พิษจลนศาสตร์
Organophosphates เป็นสารพิษในกลุ่มที่ถูกดูดซึมได้ดีทางผิวหนัง ทางเดินอาหารหรือแม้แต่ทางปอด และจะกระจายไปตามส่วนต่างๆ พบมากที่ตับและระบบประสาท
organophosphates ผ่านขบวนการ metabolism ที่ตับ โดยการเกิด oxidation, และ hydrolysis metabolite บางตัวอาจจะมีพิษมากขึ้น บางตัวอาจจะมีพิษลดลง metabolite ส่วน
ใหญ่จะถูกขจัดทางไต ค่าครึ่งชีวิต (half-life) ของสารประกอบต้นแบบ (parent compound) เช่น malathion จะประมาณ 3 ชั่วโมง parathion ประมาณ 2.1 วัน แต่ metabolite
ของ parathion อาจอยู่ในร่างกายนานถึง 27 วัน
พิษฤทธิวิทยา
Organophosphates จะถูกเปลี่ยนโดย microsomal enzymes ที่ตับโดยการเปลี่ยน sulfur ให้เป็น oxygen สาร oxygen ที่เกิดขึ้นจะจับกับ acetylcholinesterase enzyme
(AChE) ทำให้ทำงานไม่ได้ ตามปกติ AChE จะคอยทำลาย ACh ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ตามปลายประสาท เมื่อเอ็นไซม์ทำงานไม่ได้ ผลคือจะทำให้ ACh เกิน
อย่างมาก
ACh เป็นสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ของระบบประสาทในร่างกาย 4 แห่งคือ
อาการทางคลินิก
อาการแสดงที่เกิดจาก organophosphates เป็นพิษนั้น มีพยาธิสรีรสภาพที่ค่อนข้างซับซ้อน การแยกอาการแสดงตามเวลาที่เกิด และกลุ่มอาการของโรคจะช่วยทำให้เข้าใจ
ได้ดีขึ้น และช่วยชี้แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ดังนี้
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การวัด organophosphates หรือ metabolite เช่น p-nitrophenol โดยตรงในปัสสาวะอาจจะทำได้แต่ยุ่งยาก และมักจะทำในแง่การวิจัย โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ระดับ
cholinesterase enzyme เป็นดัชนีในการยืนยันการวินิจฉัย และติดตามผลการรักษา มี cholinesterase enzyme อยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกคือ plasma หรือ pseudocholinesterase ซึ่ง
มีมากใน plasma แต่ไม่มีหน้าที่อะไร อีกชนิดหนึ่งคือ true หรือ acetyl หรือ RBC cholinesterase ซึ่งมีมากในเม็ดเลือดแดง และบริเวณ neuromuscular junction
organophosphates เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปยับยั้ง cholinesterase enzyme ทั้งใน plasma และ RBC ทำให้ activity ของ enzyme ต่ำลง และยังเข้าไปยับยั้งการทำงานของ
cholinesterase ในปลายประสาทต่างๆ ทำให้มีอาการเป็นพิษ ดังนั้นระดับ activity ของ cholinesterase ใน plasma และ RBC เป็นการวัดภาวะความเป็นพิษทางอ้อม
Plasma cholinesterase เป็นการตรวจวัดที่ทำได้ง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่การแปลผลต้องระมัดระวัง เพราะว่าในคนปกติมีค่าความแปรปรวนสูง ในคนปกติอาจจะมีค่า
plasma cholinesterase ต่ำจาก genetic deficiency พบได้ประมาณ 3% ของประชากร ซึ่งในรายที่ขาด enzyme อย่างรุนแรง เชื่อกันว่าอาจจะไวต่อการเป็นพิษจาก
organophosphates มาก นอกจากนั้น plasma cholinesterase อาจจะต่ำในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ภาวะทุพโภชนาการ โรคติดเชื้อ โรคโลหิตจาง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นต้น
ส่วนการวัดหาระดับ RBC cholinesterase ทำได้ยากกว่า แต่ให้ผลได้แม่นยำค่าไม่เปลี่ยนแปลงจากโรคทางพันธุกรรม หรือโรคอื่นๆ โดยทั่วไป ยกเว้นโรคโลหิตจาง หรือเวลาเจาะ
เลือดใช้หลอดแก้วที่มี oxalate หรือผู้ป่วยได้รับยาบางชนิด และมีความสัมพันธ์กับอาการที่เกิดจากการเป็นพิษจาก organophosphates ได้ดีกว่า
การแปลผลค่า cholinesterase ในภาวะเป็นพิษจาก organophosphates ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะว่าช่วงของค่าในคนปกติค่อนข้างจะกว้างมาก โดยทั่วๆ ไปผู้
ป่วยจะไม่มีอาการถ้าระดับ cholinesterase สูงกว่า 50% ของค่าปกติ ในรายที่มีภาวะเป็นพิษน้อยระดับอยู่ประมาณ 20-50% พิษปานกลางประมาณ 10-20% ในผู้ป่วยที่มีอาการ
รุนแรงค่า cholinesterase จะลดลงเหลือน้อยกว่า 10% และในรายที่รุนแรงมากระดับมักจะลดลงเป็น 0 ได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และระดับ cholinesterase ต่ำไม่มาก อาจจะ
เป็นเพราะระดับเดิมของ enzyme ปกตินั้นสูง การเจาะเลือดเป็นระยะจะช่วยบอกถึงการวินิจฉัยได้ โดยที่ระดับ enzyme จะค่อยๆ สูงไปถึงระดับปกติของผู้ป่วยนั้นๆ ผู้ป่วยที่ได้การ
รักษาด้วย 2-PAM ระดับ enzyme จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงผลของการรักษา ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ระดับ cholinesterase จะค่อยๆ ขึ้น
cholinesterase ใน synapse ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพของโรคจะสูงขึ้นเร็วที่สุดจะเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์ plasma cholinesterase จะสูงขึ้นประมาณ 2% ต่อวัน เป็น
ปกติภายใน 6 สัปดาห์ และ RBC cholinesterase จะสูงขึ้นช้าที่สุดประมาณ 1% ต่อวัน กว่าจะเป็นปกติอาจใช้เวลาถึง 3 เดือน
การรักษา
การรักษาโดยการประคับประคองผู้ป่วยเป็นสิ่งจำเป็นมาก ในผู้ป่วยที่เป็นพิษจาก organophosphates ผู้ป่วยมักจะถึงแก่ชีวิตจากอาการแทรกซ้อน เช่น โรคติดเชื้อทางเดิน
หายใจ ภาวะการหายใจล้มเหลว ภาวะช็อค และอื่นๆ
Decontamination โดยการลดการดูดซึม และเพิ่มการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ที่สำคัญจะต้องเน้นการทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และสระผมเพื่อชำระล้างสาร
พิษที่ติดตามตัว ซึ่งเป็นแหล่งที่จะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้
ยาต้านพิษ
Atropine เป็น noncompetitive antagonist ของ muscarinic receptor จึงสามารถแก้อาการของ parasympathetic overactivity ได้ทั้งหมด เช่น รูม่านตาเล็ก สารคัดหลั่ง
(secretion) มาก หัวใจเต้นช้า น้ำตาไหล ท้องเสีย ขนาดที่เริ่มใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการเป็นพิษ ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากก็ต้องให้ยาแต่ละครั้งมากและบ่อยจนกระทั่ง
ผู้ป่วยเริ่มมีอาการแสดง (signs) ของ atropinization เช่น รูม่านตาขยาย หัวใจเต้นเร็วขึ้นและสารคัดหลั่ง (secretion) ลดน้อยลง หลังจากนั้นก็ค่อยให้ยาคงระดับต่อเนื่อง
(maintenance) โดยการค่อยๆ ปรับขนาดยา (titrate) ดูอาการ atropinization และอาการของภาวะเป็นพิษจาก organophosphates ดังนั้นขนาดของ atropine ที่ให้จึงแตกต่าง
กันค่อนข้างมาก แล้วแต่ความรุนแรงของภาวะเป็นพิษในผู้ป่วยแต่ละราย ในบางรายที่เป็นมากอาจจะต้องใช้ atropine ขนาด 3,000 mg ใน 24 ชั่วโมงแรก
ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับ atropine ไปแล้ว อาจจะพบมี dissociation ของอาการแสดง (signs) ของการตอบสนองของยานี้ คือ บางครั้งจะพบว่าผู้ป่วยมีรูม่านตา (pupils)
ขยายมาก และขณะเดียวกันอาการสารคัดหลั่ง (secretion) ยังไหลมาก เสียงลำไส้ทำงาน (bowel sound) ยังมาก (active) อยู่ สาเหตุเป็นเพราะว่าการกระจายของสารพิษ
organophosphates และ atropine ไม่ไปด้วยกัน บางแห่ง atropine อาจกระจายไปได้ดีจึงมีฤทธิ์มาก บางแห่งกลับซึมเข้าไปได้น้อย ดังนั้นจึงอาจจะต้องให้ยา atropine เพิ่มเพื่อ
ต้านฤทธิ์ของ organophosphates
Atropine ไม่มีผลต่อ nicotinic receptor ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้อาการกล้ามเนื้อกระตุก และกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการทางสมองได้ ปัญหาที่อาจจะพบคือการระวังไม่ให้
atropine มากเกินไป เพราะผู้ป่วยอาจจะมีอาการ atropine เกินขนาด (overdose) ซึ่งมีอาการทางสมองแบบคนเป็นโรคจิต (psychosis) และมีอาการร้อนวูบวาบ (flushing)
สำหรับข้อบ่งใช้ของ atropine จะให้กรณีที่มีอาการ ได้แก่ การมีสารคัดหลั่ง (secretion) และมีการเกร็งต้วของทางเดินหายใจ (bronchospasm) มาก หรือพบว่ามีอัตราการ
เต้นของหัวใจช้าหรือมีการนำไฟฟ้าของหัวใจบกพร่อง (atrioventricular block) โดยจะให้ atropine ขนาด 1-5 มก. ทางหลอดเลือดดำ และให้ซ้ำได้ทุก 5-10 นาที จนกระทั่งสาร
คัดหลั่ง (secretion) และการหดตัวของหลอดลม (bronchospasm) หมดไป และอัตราการเต้นของหัวใจปกติ แต่ต้องระวังไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินกว่า 150 ครั้งต่อนาที
Oximes ที่ใช้กันบ่อยๆ อยู่ในรูป 2-PAM เป็นยาต้านพิษจำเพาะ (specific antidote) ของ organophosphates โดยที่มีฤทธิ์ในการดึงเอา cholinesterase enzyme ที่ถูกจับ
กับ organophosphates ออกมาให้ทำงานได้ ฤทธิ์ของ 2-PAM จึงสามารถแก้อาการของ organophosphatesได้ทั้ง muscarinic และอาการ nicotinic ที่ neuromuscular junction
เช่น กล้ามเนื้อกระตุก และกล้ามเนื้ออ่อนแรง และ nicotinic ที่ sympathetic ganglion ที่ทำให้มีชีพจรเต้นเร็ว และความดันโลหิตสูง
2-PAM เป็นสารประกอบชนิด quaternary ammonium ดังนั้นจึงไม่สามารถซึมผ่านระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อไปแก้อาการทางสมองที่เกิดจาก organophosphates ได้
ขนาดที่ใช้ คือให้ขนาดเริ่มต้นตามความรุนแรงของภาวะเป็นพิษ และปรับขนาดยา (titrate) ดูตามอาการ nicotinic ดังกล่าว และ ระดับของ cholinesterase การตอบสนองของ
2-PAM จะปรากฏภายใน 10-40 นาที อาการกล้ามเนื้อกระตุกและอ่อนแรงจะหายไป อาการของ parasympathetic จะดีขึ้น
2-PAM ไม่สามารถจะช่วย reactivate enzyme จากการจับของ carbamates ดังนั้นในภาวะ carbamates เป็นพิษไม่ต้องให้ 2-PAM บางครั้งผู้ป่วยได้รับพิษผสมระหว่าง
organophosphates และ carbamates ก็อาจจะพิจารณาให้ 2-PAM ได้ หรือหากผู้ป่วยมีภาวะพิษจาก cholinesterase inhibitor แต่ไม่แน่ใจว่ามี organophosphate ด้วยหรือไม่
ผู้ป่วยรายนั้นควรได้รับการรักษาด้วย 2-PAM ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยที่เกิดภาวะพิษจาก organophosphate แต่ไม่ได้รับการรักษาด้วย 2-PAM มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะ
intermediate syndrome
การให้ 2-PAM ควรจะพิจารณาให้ในช่วงแรกของภาวะเป็นพิษโดยเฉพาะ 48 ชั่วโมงแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะถ้าหลังจากนั้นอาจจะเกิด aging phenomenon
กล่าวคือ organophosphates เมื่อจับกับ cholinesterase enzyme จะเป็น complex ซึ่ง 2-PAM สามารถที่จะออกฤทธิ์ดึงเอา cholinesterase กลับออกมาได้ แต่ถ้าทิ้งไว้นาน
complex นี้จะค่อยๆ ละลายน้ำทำให้สูญเสีย phosphate group ไป 1 ตัว เรียกว่า aging ในภาวะนี้ทำให้ 2-PAM จะไม่สามารถดึงเอา cholinesterase ออกมาได้ เพราะขาดแขน
ของ phosphate ที่จะเข้าไปเกี่ยว ดังนั้นถ้าให้ 2-PAM ช้าในช่วงที่เกิด aging แล้ว 2-PAM จะ ไม่ได้ผล organophosphates แต่ละตัวจะมีระยะเวลา aging ไม่เหมือนกัน
2-PAM เองเป็นสารต้านพิษที่อาจมีอันตราย ถ้าใช้อย่างไม่เหมาะสม เพราะ 2-PAM มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ cholinesterase อ่อนๆ ทำให้มีภาวะเป็นพิษได้ นอกจากนี้
ถ้าให้ 2-PAM เร็วเกินไปหรือมากเกินไปอาจมีฤทธิ์ neuromuscular blockade ทำให้หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้นแบบ asystole ได้
2-PAM นอกจากจะช่วยอาการในระยะเฉียบพลัน (acute phase) ของภาวะเป็นพิษของ organophosphates แล้ว ยังสามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะหายใจล้มเหลว
แบบ intermediate syndrome ได้ ผู้ป่วยที่ได้รับ 2-PAM มักจะไม่ค่อยเกิดอาการแทรกซ้อนนี้
การรักษาภาวะเป็นพิษจาก organophosphates ควรจะให้ทั้ง atropine และ 2-PAM ด้วยกัน โดยจะมีการเสริมฤทธิ์ในการต้านพิษแบบ synergist กัน จากการศึกษาพบว่า
การใช้ยาต้านพิษ atropine หรือ 2-PAM ตัวหนึ่งตัวใดสามารถลด mortality rate ได้ 2 เท่า แต่ถ้าใช้ 2 ตัวพร้อมกัน อาจลดได้ถึง 8 เท่า
ดังนั้นข้อบ่งใช้ของ 2-PAM คือผู้ป่วยที่มีภาวะพิษจาก organophosphate ที่ต้องได้รับ atropine นั่นเอง ส่วนขนาดในการรักษาโดยให้ 2-PAM ครั้งแรก (loading dose) 1
กรัมผสมในสารละลายน้ำเกลือ 0.9% (normal saline) 100 มล. ให้ทางหลอดเลือดดำในเวลา 30 นาที แล้วตามด้วย 2-PAM 200-500 มก. ต่อชั่วโมง และให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 24
ชั่วโมง แล้วค่อยๆ ปรับลดอัตราการบริหารโดยสังเกตอาการทางคลินิกของการเกิดพิษ หากไม่มีอาการใดๆ มากขึ้นอาจค่อยๆ ปรับลดจนหยุดยาได้
ที่มา :