะ ยาวราว 2 นิ้ว ที่จะยาวถึง 3 นิ้วนั้นหาได้ยากมาก ลำตัวของพยาธิแส้ม้าจะไม่ใหญ่กว่าเส้น ด้ายสำ
หรับเย็บผ้า ยิ่งกว่านั้นปลายข้างหน้า จะยิ่งเล็กกว่าส่วนที่เหลือของลำตัวเสีบอีก และ จะยาวราว 3
ส่วน4 ของความยาวทั้งหมด พยาธิแส้ม้าอาศัยอญุ่ในลำไส้ใหญ่และในกระพุ้ง ลำไส้ใหญ่อันเป็น
ส่วนหนึ่งของลำไส้มีลักษณะคล้ายกับไส้ติ่งของมนุษย์เรานั่นเอง บางครั้ง ก็เรียกว่าไส้ตัน
          เจ้าพยาธิแส้ม้าจะเกาะติดอยู่ในกระพุ้งลำไส้โดยใช้ส่วนที่เรียวเล็กของลำ ตัวสอดแทรก
เข้าไปในผนังของกระพุ้ง ไข่ของพยาธิแส้ม้าจะถูกกลืนกินเข้าไปโดยสุนัข และจะฟักออกเป็นตัว
ในลำไส้เล็กแล้วจะคืบคลานเข้า ไปอยู่ในกระพุ้งลำไส้ใหญ่และลำไส้ใหญ่ การที่จะพบพยาธิที่ว่า
ในลำไส้ใหญ่ก็ต่อเมื่อมีการระบาดของพยาธิชนิดนี้ อย่างรุนแรงแล้วไม่ได้ให้ยาเพื่อฆ่าพยาธิเท่า
นั้น ไข่ของพยาธิแส้ม้าจะติดออกมากับอุจจาระแล้วติดต่อเมื่อเวลาผ่านไปสามสัปดาห์จนถึงหลายๆ
เดือน สุนัขได้รับตัวอ่อนของพยาธิโดยกินไข่พยาธิในระยะติดต่อระยะเวลานับจากไข่เข้าไปอยู่
ในลำไส้จนเจริญเป็นตัวแก่ของพยาธิใช้เวลาราว 3เดือน อาการ หากสุนัขมีพยาธิแส้ม้าไม่มาก ก็จะไม่ทำให้เกิดโทษมากมาย แต่หากมีพยาธิมากก็จะมีอา การย่อยที่ไม่ปรกติ ท้องเสีย น้ำหนัก
ลด หงุดหงิด และกระตุก พยาธิแส้ม้าจะไม่ดูดเลือดเหมือนกับพยาธิปากขอถึงกระนั้นก็ตามมัน
อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้โดยเชื่อว่าพยาธิ แส้ม้าจะผลิตสารพิษที่ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
การป้องกัน อุจจาระที่มีพยาธิแส้ม้าจะต้องถูก กำจัดออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งดินที่มีพยาธิชนิด
นี้ก็ควรจะต้องขุดทิ้งโดย ขุดให้ลึกหลายๆ นิ้ว แล้วนำทรายสะอาดมาถมแทน ยาฆ่าเชื้อโรคทั่วไป
ไม่สามารถฆ่าพยาธิแส้ม้าได้ แต่จะ ตายเมื่อถูกแดดเผาเนื่องจากไม่สามารถทนแสงอัลตร้า ไวโอเลตที่เข้มข้นได้
การรักษา ยาที่ฆ่าพยาธิชนิดอื่นก็สามารถฆ่าพยาธิแส้ ม้าแต่ปัญหาอยู่ตรงที่พยาธิชนิดนี้มัก จะ
หลบซ่อนอยู่ในกระพุ้งลำไส้ใหญ่ซึ่งไม่อาจจะฆ่ามันได้โดยการกินยาฆ่าพยาธิในขนาด ธรรมดา
หากแค่ต้องใช้ยาในขนาดที่มากกว่ามาก ยาที่ใข้ส่วนใหญ่ได้แก่ เอ็น บิว ทีล คลอ ไรด์ ( N butyl
chloride ) ขนาดที่ให้จะมากกว่าสามเท่าของการให้สำหรับถ่ายพยาธิชนิดอื่น ก่อนใช้ยา ควรให้
สุนัขอดอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และก่อนให้ยาควรให้สุนัขกินยาแก้ คลื่นไส้ เช่น ยาที่มีโซ
เดียมโบรไมด์เป็นส่วนประกอบ โดยให้ตามน้ำหนักตัวของสุนัขตามสัด ส่วนที่ใช้กับคน หลังจาก
ให้ยาถ่ายพยาธิแล้วหนึ่งชั่วโมง ก็สามารถให้อาหารแก่สุนัข หาก การให้ยาแล้วไม่ได้ผล ก็ควรให้กินอีกหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์



[ TOP ]


โรคเรื้อนของหมา

            เวลาที่หมามีอาการป่วยเป็นโรคผิวหนังไม่ว่า จะเป็นแผลเกาหรือเป็นตุ่ม ผิวหนังอักเสบ มักจะทำให้ท่านเจ้าของเข้าใจว่า หมาของท่านป่วยเป็นโรคเรื้อนเสมอเรียกว่าโรคเรื้อน เป็นพระ
เอกตลอดกาล ถ้าหมาป่วยเป็นโรคผิวหนัง วันนี้ผมเลยขอนำท่านมาคุยกันเรื่อง โรคเรื้อนในหมา
ว่า แท้จริงแล้วสาเหตุของเรื้อนนั้นมันเกิดจากอะไรกันแน่
           เรื้อนในหมา เกิดจากเจ้าปาราสิตตัวเล็กที่อาศัยอยู่บนผิวหนังซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิดทำ
ให้เรา จำแนก โรคนี้ออกเป็น2 กลุ่มด้วยกันคือ โรคเรื้อนแห้ง(Sacropticasis)  เกิดจากเจ้า
ตัวไรเล็กๆ(Mange mite) มีขนาดเพียง 0.3-0.5 m.m.มองไม่เห็นหรอกครับต้องใช้กล้องจุลทรรศน์
ช่วยส่องดู เจ้าไรตัวนี้จะอาศัยอยู่บนผิวหนัง ส่วนบนและกินเศษของผิวหนังเป็นอาหาร ไรจะขุด
ผิวหนังเป็นอุโมงค์เลยครับ เรียก ว่าทำเป็นที่แพร่พันธุ์ วางไข่ เสร็จสรรพ หมาที่ป่วยเป็นโรค นี้
จะมีอาการคันเกามากโดย เฉพาะที่ใบหูทั้ง 2 ข้าง และข้อศอกพับนอก ผิวหนังเป็นสะเก็ด จากนั้น ขนจะร่วงครับ และจะเริ่มแพร่กระจายไปที่ใต้คอ อก หมาจะเกาจนเลือดออกเลยครับ แล้วมันจะ
ลามจนทั่วตัว ผิวหนังจะเป็นแผ่นสะเก็ดๆทั้งตัวอย่างที่เราบอกว่า หมาหนังกลับนั่นล่ะครับ
การรักษา ต้องทำการตรวจดูก่อนครับว่าใช่เรื้อนหรือไม่ ถ้าหมาที่มารักษาที่คลีนิกป่วยมีอาการ
ข้าง ต้น หมอ จะทำการขูดผิวหนังส่วนที่เป็นสะเก็ดไปตรวจส่องดูด้วยกนองจุลทรรศน์ หมาที่เป็น
เรื้อนชนิดนี้ รักษาหายได้แน่ๆ ครับ ต่อให้ไม่มีขนแม้แต่เส้นเดียวก็หายครับ ไม่ต้องห่วง เราลอง
มาดูโรคเรื้อน อีกชนิดครับ คือ โรคเรื้อนเปียก (Demodiscoid)   มีสาเหตุเกิดจากเจ้าแมลง
เล็กๆ อีกเช่นกันครับ แต่ เป็นแมลงที่อาศัยอยู่ในรูขุมขนของหมา รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวครับ เหมือนจระเข้ตัวยาว กลม มีขาอยู่ที่อก 8 ขา เจ้าเรื้อนตัวนี้ล่ะครับ จะทำให้หมาท่านเสียโฉมมาก ถ้าเกิดป่วยเข้า หมาที่ป่วยเป็นเรื้อนเปียก จะมีอาการเป็นเม็ดตุ่มแดงๆขึ้น เริ่มจากเป็นตุ่มแดง
เล็กๆ ที่ ใบหน้า เช่น แก้ม คิ้ว หรือ บริเวณใต้คาง จากนั้นจะแพร่กระจายออกไปจากหัวไปสู่หลัง
ใต้ท้อง อก หมาที่ป่วยจะมีผิวหนังอักเสบมาก มักมีการติดเชื้อแทรกซ้อนของแบคทีเรีย บนผิว
หนังทำให้ตุ่มแดง แปรเปลี่ยนเป็นตุ่ม หนองมีเลือดออกเยิ้มเต็มร่างกาย
ตัวที่เป็นมากๆ จะเป็น
ถึงฝ่าเท้าบวมมีน้ำหนองออก ซึ่งหมากลุ่มนี้จะรักษายากที่สุด การวินิจฉัยต้องท้าการขูดผิวหนัง
ส่วนที่บวม ไปตรวจหาตัวเรื้อนชนิดนี้
การรักษา แต่ก่อนนี้เชื่อว่า หมาที่เป็นโรคเรื้อรักษาไม่หาย แต่ปัจจุบันปร ะมาณ 3 ปีผ่าน มานะ
ครับ มีการทำการวิจัยศึกษาหาวิธีที่สามารถจะเอาชนะเจ้าเรื้อนชนิดนี้ให้ได้ และก็ประสบความ
สำเร็จครับ เพราะปัจจุบันหมาที่ป่วยเป็นโรคเรื้อนเปียกก็มีโอกาสหายได้ เช่นกันครับ เรื้อนใน
หมามี 2 แบบ ครับ ที่ท่านเห็นพบอาจจะไม่ใช่โรคเรื้อนก็ได้ครับ ควรจะนำหมามาให้หมอตรวจดู จะดีกว่าไปซื้อยาหรือหายามาฉีดรักษาเอง มีบางท่านใช้ กำมะถัน ผสมน้ำมันพืช ทาตัวหมาที่ป่วย
เป็นเรื้อน ผมคิดว่าไม่ไดผลครับ เพราะกำมะถัน ไม่สามารถฆ่าตัวเรื้อนได้อย่างแน่นนอน และที่
สำคัญมีโรคผิวหนัง อีกอย่างครับทีไม่ใช ่โรคเรื้อน ฉะนั้น เวลาท่านใช้กำมะถันทามันย่อมจะไม่
หายแน่ๆ ครับ เอาเป็นว่าถ้าป่วย เป็นอะไรปรึกษาหมอดีที่สุดครับ



[ TOP ]


โรคทางเดินหายใจติดต่อในแมว

อาการของโรคทางเดินหายใจ คือ มีน้ำมูกเขียวไหลออกจากจมูกเยอะเลยครับ ตาบวมเปิดดู
พบว่ามีหนองสะสมอยู่ในลูกตา เปิดดูพบว่าเยื่อตาขาวอักเสบอย่างรุนแรง เป็นไข้ผอมลงๆไม่
สามารถกินอาหารได้ แมวที่มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้นจากไวรัส และมี
แบคทีเรียผสมโรงอยู่ทำให้มีหนองมีน้ำมูกเขียวอย่างนี้ โรคติดเชื้อในแมวชนิดนี้ เกิดขึ้นเพราะ
มีเชื้อไวรัสอยู่ 2 ตัว เป็นสาเหตุและอาจจะมีแบคทีเรียหรือคลามิเดียเข้าแทรกร่วมอยู่ ไวรัส 2
ตัวที่ว่าคือเฮอร์ปิส์ ไวรัส (Herpesirus) และคาร์ลิซี่ (Calici virus) เจ้าไวรัสที่ว่ามันชอบทำลายเซลล์
ทางเดินหายใจส่วนต้นครับ เช่น ช่วงจมูก ตา เยื่อตาขาว ลิ้น เรียกว่า ถ้าแมวติดเชื้อมาแล้วทร-
มานมากครับ เฮอร์ปิส์ ไวรัสนั้นเมื่อแมวรับเข้าไปจะ แสดงอาการป่วยรุนแรงกว่าการติดเชื้อคาร์
ลิซี่ไวรัส ถ้าเปิดปากดูจะพบว่าลิ้นเป็นแผลหลุม ปากเป็นแผลหลุมและก็อาการที่มีน้ำมูกน้ำตาจะ
รุนแรงมาก แต่จากการค้นคว้าพบว่า แมวที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีการติดเชื้อผสมระหว่างเชื้อ
ไวรัสสองตัวนี้และมักจะมีแบคทีเรีย แทรกซ้อนอย่างที่บอก แมวทุกอายุมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้
ครับแต่เจ้าแมวเล็ก ๆ อายุ 2-3เดือนจะพบว่าเป็นบ่อย ติดเชื้อได้ไวและเป็นรุนแรงมาก การ
ติดเชื้อเกิดจากที่แมวเลีย สัมผัสกับแมวตัวป่วย อาการของโรคจะแสดงประมาณ 7 วันหลังรับ
เชื้อแมวที่มีปัญหามาก คือแมวที่มีจมูกสั้นเพราะอาจจะมีปัญหาการติดเชื้อเรื้อรังขึ้นได้ ถ้าท่าน
มีแมวที่มีปัญหาโรค ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นอยู่ขณะนี้ได้โปรดรีบนำแมวของท่านไปหา
หมอด่วนและถ้า เลี้ยงแมวหลายตัวต้องแยกตัวป่วยออกจากตัวปกติก่อนเพราะเดี๋ยวจะติดกัน
ทั้งบ้าน ยา รักษาเฮอร์ปิส์ไวรัส นั้นมีครับแต่ราคาค่อนข้างแพง ท่านอาจจะต้องเตรียมเงินไป
ซักหน่อย เหมือนกัน การรักษาแมวที่ป่วยเป็นโรคนี้ อาหารที่ดีมีคุณภาพนั้นสำคัญมาก เพราะ
ถ้าท่านปล่อยให้ แมวอดอาหารประมาณ 2 - 3 วัน ตัวของแมวจะผอมแห้งไม่มีแรง แมวเหี่ยวลงๆ จนเสียชี วิตได้ การที่แมวไม่กินอาหารเนื่องจาก แมวอาจจะมีแผลในช่องปากลิ้น และที่สำคัญ
คือ การที่มีเสมหะ ขี้มูก อุดตันทางเดินหายใจจนไม่สามารถดมกลิ่นอาหารได้ นั่นก็เป็นสาเหตุ อีกเหมือนกันครับที่แมวมักจะเบื่ออาหาร ปัจจุบันนี้การรักษาสัตว์ในบ้านเราเจริญไปเยอะ มาก
ครับ เราสามารถสอดสายยางให้แมวทางจมูกเพื่อนำอาหารเข้าไปยังกระเพาะโดยตรง ได้ แมวที่ไม่กินอาหารก็จะได้รับโดยวิธีนี้เป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่แมวจะหายจากอาหารป่วย เป็น
โรคนี้มีก็ครับ มีคำถามว่าแล้วแมวจะหายขาดจากโรคนี้มั๊ย? คำตอบคือ มีโอกาสหาย ขาดครับ และก็มีบางตัวเหมือนกันที่ป่วยเรื้อรังที่ต้องมาหาหมอ บ่อย ๆ วันนี้คงรักแมวคงจะ ได้ประโยชน์
ไปบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ช่วงนี้อากาศเย็น ๆ มีสัตว์ป่วยเป็นไข้เป็นโรคทาง เดินหายใจมาก
จริง ๆ ครับโปรดระวังหมาแมวท่านนะครับ อย่าปล่อยให้เค้าไปเที่ยว หลุด ไปนอกบ้านเพราะ
อาจจะไปติดเชื้อโรคที่ทำให้เค้าป่วยอย่างรุนแรงได้



[ TOP ]


Copyright (c) by Witoon Laobusn-anan
ICQ uin 42141428 E-mail : l1141@ksc.th.com
Contact for information & advertising at l1141@ksc.th.com
กลับสู่หน้าแรก
Last up date

 

1