ชุมชนบ้านน้ำหิน

ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน

บ้านน้ำหิน เป็นหมู่บ้านหนึ่งของตำบลเชียงทอง ซึ่งมีจำนวน 6 หมู่บ้าน ในเขตอำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน มีจำนวนหลังคาเรือน 110 หลังคาเรือน โดยมีนายสมคิด อินถา เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านน้ำหินห่างจากตัวอำเภอประมาณ 5 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร ประชากรในชุมชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น

เมื่อปี 2542 ตำบลเชียงทองได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งมูลนิธิหมู่บ้านดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการสนับสนุนเงินจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ โดยให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการค้นหาศักยภาพตนเอง กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นการศึกษาข้อมูลของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานของชุมชน ศักยภาพ ทุน ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ผู้รู้ ข้อมูลรายจ่าย รายรับ และหนี้สิน ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน แล้วนำมาสรุป และวิเคราะห์ถึงปัญหาพร้อมทั้งหาทางแก้ไข โดยการวางแผนเพื่อพัฒนาชุมชน หลังจากนั้นได้ศึกษาดูงานจากชุมชนอื่นๆ ที่ประสบผลสำเร็จในจังหวัดน่าน เพื่อเรียนรู้ถึงวิธีการจัดการทุน ทรัพยากรภายในชุมชน

หลังจากกลับจากการศึกษาดูงาน จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกัน และร่วมกันวางแผนเพื่อทำกิจกรรมแก้ไขปัญหา โดยเริ่มทำกิจกรรมดังนี้ คือ โรงสีข้าว โครงการเลี้ยงหมู-ไก่ โครงการเลี้ยงปลา โครงการผักปลอดสาร โครงการปั้นหม้อ โครงการปั้นอิฐ โรงงานทอผ้า เครื่องสีข้าวมือหมุน โครงการกองทุนเพื่อสังคม

กิจกรรมที่ทางกลุ่มฯ เตรียมจะดำเนินการต่อไป คือ ทำแก๊สชีวภาพโดยใช้ขี้หมู ปุ๋ยชีวภาพ และโรงอาหารสัตว์ โดยเกษตรให้การสนับสนุนการทำโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งต้นทุนการผลิตค่อนข้างถูก เนื่องจากมีวัตถุดิบอยู่ในท้องถิ่น เช่น รำ ข้าวโพด ผสมหัวอาหารที่จำเป็น การแปรรูปเนื้อหมูสำหรับตลาดในหมู่บ้าน การผลิตน้ำดื่ม การผลิตน้ำแข็งหลอด และการเตรียมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในหมู่บ้าน

กิจกรรมการเรียนรู้ของกลุ่มเด็กและเยาวชน

กลุ่มเด็กนักเรียนในโรงเรียนเป็นเป้าหมายหลักของโรงเรียนเชื่อมโยงไปถึงเยาวชนในเขตบริการของโรงเรียน การจัดการองค์กรและเครือข่ายโดยให้คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนร่วมกับภูมปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียน

สำหรับเยาวชนในชุมชนเปดโอกาสให้เข้ามาศึกษาหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน และโรงเรียนได้นำเด็กนักเรียนไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในชุมชนด้วยเช่นกัน

แผนงานของชุมชน ตำบล เครือข่ายในส่วนของการเรียนรู้

วางแผนงานร่วมกับ “กลุ่มฮอมใจ๋ ต้านภัยเศรษฐกิจ” การจัดการเรียนรู้ เช่น การทอผ้า การเพาะเห็ด การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงหมู การเลี้ยงปลา การปั้นหม้อ การปลูกพืชผักสวนครัว ซึ่งมีเนื้อที่ติดกับด้านหลังของโรงเรียน

สรุปความรู้ โดยนำข้อมูลมาจากประสบการณ์ที่ได้รับจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรท้องถิ่น การอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน (การซอล่องน่าน) และการปั้นหม้อ ซึ่งเป็นศิลปะพื้นบ้านของน้ำหินที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ

กลุ่มเด็กและเยาวชนมีความรักและเข้าใจในศิลปะวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น กลุ่มเด็กและเยาวชนมีความริเริ่มสร้างสรรค์และมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเองมากยิ่งขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกลุ่มเด็กเยาวชนกับภูมิปัญญาท้องถิ่น

การเรียนรู้ของชุมชน

บ้านน้ำหินเป็นหมู่บ้านที่มีผู้นำเข้มแข็ง และได้ผ่านการเรียนรู้ทำแผนแม่บทชุมชนมาก่อน ทำให้เห็นศักยภาพของตนเอง เห็นความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาหนี้สิน โดยการรวมกลุ่มกันทำงานตามแผนที่วางไว้

เนื่องจากทั้งตำบลมีเพียงบ้านน้ำหินที่ “มองทะลุ” และอยากลงมือทำ และในหมู่บ้านเองก็ไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วยกับวิธีการนี้ คนส่วนใหญ่อยากดูก่อน ถ้าไปได้ดีก็จะขอเข้าร่วมด้วยภายหลัง คนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์ คงไปไม่รอด เพราะเคยทำ “โครงการ” มามากแล้ว ไม่เห็นจะยั่งยืนสักโครงการ

น้ำหินเป็นต้นแบบการเรียนรู้และนำความรู้สู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นระบบเสริมพลังกัน (synergy) ระบบวิสาหกิจชุมชนต่อเนื่อง (community enterprise cluster) ระบบเช่นนี้ทำให้ประหยัดพลังงาน ทรัพยากร แรงงาน ทุน และได้ผลเป็นทวีคูณ

 

 
     
 

วิสาหกิจชุมชน

ทิศทางใหม่ของการพัฒนา

                                                                                                          เสรี พงศ์พิศ

 แนวคิด

                คำว่า "วิสาหกิจ" แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า "Enterprise" ปกติมักจะแปลว่า "การประกอบการ" และคนทั่วไปคุ้นกับคำว่าวิสาหกิจเมื่อเป็น "รัฐวิสาหกิจ" เท่านั้น  วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป มีคำว่า "วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม" (SME) และ "วิสาหกิจชุมชน" (SMCE) เกิดขึ้นและกำลังแพร่หลาย

                แต่เดิมมักใช้คำว่า "อุตสาหกรรมชุมชน" และ "ธุรกิจชุมชน" คำแรกเน้นกระบวนการผลิต การแปรรูป คำที่สองเน้นการบริหารจัดการ  เป็นปรากฏการณ์ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ทั่วโลก ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับคำว่า "วิสาหกิจ" (enterprise) กันอย่างจริงจังเพียงเมื่อสักยี่สิบปีมานี่เอง  มีการศึกษาวิจัยและทำงานเป็นวิชาการ พร้อมกับคำอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน  พร้อมกับยอมรับกันว่า ที่ผ่านมาทุกฝ่ายได้ "ละเลยความสำคัญของวิสาหกิจ"

                "ยุคนี้เป็นยุคของวิสาหกิจ  นักวิสาหกิจทั้งหลายกำลังผลักดันให้เกิดการปฏิวัติที่กำลังเปลี่ยนรูปโฉมและพลิกฟื้นเศรษฐกิจทั่วโลกขึ้นมาใหม่  วิสาหกิจทำให้เศรษฐกิจการตลาดมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น  ธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังผุดขึ้นมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและการดำเนินชีวิตของเรา และยังก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่ๆ ได้อีกด้วย" (Bygrave 1994)

                นักวิสาหกิจกับนักธุรกิจแตกต่างกันในแง่ที่ว่า นักธุรกิจโดยทั่วไป คือ คนดำเนินการและบริหารจัดการธุรกิจที่มีอยู่แล้วตามกรอบและแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้ ตรงกันข้ามกับนักวิสาหกิจที่หมายถึงบุคคลที่คิดใหม่ ทำใหม่ หรือสร้างนวัตกรรมตั้งแต่เริ่มต้น

                นักวิสาหกิจไม่ใช่นายทุน หรือนักลงทุน "นักวิสาหกิจคิดงานใหม่ นายทุนเปิดงานเหล่านี้" (Schumpeter 1993) หมายความว่า นักวิสาหกิจมีความคิดใหม่ เริ่มธุรกิจ จ้างคน นายทุนหรือนักลงทุนมีเงินทุน นำเงินมาลงทุนหรือร่วมทุน  และพยายามให้ได้กำไรจากทุนที่ลงไป

                ชุมเปเตอร์ ให้ความหมายต่อไปว่า นักวิสาหกิจ คือ คนที่เลี่ยงทางที่ใครๆ เขาเดินกัน บุกเบิกทางใหม่ และสร้างฝันของคนให้เป็นจริง   นักวิสาหกิจไม่ใช่นักประดิษฐ์  แต่เป็นคนที่นำความรู้ไปสู่ชีวิตและตลาด  นี่คือนวัตกรรม และด้วยนวัตกรรมนี่เองโครงสร้างตลาดเดิมถูกทำลายลง  ตลาดมักถูกควบคุมหรือผูกขาดโดยคนจำนวนน้อย  การแข่งขันและหรือการกระจายทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อนักวิสาหกิจใหม่ๆ บุกเข้าสู่ตลาด ทำลายการผูกขาด ทำลายดุลยภาพตลาดที่มีอยู่เดิมด้วยนวัตกรรมของพวกเขา กลไกอันนี้ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "การทำลายแบบสร้างสรรค์" (creative destruction)

                นักวิชาการเห็นว่า หัวใจของวิสาหกิจอยู่ที่ "ความแตกต่าง" และสิ่งนี้เกิดมาจาก "วิสัยทัศน์" ซึ่งหมายถึง "การมองทะลุ" มองเห็นอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็น  มีตัวอย่างของนายธนาคารชาวบราซิลที่ถูกส่งไปเปิดธนาคารที่เมืองจีน เขาพบว่าชาวจีนกินตีนไก่ ซึ่งชาวบราซิลและชาวอเมริกากลางอเมริกาใต้ทั้งหลายไม่กินกัน  เขาเห็นสิ่งที่คนต่างชาติในเมืองจีนเห็น  แต่เขา "เห็น" อะไรมากไปกว่านั้น  เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  เขาทำธุรกิจส่งตีนไก่เข้าไปในตลาดเมืองจีน

                อย่างไรก็ดี ลำพังการเอาความคิดต่างๆ มารวมกันเรียกวิสัยทัศน์ไม่ได้  การมีวิสัยทัศน์เป็นการมองสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองในลักษณะที่อยากให้มันเป็น

                ความสำคัญของวิสาหกิจอยู่ที่ความคิด สุภาษิตอาหรับบทหนึ่งบอกว่า "ไม่ใช่ขนาดคาราวานที่ทำให้การเดินทางข้ามทะเลทรายสำเร็จ แต่เป็นความคิดรอบคอบที่นำทางต่างหาก ความคิดสร้างสรรค์ของนักวิสาหกิจต้องมีต่อเนื่องเสมอไป  ไม่ใช่มีแต่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น เพราะจะมีคนลอกเลียนแบบทันที บริษัทใหญ่ๆ ที่ได้เปรียบด้านทุน เทคนิค ตลาด และการจัดการก็จะกระโดดเข้ามา นวัตกรรมต้องทำกันต่อเนื่อง เพราะเป็นอาวุธอันเดียวที่จะสู้และได้เปรียบในตลาดที่การแข่งขันสูงและเข้มข้นอย่างทุกวันนี้

                นักวิชาการด้านวิสาหกิจมักจะเปรียบเทียบนักวิสาหกิจเหมือนนักเล่นกระดานโต้คลื่นที่มองกีฬาของตนในแง่ดี  เผชิญคลื่นลมที่แปรเปลี่ยนไปมาด้วยความมุ่งมั่น แก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องทันที  เขาพร้อมที่จะรับกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เปลี่ยนไป  กระหายที่จะพัฒนาทักษะ รวบรวมข้อมูล และนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรค์สิ่งใหม่

                หากเปรียบเทียบกับนักธุรกิจที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์หรือผู้จัดการก็น่าจะเหมือนกะลาสีเรือ ที่คุ้นแต่การบังคับเรือให้ไปตามวิถีทางที่ตนเองคุ้นเคย เมื่อเรือเผชิญพายุคลื่นลมแปรปรวนก็ได้แต่บ่นว่าดินฟ้าอากาศ และหากวันหนึ่งเรืออับปางลงเขากะลาสีก็คงได้แต่กอดกระดานไว้ก่นด่าฟ้าดินโดยไม่ทราบว่าจะจัดการอย่างไร

                ความคิดใหม่ๆ หรือนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องของอัจฉริยะ คนธรรมดาก็คิดได้ทำได้ คนจนที่ใครๆ คิดว่ามีศักยภาพต่ำ ทำอะไรไม่เป็น แท้ที่จริงแล้วคิดเป็นทำเป็น ทำสิ่งที่เรียกกันว่าวิสาหกิจขนาดย่อมได้  พวกเขาไม่ได้ขาดความคิดหรือขาดเงินทุน แต่ขาดเพียงโอกาสที่รัฐและคนที่เกี่ยวข้องไม่ให้ ครอบงำและควบคุมพวกเขาเท่านั้น อย่างรายงานการศึกษาวิจัยของแฮร์นันโด เด โซโต นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ที่เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "ทางอีกเส้นหนึ่ง" (El otro Sendero) บอกว่า ภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ (informal sector) ในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากจะมีขนาดถึง 40% ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ (GNP)  และจ้างแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด  ทำนองเดียวกัน กรามีนแบงค์ (Grameen Bank) ธนาคารคนจนในบังคลาเทศ ต้นแบบสถาบันการเงินที่องค์กรเอกชนประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ เป็นธนาคารที่เป็นตัวอย่างการให้การสนับสนุนคนจนเพื่อทำวิสาหกิจขนาดเล็ก เขาพิสูจน์ว่าคนจนก็ทำได้  โดยในระยะ ๒๐ กว่าปีที่ก่อตั้งมา เขาปล่อยกู้ให้คนจนเหล่านี้ไปถึง ๒ ล้านกว่าคน เป็นเงินกว่าแสนล้านบาท 

                ประวัติศาสตร์บอกว่า วิสาหกิจเกิดขึ้นกับคนจน คนอพยพย้ายถิ่น อย่างคนจีนทั่วโลก คนอินเดียในแอฟริกาตะวันออก แรกๆ คนเหล่านี้ไม่มีงานทำในภาคการผลิตทางการ (formal sector) พวกเขาอยู่รอดได้ด้วยการทำวิสาหกิจขนาดเล็กๆ เท่านั้น พวกเขาต้องคิดเองทำเอง คิดใหม่ทำใหม่เพื่อให้อยู่รอดและแข่งขันกับตลาดใหญ่หรือภาคการผลิตทางการทั้งหลาย  อ่านประวัติของหลายคนที่มาเมืองไทยพร้อมกับเสื่อผืนหมอนใบแล้วกลายเป็นเจ้าสัวก็จะพบความจริงข้อนี้

                วันนี้จึงปรากฏชัดแล้วว่า ภาคการผลิตทางการและแนวทางหลักใหญ่ๆ ของธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางเดียวสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกต่อไป  ในประเทศพัฒนาแล้วจะเห็นนวัตกรรมของวิสาหกิจขนาดย่อมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจอินเตอร์เนท  ในประเทศไทยที่เกือบจะเป็นดาวรุ่งแต่ร่วงลงไปในท้ายที่สุดก็ได้เห็นนวัตกรรมและศักยภาพของคนไทยในด้านวิสาหกิจ เมื่อคนตกงานถูกสถานการณ์บังคับให้คิดใหม่ทำใหม่ในสถานภาพใหม่ เกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมามากมาย  แม้ว่าข้าวของจะมีขายในห้างสรรพสินค้า  คนเหล่านี้ก็กล้านำของคล้ายกันไปขายแบกะดินหน้าห้างนั่นเอง และขายได้ด้วย  ตลาดเหล่านี้มีอยู่ทั่วกรุงและในเมืองใหญ่ๆ  รวมไปถึงตลาดนัดในหมู่บ้านชนบทไทยซึ่งก็คือโอกาสในการประกอบการที่ไม่ใช่ "ภาคปกติ" ซึ่งทางการเห็นว่ามีความสำคัญและควรให้การสนับสนุน  ไม่ใช่ไล่ให้ออกไปจากบาทวิถีหรือพื้นที่สาธารณะที่พวกเขาขอขายข้าวของในตอนเย็นตอนค่ำ ขายอาหารเครื่องดื่มราคาถูกแต่รสชาติแตกต่าง บรรยากาศแตกต่าง คุณภาพดี ราคาถูกดังกรณีข้างถนนบนบาทวิถีทั่วไปที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นต้น

                นักวิสาหกิจที่ดีควรจะแบ่งงานกันให้ดี ไม่เช่นนั้นตัวเองก็จะกลายเป็นผู้จัดการที่ทำทุกเรื่องทุกอย่างด้วยตนเองจนกระทั่งไม่มีเวลา "คิด เขาต้องเป็นผู้นำที่มีจินตนาการและสร้างนวัตกรรมต่อเนื่อง  เขาต้องจำกัดตนเองให้ "บินสูง" ให้มากที่สุดเพื่อจะได้มี "วิสัยทัศน์" กว้างไกล ไม่ใช่ลงมาเดินดินคลุกฝุ่น ซึ่งก็จะทำให้กิจการดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและอาจจะต้องเลิกล้มไปในที่สุด

                มีผลการวิจัยที่ชี้ว่าธุรกิจที่ตั้งขึ้นใหม่ประมาณ 50-80 % ในประเทศพัฒนาแล้วเอาตัวรอดในตลาดได้ไม่เกิน 5 ปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีแนวคิดใหม่ๆ ที่จะแข่งขันในตลาดได้ ของที่ขายเขาก็มีกันอยู่มากแล้วในตลาด ธุรกิจอื่นๆ ที่ตั้งก่อนเขามีลูกค้า มีประสบการณ์ในการติดต่อค้าขายวัตถุดิบ มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าและสภาพแวดล้อมตลาดเป็นอย่างดี เขาจึงมีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่า  อีกด้านหนึ่ง ถ้าหากของเราเป็นวิสาหกิจที่เป็นนวัตกรรม แต่พอเริ่มไปไม่นานก็หยุดนิ่ง ไม่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจนี้ก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการ หรือนักวิสาหกิจที่ดีต้องมีนวัตกรรมต่อเนื่องเช่นกัน

                สิ่งที่อยู่เบื้องหลังวิสาหกิจประการหนึ่ง คือ ระบบคุณค่า หรือค่านิยม ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตความเป็นอยู่ การบริโภค การทำงาน และความสัมพันธ์ของผู้คน มักซ์ เวเบอร์ อธิบายว่า จริยธรรมแบบโปรเตสแตนท์ (Protestant Ethics) ก่อให้เกิดวิสาหกิจต่างๆ ในสังคมยุคเริ่มต้นอุตสาหกรรมและต่อๆ มา  โดยค่านิยมทางศาสนาก่อให้เกิดกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ไม่นิยมความหรูหรา การบริโภคอย่างฟุ่มเฟือยและความเกียจคร้าน  พระเจ้าอวยพรคนขยันให้ประสบความสำเร็จ "ช่วยตัวเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยท่าน" ล้วนเป็นคำขวัญที่มาจากระบบค่านิยมทางศาสนาคริสต์ของยุคนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งคือ แรงผลักดันสำคัญของระบบทุนนิยม  เพราะผลที่เกิดจากระบบจริยธรรมดังกล่าวทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เงินออมมากขึ้น เกิดการลงทุนมากขึ้น

                ในภาวะการณ์ปัจจุบัน ที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังฝืดเคืองไปทั่วโลก ทรัพยากรมีจำกัด จริยธรรมหรือระบบคุณค่าทางศาสนาไม่ว่าศาสนาใดๆ น่าจะกลับมาเป็น "เข็มทิศ" ให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะวิสาหกิจจะแยกจากระบบสังคม ไม่ใส่ใจต่อปัญหาสังคมโดยรวมไม่ได้ วิสาหกิจจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางด้านจริยธรรมเท่านั้น หากเพื่อให้ตนเองอยู่รอดและประสบความสำเร็จ  ด้วยเหตุนี้ แนวคิดแบบ "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเหมาะสมกับยุคสมัย ดังที่อี เอฟ ชูมาเคอร์เขียนเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธไว้นานแล้วในหนังสือ "จิ๋วแต่แจ๋ว" (Small is Beautiful)

                ที่สำคัญ การรับผิดชอบต่อสังคม ก็ทำให้เกิดการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคและผู้คนทั่วไปในสังคมด้วย  ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันนับวันจะต้องมีมิติทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก เพราะแนวโน้มของโลกในยุคใหม่นี้ล้วนแต่เน้นไปในทิศทางที่เป็นเรื่องระบบคุณค่าของชีวิตและสังคมทั้งสิ้น เช่น เรื่องสุขภาพ  การศึกษา (ความเข้าใจโลก) การพักผ่อนหย่อนใจ  ความสนใจในเรื่องวัฒนธรรม ภูมิปัญญา เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม  และที่น่าสนใจ คือ คุณค่าที่ว่าด้วยจิตวิญญาณ  ผู้คนสนใจเรื่องการทำสมาธิ แสวงหาความสงบ  ชีวิตที่เรียบง่าย  คุณค่าและความหมายของการดำเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

                ความสนใจเรื่องสุขภาพทำให้สิ่งที่ผลิตและส่งเข้าไปในตลาด โดยเฉพาะตลาดระหว่างประเทศต้องคำนึงถึงคุณภาพ ต้องไม่ปนเปื้อนสารเคมีและอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วตลาดก็จะไม่รับและนั่นคือจุดจบของสินค้าเกษตรไทย  แม้แต่ตลาดในประเทศเอง ความสนใจเรื่องสุขภาพก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ  ดูแต่ยาสีฟันทั้งหลายยังต้องเพิ่ม "สมุนไพร" เข้าไปยี่ห้อละหลายตัว เพราะสมุนไพรถูกนำไปสัมพันธ์กับสุขภาพจนขาดเสียมิได้ ผู้บริโภคต้องการเช่นนี้

                เหล่านี้ย่อมต้องอยู่เบื้องหลังและสัมพันธ์กับวิสาหกิจ ซึ่งต้องค่อยๆ พัฒนาความคิดเช่นเดียวกับการเจียระไนหินมีค่าก้อนหนึ่งให้เป็นเพชรหรือพลอยที่สวยงามและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น  เป็นกระบวนการทำงานที่ควรจะใช้เวลาเพื่อค้นหาคำตอบให้ได้ว่า มีอะไรที่พัฒนาได้อีก จุดใดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ จะดำเนินการอย่างไรให้มีลักษณะของพลังร่วม (synergy) ซึ่งหมายถึงการจัดความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและกระบวนการผลิต อย่างกรณีการทำเกษตรผสมผสานเป็นตัวอย่างที่ดีของพลังร่วม เมื่อเกษตรกรเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่บนบ่อปลา  ขี้หมูขี้ไก่ก็เป็นอาหารปลา  ผักที่เหลือหรือที่เสียก็เป็นอาหารหมู ปลา น้ำในบ่อส่วนหนึ่งก็นำไปรดผัก ขี้หมูขี้ไก่ก็เอาไปเป็นปุ๋ย ทุกอย่างในสวนเกษตรสัมพันธ์กัน เกื้อกูลกัน ทำให้ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้

                หรือตัวอย่างการทำวิสาหกิจชุมชนในหลายๆ แห่งก็เป็นเช่นนี้  กลุ่มฮอมใจ๋ (รวมใจ) ที่บ้านน้ำหิน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน รวมตัวกัน 30 ครอบครัว เริ่มลงหุ้นกันทำโรงสี เห็นว่ามีรำ มีปลายข้าว ก็เอาหมูมาเลี้ยงเอาไก่มาเลี้ยงรวมกัน  เห็นว่ามีแกลบมากก็ฟื้นการปั้นหม้อ ปั้นอิฐ  ปลูกผักปลอดสาร เอาเศษผักให้ปลากิน ให้หมูกิน  ส่งชาวบ้านสามคนไปทำเครื่องสีข้าวมือหมุนแบบโบราณ กลับมาก็ทำเครื่องสีข้าวเอง แล้วผลิตเครื่องสีข้าวขาย กลุ่มก็สีเอง บริโภคเอง เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ  กลุ่มชำแหละหมูและไก่บริโภคกันเองราคาถูกและมั่นใจว่าไม่มีสารเคมีตกค้างเพราะเลี้ยงมาเอง  มีชาวบ้านอื่นๆ และจากที่อื่นสนใจมาขอซื้อหมูด้วย  ตลาดเริ่มกว้างขึ้น เริ่มขยายการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่  และกำลังตั้งโรงงานอาหารสัตว์ เพราะในท้องถิ่นมีข้าวโพด และวัตถุดิบทำอาหารสัตว์ได้  ส่วนหนึ่งก็ส่งข้าวโพดไปแลกปลาป่นกับเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ภาคกลางและภาคใต้  มีการทำปุ๋ยชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น

                นี่คือตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนที่สัมพันธ์กับคุณค่าทางสังคม และแนวโน้มของสังคมที่เปลี่ยนไป และนี่คือตัวอย่างของการนำเอาปัญหาเศรษฐกิจสังคมมาเป็นจุดร่วมเพื่อการเริ่มต้นวิสาหกิจที่จะค่อยๆ ขยายตัวออกไปสู่วงกว้างโดยอาศัยจุดแข็งขององค์กรชุมชนและเครือข่ายในท้องถิ่นใกล้เคียงไปจนถึงระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค

                ข้อสรุปของแนวคิดหรือหัวใจของวิสาหกิจ คือ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์ เป็นนวัตกรรม  ถ้าหากย้อนมองไปในอดีตรวมถึงปัจจุบันจะพบว่า บุคคลที่ประสบความสำเร็จในวิสาหกิจต่างๆ เริ่มต้นจากความคิด แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน คือ ผู้คนถือว่าคนเหล่านี้ถ้าไม่โง่ก็บ้า เป็นคนประหลาดในสายตาคนอื่นจนกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ คิดถึงแค่คนทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน ที่แรกๆ ใครๆ หาว่าบ้า เพราะอยู่ดีๆ ก็ไปขุดนาทำบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก ปลูกพืช  วันนี้คนเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบของคนที่มีจิตนาการ มีการจัดการที่ดินทำกิจกรรมต่างๆ แบบพลังร่วม จนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและพึ่งพาตนเองได้

                คนที่จะเป็นนักวิสาหกิจที่ดีนั้นต้องเป็นเหมือนศิลปิน เป็นคนที่มีความคิดอิสระ มีผลงานที่ออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณของตนเอง ผลงานที่มีเสน่ห์ มีพลัง มีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างจากผลงานของคนอื่นๆ  ถ้าหากไม่มีส่วนนี้ก็เป็นเพียงธุรกิจธรรมดาๆ ซึ่งหากไม่พัฒนาด้วยพลังความคิดที่เป็นนวัตกรรม ไม่นานก็คงอยู่ไม่ได้

 

บทเรียนจากต่างประเทศ

            มีงานวิจัยวิสาหกิจขนาดย่อมที่อิตาลีโดยนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ J.P. Houssel นักวิจัยผู้นี้พบว่า ปัจจัยทางสังคมที่ทำให้วิสาหกิจขนาดย่อมเกิดขึ้นทั่วใปในภาคเหนือตอนล่างภาคกลางตอนบนของอิตาลี โดยเฉพาะระหว่างเมืองโมเดน่ากับเมืองมิลานนั้น คือ ระดับการศึกษาของผู้คนทั่วไปค่อนข้างดี  ประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจก็ดีไม่มีมาเฟียหรือการผูกขาดอำนาจและธุรกิจ  ซึ่งแตกต่างจากภาคใต้ตั้งแต่เมืองเนเปิลไปจนถึงเกาะซิซิลีจึงไม่ค่อยมีวิสาหกิจ เพราะการศึกษาของผู้คนไม่สูงนัก มาเฟียก็มาก  จะริเริ่มทำอะไรก็ยากลำบาก

                วิสาหกิจที่เกิดเป็นดอกเห็ดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เป็นผลของการริเริ่มในครอบครัวและในชุมชนชนบทเป็นส่วนใหญ่  ที่นั่นมีแรงงานมาก เพราะอิตาลียังมีครอบครัวใหญ่ ลูกหลานมาก ชุมชนมีแรงงานมาก ค่าแรงถูกเพราะส่วนใหญ่ไม่มีการแจ้ง ไม่ต้องเสียภาษี  วัตถุดิบก็มีในท้องถิ่น ภูมิปัญญาก็มีมาก เพราะคนอิตาเลียนมีสายเลือดศิลปิน มีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีรูปแบบที่สวยงาม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และเครื่องใช้ต่างๆ ส่งออกไปแข่งขันกับตลาดในประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี  ทำให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งการแข่งขันสูงขึ้น ความคิดใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น สู้กันแข่งกันที่นวัตกรรม หรือความคิดสร้างสรรค์

                นักวิจัยท่านนี้สรุปว่า วิสาหกิจขนาดย่อมของอิตาลี คือ รากฐานของเศรษฐกิจของอิตาลี เพราะมีมูลค่ามากกว่า 70% ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ  คนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าอิตาลีอยู่ได้เพราะธุรกิจใหญ่ๆ อุตสาหกรรมรถยนต์ เหล็ก ก่อสร้าง และอื่นๆ  แท้ที่จริง นับวันวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่มีบทบาทน้อยลง ยิ่งในยุคหลังอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังพิสูจน์ว่า ทำอุตสาหกรรมไม่คุ้มอีกต่อไปเพราะกำไรมีนิดเดียว ถ้าจะทำจริงๆ ก็ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นซึ่งค่าแรงถูกกว่า ต้นทุนการผลิตน้อยกว่า

                วิสาหกิจขนาดย่อมแบบอิตาลีได้กลายเป็นต้นแบบการปรับระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน ตั้งแต่ตุรกี กรีก สเปน ปอร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ ซึ่งส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมในลักษณะคล้ายกัน คือ การส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดเท่ากับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านธุรกิจให้บุคคลและองค์กรชุมชนต่างๆ

                แนวทางการส่งเสริมวิสาหกิจดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "ธรรมรัฐ" (good governance) ซึ่งหมายถึงการกระจายอำนาจ การบริหารจัดการอำนาจที่ดี ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมให้เกิดขึ้นทั่วไปให้มากที่สุด  ซึ่งพบว่าดีกว่า ยั่งยืนกว่า คุ้มกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยการอำนวยความสะดวกสารพัดอย่างเพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนในประเทศ ซึ่งที่สุด บริษัทใหญ่ที่มาลงทุนจากต่างประเทศก็ดูดซับเอากำไรออกไปยังประเทศของตนเอง และสิ่งที่ชาวบ้านได้ก็คือค่าแรงถูกๆ เท่านั้น  การส่งเสริมวิสาหกิจคือการส่งเสริมภาคการผลิตที่แท้จริงที่สุดและได้ผลคุ้มค่ามากที่สุด

                แนวคิดเรื่องวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกิดขึ้นในทุกประเทศ และมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนแตกต่างกันไป  ฝรั่งเศสเองก็เพิ่งตื่นตัวเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และให้ความสำคัญกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจริงๆ เมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้เอง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความริเริ่มของภาคเอกชน ภาคประชาชน

                ประมาณปี 1980 มีการก่อตั้งหน่วยงานที่ให้การส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดย่อมขึ้นมาในประเทศฝรั่งเศสชื่อว่า Boutique de Gestion (Management Shop) เป็นหน่วยงานที่ผู้คนหลายสาขาอาชีพ เช่น อาจารย์ ข้าราชการ นักกฏหมาย นักธุรกิจ นักศึกษา มาร่วมมือกันทำงานส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจขนาดย่อมในแต่ละท้องถิ่น โดยมีศูนย์ประสานงานกลางอยู่ที่กรุงปารีส 

หน่วยงานนี้ให้ความช่วยเหลือบุคคล กลุ่มบุคคลในท้องถิ่นที่อยากทำวิสาหกิจ หรืออยากเป็นผู้ประกอบการ แต่มีข้อจำกัด เช่น บางคนมีเงินแต่ไม่มีความคิด บางคนมีความคิดแต่ไม่มีเงิน  บางคนมีแต่ใจเกินร้อยอย่างเดียว เป็นต้น หน่วยงานนี้จะจัดการฝึกอบรมโดยการสนับสนุนทุนการจัดจากรัฐ  และให้การสนับสนุนทางวิชาการ คือ ช่วยให้เกิดความคิด ช่วย "เจียระไน" ความคิด พัฒนาปรับปรุงความคิดสร้างสรรค์ที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มมีเป็นทุนเดิม ศึกษาความเป็นไปได้ ช่วยวางแผนธุรกิจ และให้คำปรึกษาประคับประคองจนกว่าจะตั้งตัวได้มั่นคงจึงค่อยๆ วางมือ  ทั้งนี้โดยผู้ประกอบการจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายตามข้อตกลง แต่ว่าเป็นการจ่ายเป็นงวด หรือจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ตามแต่จะตกลงกัน ปกติจะจ่ายให้เมื่อสามารถตั้งตัวได้ หรือเมื่อมีกำไร

การประเมินผลงาน 10 ปีปรากฏว่าหน่วยงานนี้ทำงานอย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะได้ส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจได้ประมาณ 10,000 กว่าแห่งในเวลา 10 ปี ทั่วประเทศฝรั่งเศส และวิสาหกิจเหล่านี้อยู่รอดมาได้กว่าร้อยละ 80  ซึ่งนับว่าสูงมาก เพราะโดยทั่วไปแล้วธุรกิจต่างๆ อยู่รอดได้ไม่เกิน 30-40 %

                หน่วยงานนี้ให้การสนับสนุนปัจเจกบุคคลเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าหากเป็นองค์กรชุมชน พวกเขามีคนหลากหลายอาชีพและอาสาสมัครที่ช่วยเหลือกันเองได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะการดำเนินการแบบสหกรณ์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 100 ปี และเป็นสหกรณ์ "ของแท้" ที่ชาวบ้านดำเนินการเอง ไม่ได้ถูกครอบงำจนทำอะไรไม่เป็นเหมือนสหกรณ์บ้านเรา  อย่างไรก็ดี หน่วยงานดังกล่าวก็เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือโดยไม่จำเป็นต้องคิดเป็นมูลค่าตอบแทนเสมอไป

                ตัวอย่างหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนโดยองค์กรชุมชนในประมาณ 50 หมู่บ้าน ไม่ไกลจากเมืองลีออง ทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ที่นี่เป็นถิ่นกำเนิดของเหล้าไวน์ที่มีชื่อเสียง คือ Beau Jaulais ซึ่งนักดื่มไวน์ในประเทศต่างๆ จะดื่มเหล้าไวน์ชนิดนี้เมื่อออกใหม่พร้อมกันทั่วโลก ที่เรียกกันว่า Nouveau Beau Jaulais  หมู่บ้านที่นั่นรวมตัวกันเพื่อดำเนินวิสาหกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพราะมีภูมิประเทศสวยงาม เป็นเนินเขาสูงต่ำ มีหมู่บ้านเก่าแก่ ถนนคดเคี้ยวไปมาตามไหล่เขาเนินเขาและตามหมู่บ้าน วันหยุดสุดสัปดาห์จะมีคนออกไปเที่ยวในชนบทเหล่านั้นมากมาย องค์กรชุมชนรวมตัวกันทำงานเสาร์อาทิตย์และวันหยุดเพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยเปิดร้านอาหารท้องถิ่นเป็นกรณีพิเศษในวันหยุด คัดเลือกแม่บ้านที่ทำอาหารมีชื่อของท้องถิ่นได้อร่อยที่สุดไปทำอาหารในร้านของแต่ละหมู่บ้าน  นำไวน์ เหล้า เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียง เนยและผลิตภัณฑ์ของแต่ละท้องถิ่นออกวางจำหน่าย  สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

                ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐบาลกลางวางแผนสร้างทางด่วน 6 เลนผ่านย่านนี้ ชาวบ้านจาก 50 กว่าหมู่บ้านจึงรวมตัวกันประท้วงจนกระทั่งสามารถเปลี่ยนเส้นทางทางด่วนไม่ให้ผ่านหมู่บ้านของพวกเขาได้  พวกเขาต้องการให้คนไปท่องเที่ยว  ไม่ใช่ให้คนผ่านหัวไปเฉยๆ  ถ้ามีทางด่วน ใครที่ไหนจะไปแวะเที่ยวบ้านพวกเขา ถ้าไปก็แวะข้างทางเท่านั้น

                ปัจจัยที่หมู่บ้านเหล่านี้รวมตัวกันได้และดำเนินวิสาหกิจชุมชนร่วมกันได้เช่นนี้เป็นเพราะประเพณีขององค์กรชุมชน (civic tradition) ประชาสังคม (societe' civil) และองค์กรทางศาสนาที่นี่เข้มแข็งมานานแล้ว มีการศึกษาดี มีเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินวิสาหกิจต่างๆ แค่ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็มากพอสมควรแล้ว  คือ ความสามารถในการจัดการทรัพยากรมีสูงนั่นเอง

                ทรัพยากรของชุมชนหมายถึงคน ทรัพยากร และความรู้ในท้องถิ่น  หมายถึงโภคทรัพย์ ผลผลิต และเงิน หมายถึงทุนทางสังคม ดังกรณีตัวอย่างการจัดการการท่องเที่ยว  ในด้านทุนที่เป็นเงินนั้น ฝรั่งเศสมีการดำเนินการแบบสหกรณ์มานาน จนกระทั่งธนาคารสหกรณ์ของฝรั่งเศสเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป และใหญ่ที่สุดในอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งนี้เพราะเกษตรกรฝรั่งเศสมีความเป็นขบวนการและมีความสัมพันธ์กันแบบเครือข่ายที่เข้มแข็งที่สุดของยุโรปก็ว่าได้  พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่อง "ทุน  ความรู้ หรือ Know-how และตลาด" ดังที่เป็นปัญหาของบ้านเรา พวกเขาตอบคำถามสามข้อนี้ให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องวิ่งไปหารัฐบาลหรือหน่วยงานไหน

                เช่นเดียวกับในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีสหกรณ์ที่เข้มแข็ง รวมทั้งองค์กรและเครือข่ายองค์กรเกษตรกรทั่วประเทศ ที่สำคัญมีองค์กรการเงินท้องถิ่นที่เข้มแข็งมาก เพราะเยอรมนีคือที่กำเนิดของ "กลุ่มออมทรัพย์" บุคคลที่ให้กำเนิดกลุ่มออมทรัพย์ คือ ฟรีดรีช ไรฟายเซน เมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว คือประมาณ 150 ปีก่อน โดยกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้ค่อยๆ รวมตัวกันจนกลายเป็นธนาคารใหญ่ชื่อ ไรฟายเซน (Reiffeisen)  และเมื่อแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ ก็พัฒนาตนเองไปเป็นสถาบันการเงินแบบต่างๆ เช่น กลายเป็นเครดิตยูเนียนที่แคนาดาเมื่อปี 1900 และแพร่หลายไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีเครดิตยูเนียนอยู่ประมาณ 600 องค์กร มีเงินออมอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ทำการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง

                สถาบันการเงินต่างๆ ที่เกิดมาจากชาวบ้านเป็นเวทีกลางให้ชาวบ้านได้ร่วมมือกันทำงานสร้างงาน สร้างสวัสดิการ และสร้างระบบชุมชนให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม สิ่งที่วันนี้เรียกกันว่าวิสาหกิจก็เกิดจากการมีเวทีให้ชาวบ้านได้มาร่วมกันคิดร่วมกันทำการออมทรัพย์ และมีกิจกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดในเวทีชาวบ้านที่ทำการออมทรัพย์วันนี้ที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา  สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกในระยะ 100 ปีเศษเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วในระยะเพียง 50 ปี ที่ผ่านมานี่เอง

 

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

            ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน (SMCE)  มี "คน ความรู้ ทรัพยากร" มากพอที่จะพัฒนาให้เป็นอะไรก็ได้ ถ้าจะขาดก็ขาดจินตนาการ  ความฝันที่มีฐานบนความเป็นจริง ที่เป็นเช่นนี้เพราะขาดการเรียนรู้ ขาดการจัดการ ขาดการพัฒนา  ทำให้ศักยภาพทั้งสาม คือ คน ทรัพยากร ความรู้ อยู่โดดเดี่ยวไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ไม่มีพลังที่ก่อให้เกิดวิสาหกิจขึ้นมา

                ในสายตาของฝรั่ง ไทยมีศักยภาพสูงมากในด้านการท่องเที่ยว  ศักยภาพสูงที่สุด คือ คนไทย วัฒนธรรมไทย วิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะวิถีชุมชนไทยในชนบท  พิสูจน์ได้จากกรณีการทำโรงแรมรีเจ้นท์แม่ริม เชียงใหม่ ที่จำลองหมู่บ้านไทยกลายๆ ให้แขกฝรั่งมาพัก คิดค่าที่พักคืนละกว่า 22,000 บาท  มีบ้านแบบไทย มีทุ่งนา ป่า เขา และควายไถนาให้ชม  โรงแรมแห่งนี้ประสบความสำเร็จเพราะทำให้ฝันของฝรั่งเป็นจริง  พวกเขาฝันเห็น "ความแตกต่าง" เมื่อมาประเทศไทย  ไม่ต้องการมาพักโรงแรมที่บ้านของพวกเขาก็มีและดีกว่าอีก  ต้องการเห็นธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป  อยากเห็นหมา แมว วิ่งไปมาอย่างเป็นอิสระ ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็อยากอยู่อย่างเป็นอิสระด้วย ไม่อยากพักในบ้านชาวบ้าน

                ประเทศไทยมีภูมิประเทศสวยงาม มีธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งทะเล ป่า เขา สิ่งที่ขาด คือ ความคิดใหม่ๆ อะไรที่เป็นนวัตกรรม อะไรที่สร้างฝันให้เป็นจริงสำหรับคนที่มาเมืองไทย หรือแม้แต่สำหรับคนไทยในเมืองที่อยากไปชนบทก็ยังไม่มีใครคิดต้อนรับพวกเขาอย่างจริงจัง  เด็กๆ ในเมืองไม่เคยเห็นวัว ควาย อยากเห็นทุ่งนาป่าเขา อยากขี่ควาย อยากนั่งเกวียน อยากร่วมพิธีกรรมแบบดั้งเดิมในวันสงกรานต์และวันสำคัญต่างๆ ซึ่งคนเมืองหลวงไม่ค่อยจะมีโอกาสอีกแล้ว

                สังคมไทยยังขาดปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาวิสาหกิจได้มาก โดยเฉพาะในชนบท ทั้งนี้เพราะระบบการศึกษาไม่ได้เอื้อให้คนคิดเป็น  ไม่ได้ทำให้คนพัฒนาศักยภาพของตนเอง และท้องถิ่นของตนเองได้  ระบบการศึกษาทำให้คนคิดว่าการศึกษา คือ การไปโรงเรียน ไปสถาบันการศึกษา ได้ปริญญา  แต่ผลปรากฏว่า การเรียนรู้ของผู้คนเกิดขึ้นนอกโรงเรียน นอกสถาบันทั้งนั้น เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในชีวิตจริงมากกว่า

                นอกจากการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพแล้ว ธรรมรัฐก็เป็นปัญหามาตลอด การบริหารจัดการอำนาจก็รวมศูนย์ ประชาธิปไตยก็ขาดๆ เกินๆ  ระบบการปกครองแบบนี้ทำให้เกิดขั้วอำนาจ การรวมศูนย์ และความไม่โปร่งใส เกิดการทุจริตคอรัปชั่น มีอำนาจมืดมาเฟีย  เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเกิดและเติบโตของวิสาหกิจ  อีกทั้งระบบเศรษฐกิจก็เอื้อให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ทุนใหญ่จากในและต่างประเทศ พร้อมด้วยมาตรการอันเป็นแรงจูงใจเพื่อการลงทุนทุกรูปแบบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ดอกเบี้ยเงินกู้ ภาษี  อย่างการสร้างโรงแรมใหญ่ๆ ได้รับการสนับสนุน แต่การท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก  การสร้างบ้านหรือห้องพักเล็กๆ ในท้องถิ่นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลับไม่ได้รับการสนับสนุน   ที่อังกฤษมี B&B (Bread and Breakfast) คือ บ้านพักของชาวบ้านที่มีห้องว่างให้เช่า มีอาหารเช้าให้ด้วย ราคาถูกกว่าโรงแรม จะเห็นทั่วไปทั้งในเมืองและในชนบท  รัฐให้การส่งเสริมสนับสนุน ทำให้เกิดรายได้กับครอบครัวที่ลูกโตแล้ว ออกบ้านไปแล้ว มีห้องว่างไม่รู้จะทำอะไร แม่บ้านพ่อบ้านก็เกษียณ  มีเวลาพูดคุยกับแขก เป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

                ที่ยกมาเป็นตัวอย่างไม่ใช่เพื่อให้รัฐบาลไทยส่งเสริมรูปแบบเดียวกันนี้ แต่ให้ความสนใจกับแนวทางการประกอบธุรกิจขนาดเล็กๆ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั่วไปทั่วประเทศ ไม่ใช่แต่เฉพาะที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ทุกเรื่อง ที่ยกมาเพราะการท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพสูงมากเท่านั้น

                ชุมชนไทยมีศักยภาพอีกมากมายที่สามารถพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจได้อย่างหลากหลาย ปัญหาอยู่ที่ชุมชนเองยังไม่ได้ค้นพบศักยภาพดังกล่าว สิ่งที่ขาดเป็นอันดับแรกไม่ใช่ "คน ความรู้ ทรัพยากร" หากแต่เป็น "ความคิด" ความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ศักยภาพต่างๆ เกิดผลเป็นร้อยเท่าทวีคูณ

                ชุมชนที่ภาคใต้ได้รับการยอมรับว่ามีศักยภาพสูง  การวิจัยกลุ่มออมทรัพย์ ๓๕ กลุ่มของจังหวัดสงขลาเมื่อปี ๒๕๓๒ โดยมูลนิธิหมู่บ้านได้ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนมีจิตนาการสูงมาก มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำกลุ่มออมทรัพย์ ทั้ง ๓๕ กลุ่มมีวิธีการดำเนินงานของตนเอง มีระบบสวัสดิการที่แตกต่างกัน ที่เด่นที่สุด คือ ระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของกลุ่มออมทรัพย์น้ำขาว ๑๑ กลุ่ม นำโดยครูชบ ยอดแก้ว  นอกนั้นมีธนาคารชีวิตของวัดอู่ตะเภา นำโดยพระอธิการทอง เตชะปุญโญ  คลองเปียะในขณะนั้นยังมีเงินไม่ถึง ๑๐ ล้าน แต่ก็ถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก  กลุ่มออมทรัพย์นาหว้ามีกองทุนสวัสดิการหลายอย่างที่แตกต่างไปจากคนอื่น มีสวัสดิการเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ มีกองทุนวัวที่เลี้ยงวัวรวมกัน  ที่นาหม่อมมีกลุ่มออมทรัพย์ที่ครู นักเรียนและชาวบ้านร่วมกันดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพ  กลุ่มออมทรัพย์ให้บริการชาวบ้านหลายๆ อย่าง รวมทั้งไปทำธุระต่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ให้ได้ เป็นต้น

                สิบสองปีให้หลัง กลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ พัฒนาไปไกลมาก  คลองเปียะมีเงิน ๑๐๐ ล้าน ให้ระบบสวัสดิการ จ่ายค่ารักษาพยาบาล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  นาหว้ามีกองทุนเกือบ 80 กองทุน แล้วยังมีการอุดหนุนผู้สูงอายุในชุมชนด้วยวิธีคล้ายกับการอุดหนุนเกษตรกรที่หลายประเทศเขาทำกัน แต่วิธีของนาหว้าไม่มีใครคาดคิดมาก่อน น้ำขาวพัฒนาไปอีกหลายก้าวมีกลุ่มออมทรัพย์เพิ่มขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลากหลาย เช่น ออมทรัพย์วันเพ็ญเพื่อให้คนไปวัด  ออมทรัพย์เครือญาติเพื่อให้ญาติพี่น้องมาพบกันอย่างน้อยปีละครั้งและให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่  ออมทรัพย์สตรีพิทักษ์วัยให้สาวแก่แม่ม่ายได้มีที่พึ่งพา โดยเฉพาะยามเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาลมีคนไปเฝ้า คนเฝ้าได้เบี้ยเลี้ยง ๑๐๐ บาท  ธนาคารชีวิตวัดอู่ตะเภา วัดดอน วัดคูเต่า มีวิสาหกิจชุมชนเกิดขึ้นหลายๆ อย่าง ทำน้ำดื่ม  ร้านกาแฟและเคเบิลทีวีสำหรับวัยรุ่น และอื่นๆ 

                นอกจากที่สงขลา นครศรีธรรมราชก็ก้าวไปไกลในเรื่องวิสาหกิจชุมชน  มีการสานเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำสวนยาง ทำไม้ผล และทำนา (ยมนา มีการทำแผนแม่บทยางพาราโดยเกษตรกรทำสวนยาง มีการวางแผนแม่บทพัฒนาตำบลโดยสภาผู้นำตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นต้นแบบอันหนึ่งของแผนแม่บทตำบลของทั่วประเทศวันนี้  มีการรวมตัวกันของผู้นำภาคใต้และชุมชนที่อำเภอพรมคีรีลงทุนทำโรงงานแป้งขนมจีน ซึ่งต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นแรกและประสบความสำเร็จเกินคาด

                เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นศักยภาพของชุมชนในการสร้างนวัตกรรม ในการดำเนินการวิสาหกิจชุมชน  จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ชุมชนมีศักยภาพหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่า ที่ผ่านมาชุมชนถูกครอบงำโดยระบบสังคม  การหลุดออกจากการครอบงำได้ด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก  ชุมชนที่ทำได้ถือว่าเป็น "ข้อยกเว้น" เป็นชุมชนที่มีศักยภาพสูงกว่าชุมชนอื่นๆ ที่ดิ้นรนด้วยตัวเองได้  ขณะที่ชุมชนอื่นๆ หากได้รับการสนับสนุนโดยเฉพาะโอกาสการเรียนรู้ที่เหมาะสม พวกเขาก็พัฒนาตัวเองได้เช่นเดียวกัน

                ในกระบวนการเรียนรู้ ชุมชนต้องร่วมกันค้นหาศักยภาพของตนเองและตอบคำถามให้ได้ด้วยวิธีคิดใหม่ว่าจะเอา  ๑) ทุน   ๒) ความรู้  ๓) ตลาด  มาจากไหน ที่ไหน อย่างไร  และต้องเป็นอะไรที่ใหม่  แตกต่างจากเดิมที่เมื่อคิดถึงทุนก็คิดถึงองค์กรทุน หน่วยงานของรัฐบ้าง เอกชนบ้าง คิดถึงทุนจากภายนอกเป็นอันดับแรก  แต่วิธีคิดใหม่นี้ต้องค้นหา "ทุน" ภายในชุมชนเอง ทุนซึ่งชุมชนจำนวนมากได้ค้นพบว่า มีอยู่มากมาย ทั้งทุนทรัพยากร ทุนโภคทรัพย์ ทุนทางสังคม เมื่อค้นพบเช่นนี้ ชุมชนหลายแห่งจึงพร้อมที่จะควักกระเป๋าตัวเองลงทุนลงหุ้นเพื่อเริ่มวิสาหกิจชุมชน ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีทางขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะพวกเขามีพร้อม ความรู้ก็มีในชุมชน ขาดอะไรก็ออกไปเรียนรู้ได้ มีคนพร้อมที่จะให้ความรู้ แม้จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองชุมชนก็พร้อมที่จะลงทุนให้ไปเรียนเพื่อกลับมาพัฒนาวิสาหกิจของชุมชน  ตลาดนั้นแต่เดิมมักคิดถึงตลาดใหญ่ในเมืองทั้งๆ ที่ตลาดใหญ่มีอยู่แล้วในชุมชน ผู้บริโภคคือชาวบ้าน  นอกนั้นยังมีตลาดเครือข่ายระหว่างตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคถ้าหากจำเป็น

                ชุมชนจำนวนมากที่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการทำแผนแม่บทชุมชนในระยะ ๒ ปีที่ผ่านมาโดยมูลนิธิหมู่บ้านเป็นผู้ประสานกระบวนการได้ค้นพบคำตอบดังกล่าวข้างต้น  วิธีการที่มูลนิธิหมู่บ้านใช้ในการทำแผนแม่บทชุมชนใน ๓๐๐ กว่าตำบลเรียกว่า "การวิจัยและพัฒนาโดยประชาชน" (People's Research and Development - PR&D)[1] เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์การทำงานกับชุมชนมากกว่า ๒๐ ปีขององค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเห็นว่า ชาวบ้านมีความรู้และภูมิปัญญา ถ้าหากมีโอกาสได้เรียนรู้ขั้นพื้นฐานก็สามารถเป็น "นักวิจัย" ได้  และพวกเขาจะประสานให้ชุมชนร่วมกันทำการวิจัยและพัฒนาหาแผนแม่บทและแนวทางในการพัฒนาชุมชนของตนเองได้

                การค้นพบศักยภาพของตนเอง ค้นพบความรู้ คือ การค้นพบแนวทางการพัฒนาจากศักยภาพของตนเอง ดังจะเห็นจากภาพข้างล่าง

 

                                                                                              ความรู้

                                                                          แผนแม่บท

                                                               

                                                         ทุน      แผน       การเรียนรู้

                                                                  แม่บท        แผนแม่บท

                                                                                                    ตลาด

                                                                                       เครือข่าย

 

                วิสาหกิจชุมชนกำลังอยู่ในขั้นพื้นฐาน กำลังวางรากฐานด้านความคิด การจัดการ และการดำเนินงานที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ต่อเนื่อง  เพราะคนที่จะเลียนแบบและแข่งขันก็มี โดยเฉพาะบริษัทที่มีทุนมากกว่า ความรู้มากกว่า ประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากกว่า 

วิสาหกิจชุมชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองว่าอยู่ที่ "เครือข่ายพวกเขาคิดคนเดียวทำคนเดียวไม่ได้  คิดในกลุ่มเล็กๆ ทำในกลุ่มเล็กๆ ก็อาจจะไปไม่รอด  หลายๆ เรื่องต้องคิดร่วมกัน และทำร่วมกัน บริโภคร่วมกัน ใช้ด้วยกัน  "ต้องคิดและทำแบบเครือข่าย" เพราะนี่คือจุดแข็งขององค์กรชุมชนและวิสาหกิจชุมชน

พวกเขาระดมทุนระดมหุ้นเพราะมีหุ้นส่วนจากเครือข่าย  ระดมทรัพยากร วัตถุดิบ ผลผลิตจากสมาชิกเครือข่าย เรียนรู้ร่วมกัน เมื่อทำเสร็จก็บริโภคด้วยกันในเครือข่ายเป็นอันดับแรก  มีการแลกเปลี่ยนผลผลิต สินค้าที่แปรรูป ส่วนต่างจึงจ่ายเป็นเงินสด  โดยเน้นที่สินค้าพื้นฐานที่ต้องกินต้องใช้เป็นอันดับแรก  ด้วยเหตุนี้ คงมีเพียงข้อยกเว้นเท่านั้นที่จะส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าวของลุงปลื้ม ชูคง และชุมชนที่พัทลุง 

การแลกเปลี่ยนเป็นวิธีการที่ใช้กันทุกระดับอยู่แล้ว ตั้งแต่การผลิตแบบอุตสาหกรรมครัวเรือนไปถึงระดับชาติ  อย่างคนที่ผลิตเครื่องมือเกษตรที่สกลนครแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนตีมีดจากนครพนมและจากลำปาง  โรงงานแป้งขนมจีนที่พรหมคีรีซื้อข้าวจากเครือข่ายที่ปากพนัง และส่วนหนึ่งเอาแป้งขนมจีนไปแลก  สภาผู้นำที่ไม้เรียงสั่งข้าวโพดจากเครือข่ายที่น่านมาทำโรงงานอาหารสัตว์และจัดหาปลาป่นไปแลกเพราะเครือข่ายที่น่านต้องการทำโรงงานอาหารสัตว์เช่นเดียวกัน

ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งหลายแห่งมีการเรียนรู้มานาน หลายแห่งมีการดำเนินการระดับหนึ่ง  หลายแห่งเพิ่งเริ่มต้น และส่วนใหญ่ยังไม่ได้ลงมือแม้แต่การค้นหาศักยภาพของตนเอง และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินกองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาทจะเอาไปทำอะไรนอกจากเอาไปใช้หนี้มากมายจากหลายๆ แหล่งเงินกู้ที่เป็นดินพอกหางหมูอยู่ขณะนี้

                สถาบันการศึกษามีบทบาทหน้าที่หนึ่ง คือ การให้บริการสังคม นอกนั้น มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย  และที่สำคัญ สถาบันการศึกษาทุกแห่งควรทำให้การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริง  ทำให้มีการเรียนรู้ไม่แปลกแยกจากชีวิตจริงของผู้คน ของชุมชน

                ด้วยเหตุนี้ ชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ต้องการความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษาเพื่อให้พวกเขาสามารถค้นพบศักยภาพของตัวเอง ให้มีความรู้และทักษะในการจัดการทรัพยากรของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่นมากที่สุด  ให้สามารถพัฒนาวิสาหกิจชุมชน หรือของส่วนตัวขนาดกลางขนาดย่อม  พวกเขาต้องการการเรียนรู้ที่เหมาะสม  กระบวนการเรียนรู้และเนื้อหาที่สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นควรเข้าไปมีส่วนร่วม และสถาบันการศึกษานั้นจะพบว่า ตัวเองมีความสำคัญต่อท้องถิ่นมากกว่าแค่การไปตั้งอยู่ในท้องถิ่นนั้น

วิสาหกิจชุมชนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีอยู่แล้วทำอยู่แล้วในชุมชน  แต่ที่ใหม่ คือ วิธีการมองวิสาหกิจ การให้ความสำคัญ ที่จะนำไปสู่การหาแนวทางเพื่อส่งเสริม สนับสนุน ให้สาหกิจชุมชนกลายเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างแท้จริง  ศักยภาพของชุมชนในเรื่องนี้มีสูงยิ่ง  มีคน มีความรู้ มีทรัพยากร  ขาดแต่การรวมพลังจากทุกฝ่าย เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดและเติบโต

วิสาหกิจชุมชน คือ โอกาสของชาวบ้าน ของคนที่ถูกละเลยให้คิด ทำ และพัฒนาทรัพยากรของตนเองแทบจะเรียกว่า ตามบุญตามกรรม ก็ได้มาช้านาน  เพราะขณะที่รัฐให้การสนับสนุนวิสาหกิจต่างๆ ของภาคเอกชน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดใหญ่ๆ  และวิสาหกิจขนาดย่อม  แต่ไม่ได้ให้โอกาสและการสนับสนุนที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพต่อวิสาหกิจชุมชน ปล่อยให้การประกอบการต่างๆ ในชุมชนกลายเป็น กลุ่มเถื่อน และถูกเอาเปรียบจากคนที่มีอำนาจมากกว่า อำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางสังคม รวมถึงคนที่มีกฎหมายอยู่ในมือ

วิสาหกิจชุมชนจึงเปิดทางสายใหม่ให้การพัฒนาประเทศ  สร้างรากฐานให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีรายได้ มีสวัสดิการ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ชุมชนพึ่งพาตนเองได้   

ต่อเมื่อชุมชนอันเป็นฐานรากของสังคมอยู่รอด ประเทศชาติจึงจะอยู่รอด


 

[1] วิธีการส่งเสริมความเข้แข็งชุมชนนี้ เป็นวิธีการใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาในประเทศไทย ซึ่ง UNDP หรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ได้พิมพ์รายละเอียดของวิธีการนี้เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมกับตัวอย่างแม่แบบการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย เผยแพร่ไปทั่วโลก เอกสารดังกล่าวเขียนโดยผู้เขียนบทความนี้  ผู้สนใจติดต่อขอเอกสารได้จาก UNDP/SEA-HIV ตึกสหประชาชาติ กรุงเทพฯ)

 

 
1