หลักการทั่วไปสำหรับการรักษาทางพิษวิทยาคลินิก
(General principle for toxicology)
หลักการรักษาทางพิษวิทยาคลินิกนั้น เป็นหลักการทั่วๆ ไปที่ใช้ได้สำหรับการดูแลเบื้องต้นในผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษเกือบทุกชนิด โดยแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
- การลดการปนเปื้อนของสารพิษ (Decontamination)
- การเร่งการขับถ่ายของสารพิษ (Enhance elimination)
- การให้ยาต้านพิษ (Antidote administration)
การลดการปนเปื้อนของสารพิษ (Decontamination)
ผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษนั้นมีโอกาสได้รับสารพิษหลายทาง ได้แก่ ทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และทางหลอดเลือดดำ แต่การรักษาในที่นี้จะเน้นการลดการปน
เปื้อนในทางเดินอาหารเป็นหลัก ส่วนการลดการปนเปื้อนทางผิวหนังก็ได้แก่การชำระล้างร่างกายและเปลื่ยนเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารพิษ และที่สำคัญผู้ที่จำเป็นต้องสัมผัสตัวผู้ป่วย
ควรมีอุปกรณ์ป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษมาสู่ตัวผู้ให้การรักษาด้วย เช่น ถุงมือ เสื้อคลุม เป็นต้น
สำหรับการลดการปนเปื้อนในทางเดินอาหารนั้น ในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีที่ได้รับการยอมรับในเวชปฏิบัติทางพิษวิทยา ดังนี้
- การสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหาร (Gastric lavage)
เป็นวิธีการล้างสารพิษในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานสารพิษในปริมาณมากหรือมีพิษรุนแรงซึ่งจะมีประโยชน์เมื่อ
ทำในช่วง 30-60 นาทีหลังการรับประทานสารพิษเท่านั้น โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้
- ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวหรือหมดสติ ควรได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal intubation) เพื่อป้องกันการสูดสำลักก่อนเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป
- ผู้ป่วยควรอยู่ในท่านอนตะแคงทับซ้ายหากเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการที่สารพิษจะถูกขับดันให้ผ่านไปยังลำไส้เล็กส่วนต้นขณะทำการล้างสารพิษในกระเพาะ
อาหาร (gastric lavage)
- ใส่สายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) ขนาดใหญ่ (36-40 F) และตรวจตำแหน่งของปลายท่อให้อยู่ในกระเพาะอาหารอย่างเหมาะสม
- ดูดสารพิษที่ตกค้างในกระเพาะอาหารให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้และนำไปทิ้งในที่ที่ปลอดภัย
- ให้ activated charcoal 50-100 กรัมทางสายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) เพื่อป้องกันการดูดซึมสารพิษที่อาจถูกขับดันให้ผ่านไปยังลำไส้เล็กส่วน
ต้นขณะทำการสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหาร (gastric lavage)
- ใส่น้ำเกลือ (normal saline) หรือน้ำประปา 200-300 มล. ทางสายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) แล้วดูดกลับเพื่อกำจัดสารพิษที่อาจตกค้างใน
กระเพาะอาหาร ทำซ้ำจนได้ปริมาตรรวมประมาณ 2 ลิตร
แต่ถึงแม้ว่าการสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหารจะมีประโยชน์ แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกสถานการณ์ ซึ่งจะกล่าวถึงข้อห้ามของการสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหาร อันได้แก่
- กรณีที่ผู้ป่วยหมดสติและยังไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal intubation) เพื่อป้องกันการสูดสำลัก
- ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดชนิดที่เป็นเม็ดเคลือบ (enteric coated or sustained-release) ทั้งนี้เพราะยาเม็ดเหล่านี้มักมีขนาดใหญ่ และไม่สามารถถูกกำ
จัดได้ด้วยการสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหาร (gastric lavage)
- ในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น กรดหรือด่าง
นอกจากนี้ การสวนล้างสารพิษในกระเพาะอาหารยังมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้และต้องระวัง ได้แก่ การบาดเจ็บต่อโพรงจมูกจากการใส่สายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) และการสูดสำลักจากการไม่ได้ป้องกันทางเดินหายใจ
- การบริหาร activated charcoal
ได้แก่ การลดการปนเปื้อนในทางเดินอาหารโดยการบริหารผงถ่านขนาดเล็ดที่มีพื้นที่ผิวใหญ่มากในทางเดินอาหาร เพื่อให้ผงถ่านเหล่านี้
จับกับสารพิษในทางเดินอาหารและไม่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ โดยควรให้ activated charcoal ในผู้ป่วยที่รับประทานสารพิษทุกราย แม้จะทราบว่าสารนั้นอาจ
ไม่ถูกดูดซึมได้ดีด้วย activated charcoal ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยอาจรับประทานสารพิษมากกว่า 1 ชนิด และอาจมีสารที่ถูกดูดซึมได้ดีด้วย activated charcoal ตัวอย่างสาร
ที่ไม่ถูกดูดซึมได้ดีด้วย activated charcoal ได้แก่ เกลืออนินทรีย์ต่างๆ แอลกอฮอล์ต่างๆ โลหะต่างๆ เช่น เหล็กและ lithium เป็นต้น โดยจะมีประโยชน์เมื่อให้ภายใน 4
ชั่วโมง ในการบริหาร activated charcoal จะผสม activated charcoal 50 กรัมในน้ำ 250 มล. และให้ผู้ป่วยดื่มหรือบริหารทางสายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric
tube) ในเด็กให้ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม ส่วนในผู้ป่วยที่รับประทานสารพิษในในปริมาณมากหรือสารพิษนั้นมีการดูดซึมกลับแบบ enterohepatic
circulation ก็ควรให้ activated charcoal ซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากการบริหาร activated charcoal ก็ได้แก่ อาจมีท้องผูกหรือมีการสูดสำลักจากการ
ไม่ได้ป้องกันทางเดินหายใจ
- การชำระล้างลำไส้ (Whole bowel irrigation)
โดยการใช้สารเหลวของ polyethylene glycol (ซึ่งมีอนุภาคใหญ่และไม่อาจถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย) ในสารละลายน้ำเกลือ
ซึ่งสารเหลวนี้มีใช้อยู่แล้วในทางศัลยกรรม เพื่อเตรียมลำไส้ผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด โดยสารเหลวนี้มีความปลอดภัยมากและไม่ทำให้เกิดความผิดปกติของน้ำและเกลือแร่ใน
ร่างกาย แม้จะทำการชำระล้างลำไส้ (whole bowel irrigation) นานหลายสิบชั่วโมง โดยจะทำในกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษที่ไม่ถูกดูดซึมได้ดีด้วย activated charcoal ในปริมาณมาก
- ผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษที่อยู่ในรูปเม็ดเคลือบ (enteric-coated tablet or sustained-release tablet) ในปริมาณมาก
- ผู้ที่กลืนห่อยาที่ห่อด้วยถุงพลาสติกหรือถุงยางอนามัย
สำหรับวิธีการทำก็บริหารสารเหลวของ polyethylene glycol ในสารละลายเกลือแร่ (เช่น Colyte(R)) ทางสายสวนกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) ในอัตรา 2 ลิตร
ต่อชั่วโมงในผู้ใหญ่ (ในเด็ก 35 มล./กก./ชั่วโมง) และยุติการทำเมื่อบริหารสารเหลวไป 8-10 ลิตรในผู้ใหญ่ หรือ 150-200 มล./กก. ในเด็ก และสารน้ำที่ถ่ายทางทวารหนักมี
ลักษณะใสหรือไม่มีสารพิษออกอีกต่อไป แต่วิธีนี้ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่ลำไส้ไม่ทำงาน (bowel ileus) หรือผู้ป่วยที่หมดสติและยังไม่ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal
intubation) เพื่อป้องกันการสูดสำลัก ส่วนผลข้างเคียงก็ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และมีความเสี่ยงต่อการสูดสำลัก
การเร่งการขับถ่ายสารพิษ (Enhance elimination)
เมื่อผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษมาระยะเวลานานพอสมควรจนกระทั่งมีสารพิษส่วนหนึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้ว การรักษาก็คือการเร่งการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย
ให้เร็วและมากที่สุด โดยมีวิธีในการเร่งการขับถ่ายสารพิษอยู่หลายวิธีด้วยกัน ได้แก่
- การให้สารน้ำเพื่อเร่งการขับถ่ายทางไต (Hydration)
ทำได้โดยให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดผ่านทางไต ทำให้สารพิษที่ถูกขับออกทางไต ถูก
กำจัดออกจากร่างกายมากขึ้น สามารถใช้ได้กับสารพิษเกือบทุกชนิด แต่ต้องระวังการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเร็วๆ ในผู้ป่วยสูงอายุและผู้ที่มีโรคหัวใจ เพราะการให้สาร
น้ำอย่างรวดเร็วทำให้เกิดน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) และหัวใจวาย (congestive heart failure) ได้ง่าย จึงต้องเฝ้าติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้
ชิดด้วย
- การล้างไต (Hemodialysis)
มีข้อจำกัดคือ
- ต้องมีค่าการกระจายตัว (Volume of distribution ; Vd) ของยาหรือสารพิษในร่างกายน้อยกว่า 1 ลิตรต่อกิโลกรัม
- มีการจับตัวกับโปรตีนในเลือดต่ำ
- ขนาดโมเลกุลน้อยกว่า 500 daltons
- เป็นยาที่ละลายน้ำได้ดี
- เป็นยาที่อยู่ในกลุ่ม simple-compartment kinetics
ปัจจุบันมีการรายงานการใช้ High flux Hemodialysis ในการรักษาภาวะพิษวิทยาเพิ่มมากขึ้น มีความสามารถในการรักษาพิษจากสารด้วยวิธีที่ต่างจากเดิม คือ
- ความสำเร็จในการรักษาภาวะพิษจากไอโอดีนเกินขนาดด้วย High flux membrane hemodialysis และตามด้วยการทำ continuous venovenous
hemodiafiltration (CVVHDF) ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่แตกต่างจากการรักษาตามอาการเกิดพิษเหมือนเดิม
- การรักษาภาวะพิษด้วยยา Carbamazepine ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาโรคลมชัก มีการรายงานการใช้ High flux hemodialysis ในการรักษาและสามารถ
ตรวจพบขนาดยาที่ออกมาพร้อมกับน้ำ dialysate ซึ่งต่างจากเดิมใช้การรักษาตามอาการหรือใช้วิธี hemo-charcoal perfusion
- การรักษาภาวะพิษจากยา Sodium Valproate ซึ่งแต่เดิมไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธี hemodialysis เนื่องจากยาดังกล่าวมีการจับตัวกับโปรตีนในเลือดได้ง่าย
ปัจจุบันมีรายงานการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากยาดังกล่าวโดยวิธี high flux hemodialysis โดยพบว่ามีความสามารถในการขจัดยาดังกล่าวจากเลือดได้ 5-8
เท่าเทียบกับการรักษาด้วยวิธีปกติและดีกว่าการรักษาด้วยวิธี hemodialysis แบบเดิม
ตัวอย่างยาสำคัญที่เพิ่มการขับออกด้วยวิธี hemodialysis ในปัจจุบัน ได้แก่ paracetamol , aspirin , Amanita Phalloides , Amphetamine , Arsenic , Copper ,
Ethanol , Ethylene glycol , Eucalyptus oil , Heroin , Iodide , Iron , Lead , Digoxin , Diquat , Lithium , Magnesium , Mercury , Methamphetamine ,
Methanol , Snake bite , Paraquat , Phenobarbital , Phosphate , Calcium , Potassium , Strontium , Thallium , Thiocyanate
- การฟอกเลือดด้วยผงถ่านกัมมันต์ (Hemo-charcoal perfusion)
มีประโยชน์ในการเพิ่มการขับถ่ายในสารที่ไม่สามารถใช้วิธี hemodialysis ได้ เนื่องจากมีการจับโปรตีนได้
ดี หรือละลายในไขมันได้ดี แต่ยังมีค่าการกระจายตัวในร่างกายที่น้อยคือ ระหว่าง 1-8 ลิตรต่อกิโลกรัม ข้อแนะนำในการใช้ขึ้นอยู่กับความสามารถของสารในการจับกับผง
ถ่านกัมมันต์ที่บรรจุในหลอดกรอง (Column) ได้มากน้อยเพียงใด ตัวอย่างสารที่สามารถขับออกด้วยวิธี Hemo-charcoal perfusion ได้แก่ Amanita mushrooms ,
Digoxin , Diquat , Paraquat , Phenobarbital , Thallium
การให้ยาต้านพิษ (Antidote administration)
การให้ยาต้านพิษนั้นมีประโยชน์กรณีที่สารพิษนั้นมียาต้านโดยตรง ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่ชนิดที่มียาต้านพิษ ตัวอย่างยาต้านพิษ ได้แก่
- N-acetylcysteine (NAC) ใช้รักษาภาวะรับประทานพาราเซตามอลเกินขนาด
- Atropine ใช้รักษาภาวะพิษจากการได้รับยาฆ่าแมลงทั้งกลุ่ม Organophosphates และ Carbamates
- Pralidoxime (2-PAM) ใช้รักษาภาวะพิษจากการได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่ม Organophosphates
- Flumazenil ใช้รักษาภาวะได้รับยานอนหลับกลุ่ม Benzodiazepines เกินขนาด
- Digibind ใชัรักษาภาวะพิษจากการได้รับยา digoxin
- Fomepizole (4-MP) ใช้รักษาภาวะพิษจากการได้รับแอลกอฮอล์ เช่น Methanol , Ethylene glycol
ที่มา :
- สัมมน โฉมฉาย.Common Poisoning in Thailand : An Update : เวชปฏิบัติปริทรรศน์ 3.งานการศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.โรงพิมพ์พิมพ์ดี.พิมพ์ครั้งที่ 1 ,2547.
- ธีระ กลลดาเรืองไกร.Update in Toxicology : อายุรศาสตร์ทันยุค 2547.โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.พิมพ์ครั้งที่ 1,2547.