กรณีอินเตอร์เน็ตตำบล (มาตรหนึ่งเดียวด้านอุปสงค์ของ(ว่าที่)รัฐบาล) นั้นแม้จะเป็นเพียงการขยายจำนวนอินเตอร์เน็ตออกไป จากแผนงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นโครงการที่ควรได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างจริงๆจังๆ ปัจจุบันมีอินเตอร์เน็ตกระจายอยู่ตามตำบลต่างๆ ประมาณ 700 ตำบล การขยายเพิ่มขึ้นย่อมก่อประโยชน์ในเศรษฐกิจระดับมูลฐานแน่นอน เพียงแต่ว่าแนวคิดที่จะให้แต่ละแห่งจัดซื้อ"โมเดม"เอง ไม่น่าจะทำให้การนี้สำเร็จได้ ความสำเร็จของโครงการนี้ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ รัฐบาลต้องคำนึงถึงการกระจายสินค้า หรือการขนส่งสินค้า เพราะบทสรุปของการค้าอี-คอมเมิร์ชว่าด้วยการขนส่งสินค้านั้น ต้องมีการพัฒนาทั้งบรรจุภัณฑ์ หรือหีบห่อ(4ชั้น) ระบบการขนส่งจากศูนย์กลางการผลิตสู่มือของผู้รับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้ง 2544 เห็นว่าน่าจะขึ้นกับปัจจัยสำคัญๆ 3 ประการ ดังนี้

1.ความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับสาระสำคัญ ดังนี้

1.1 เสถียรภาพค่าเงินบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลการชำระเงินระหว่างประเทศที่ประกอบด้วย 4 รายการคือ บัญชีเดินสะพัด(ดุลการค้า+ดุลบริการ) บัญชีเงินโอนหรือบริจาค บัญชีทุนเคลื่อนย้าย และบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมทั้งทิศทางทางการเงินของเงินสกุลแข็งด้วย

1.2 ความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับ การดำเนินการให้เป็นไปตามแบบมาตรฐานสากล(BIS:Bank for International settlement/แบงก์ชาติเข้าระบบเมื่อปี 2535) ความโปร่งใส่ในการบริหารธุรกิจสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

1.3 ศักยภาพของรัฐบาลในด้านวิสัยทรรศน์ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความสามารถด้านการทูจ การสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และเสถียรภาพของคณะรัฐบาล

2. ระบบการปกครอง

3. ระบบศาล

ข้อเท็จจริงทางด้านการลงทุนและการส่งออกนั้นหากพิจารณาตามรายการ การผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกพบว่า ในปีที่ผ่านมา(ต่อเนื่องกับปี 2542)มีการเพิ่มการผลิตใน(เกือบ)ทุกสาขา ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม ตัวเลขการจ้างงานรองรับกับข้อเท็จจริงที่ว่านี้ แนวโน้มในปีนี้(หากไม่มีอะไรลุ่มลาม)จะรักษาทิศทางเดิมคือ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ด้านดุลการค้าไทยยังเกินดุลเฉลี่ยเดือนละ 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หกพันห้าร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทุนสำรองระหว่างประเทศสร้างมาถึงระดับ 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2543 อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำ(อาจปรับขึ้นบ้างเล็กน้อยในปีนี้) เงินเฟ้อระดับต่ำ จากที่กล่าวมาคร่าวๆ จะเห็นว่าภาพรวมของภาคเศรษฐกิจนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ

ปัญหาใหญ่ที่สำคัญในขณะนี้ก็คือ การแก้ไขหรือฟื้นฟูสถานะผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ (ว่าที)รัฐบาลใหม่ จำต้องวางเข็มมุ่งฟื้นฟูสองกลุ่มดังกล่าวให้ได้ และขณะเดียวต้องมีความสามารถในการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศ ด้วยการสร้างโอกาสให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้วย

การแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินนั้น ข้อเท็จจริงเชื่อว่าระบบได้รับการจัดการแก้ไข แล้ว พิจารณาจากในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีคำสั่ง ให้สถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใด "ระงับธุรกรรมทางการเงิน" เหมือนกับอดีต และพิจารณาจากผลกำไรของสถาบันการเงิน(โดยเฉพาะที่เข้าระบบมาตรการ 14 สิงหาฯ) และการลดลงของหนี้NPLเป็นสำคัญ ภาระกิจเบื้องหน้าที่พึงกระทำคือ การจัดการหนี้เสียให้เกิดประโยชน์คืนกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

เชื่อว่าหาก(ว่าที)รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังตามทิศทางเดิม เศรษฐกิจไทยในปี 2544 น่าจะเติบโตต่อเนื่องจาก 2 ปีที่ผ่านมา หรือ ปรุ่งแต่งในเชิงสร้างสรรค์ อาทิ ตั้งกองทุนหมู่บ้าน หรือสนับสนุนสินเชื่อ SMEs มากกว่าที่รัฐบาลชวน หลีกภัยทำเอาไว้ เชื่อว่าน่าจะให้หลักประกันการเติบโตทางเศรีษฐกิจที่ดีกว่า แต่หาก(ว่าที)รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแบบไร้ทิศทาง ไม่มองเศรษฐกิจเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค และไม่ปฏิเสธความเป็นจริง(อาทิ ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ต้องการกู้หนี้ทั้งๆที่จำเป็นต้องทำ )คงจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปตกต่ำลงไปเสียมากกว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

 

 

1