ผมได้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วว่าวันนี้จะออกเดินเที่ยวเล่นตามป่าและลำห้วยไปเรื่อยๆ
เพื่อชมนกชมปลา และชื่นชมความงามของแมกไม้นานาพันธุ์ที่มีอยู่ในป่าเขาตามธรรมชาติแถวๆ
นี้ หลังจากที่ตนเองไม่เคยได้สัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามเหล่านี้มาเสียนานหลายปี
เช้าวันนี้ผมเลยตื่นนอนเช้าเป็นพิเศษ หลังจากที่อาบน้ำอาบท่า และกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผมก็จัดแจงสัมภาระต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วยเป้สะพายหลัง
มีดเดินป่า อาหารแห้ง หมวกแก๊ป น้ำดื่ม สมุดและปากกาสำหรับบันทึกสิ่งที่ได้พบเห็นหรือรู้สึกประทับใจในระหว่างการเดินทาง
หลังจากที่เตรียมข้าวของต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 9 โมงเช้า ผมก็ออกจากบ้านพักเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
โดยการเดินทางในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดินทางที่ไร้จุดหมายปลายทาง ไม่ได้กำหนดแน่นอนว่าจะต้องไปที่ไหนบ้าง
ขึ้นอยู่ที่ว่าเหตุการณ์เบื้องหน้าและสภาพแวดล้อมต่างๆ จะเป็นผู้นำไป จนกว่าจะถึงตอนเย็นๆ
ถึงจะเดินกลับมายังบ้านพักอย่างเดิม
ผมเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อย่างสบายอกสบายใจ ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ซึ่งนานแล้วที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสออกมาสูดอากาศอันบริสุทธิ์เช่นนี้ เพราะมัวแต่ดิ้นรนต่อสู้กับการใช้ชีวิตและการทำงานในเมืองกรุงซึ่งมีแต่ความวุ่นวายสับสนและยุ่งเหยิงเต็มไป
ด้วยปัญหาเสียนมนาน
ภาระหน้าที่ของการเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวัน ทำให้ผมต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานอย่างหนัก
ต้องดูแลพนักงานหลายร้อยคน และควบคุมคุณภาพของหนังสือพิมพ์ออกมาให้ดีและทันเหตุการณ์ที่สุด
จนแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และไม่สามารถที่จะปลีกตัวออกไปที่ใดได้ ทั้งๆ
ที่ภายในใจนั้น ผมอยากจะหยุดพักและออกเดินทางไปเที่ยวตามที่ต่างๆ บ้าง เผื่อจะได้มีไอเดียใหม่ๆ
นำมาปรับปรุงงานที่รับผิดชอบอยู่ให้ดีขึ้น
จวบจนเมื่อเกิดความเครียดขึ้นมาอย่างสุดๆ ผมไม่อยากให้ตนเองต้องเครียดหนักจนเป็นโรคประสาท และเสียชีวิตในขณะที่ยังหนุ่มเช่นนี้ เพราะมัวแต่มุ่งทำงานหนักจนลืมการพักผ่อน ผมคิดว่าขนาดหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรกลยังมีการหยุดพักการทำงานเลย แล้วผมเองล่ะ ผมเป็นมนุษย์น่ะ มีชีวิต มีจิตวิญญาณและต้องการการหยุดพักเช่นกัน การคร่ำเคร่งกับการทำงานจนหนักหน่วงเกินไป จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีมากนัก สุดท้ายผมก็เลยขอลาพักร้อนกับผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยบอกเหตุผลต่างๆ ให้ท่านฟัง ซึ่งท่านก็รับฟังและใจดีอนุญาตให้ลาพักร้อนได้สองสัปดาห์
เมื่อได้โอกาสดีอย่างนี้ผมก็เลยไม่รีรอที่จะออกเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่เชียงใหม่ทันที
และไปเช่าบ้านพักของรีสอร์ทในหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นแห่งเดียวกับที่ผมกำลังเดินจากมาเมื่อสักครู่นี้
ผมเดินมาไกลและนานเท่าใดก็ไม่รู้ได้ มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่ตัวเองกำลังเดินอยู่บนถนนสายเล็กๆ
สายหนึ่ง ที่สองฝั่งทางเต็มไปด้วยต้นไม้ชนิดต่างๆ ละลานตาเต็มไปหมด เห็นแล้วทำให้เกิดความเย็นกายเย็นใจอย่างบอกไม่ถูก
ท้องฟ้าวันนี้ดูสดใสไร้เมฆหมอก พระอาทิตย์ส่องสว่างโชติช่วงอยู่บนฟากฟ้า หมู่วิหคนกกากำลังบินเล่นอย่างร่าเริงเบิกบาน
มองไปข้างหน้าก็เห็นภูเขาลูกใหญ่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ในขณะที่ลำธารข้างทางเดิน
ก็มีน้ำใสไหลเอื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา
"สวัสดีจ๊ะ พ่อหนุ่ม" เสียงของหญิงชราในชุดสีขาวคนหนึ่งที่เดินสวนทางมากล่าวทักทายผม
ในขณะที่ผมกำลังเดินชมบรรยากาศข้างทางอย่างเพลิดเพลินสบายใจ ทำให้ผมสะดุ้งตัวขึ้น
และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
"สวัสดีเช่นกันครับคุณป้า คุณป้ากำลังจะไปไหนเหรอครับ"
ผมกล่าวทักทายและถามคุณป้า เพราะเห็นคุณป้าคนนั้นกำลังถือเครื่องสังฆทาน
ดอกไม้ธูปเทียน และปินโตสำหรับใส่อาหารอยู่ในมือ
"อ๋อ! ป้าจะไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดนะพ่อหนุ่ม เพราะวันนี้เป็นวันพระจ๊ะ ไปทำบุญที่วัดด้วยกันไหม พ่อหนุ่ม " คุณป้าคนนั้นตอบและเชิญชวนผม
"ขอบคุณครับ ที่คุณป้าชวนผม
แต่ผมเห็นจะต้องขอตัวละครับ ผมไปไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้ใจผมยังไม่พร้อมที่จะเข้าวัด
แต่อยากจะเดินทางแสวงหาความสงบเพียงคนเดียวตามป่าเขามากกว่า" ผมตอบปฏิเสธในความหวังดีของคุณป้าไป
" ก็ไม่เป็นไรหรอกน่ะ พ่อหนุ่ม ขอให้โชคดีในการเดินทางก็แล้วกัน
ป้าไปก่อนละ เดี๋ยวจะไม่ทันถวายภัตตาหารเพลพระ"
"ครับผม ขอให้คุณป้าโชคดีเช่นกันนะครับ"
ผมพูดในขณะที่คุณป้ากำลังเดินจากไป
นานแล้วที่ผมไม่มีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดอีกเลย เพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าที่ควร อย่างมากก็แค่ร่วมทำบุญด้วยการเอาเงินใส่ซองผ้าป่าฝากเพื่อนไปทำบุญเท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่ในใจนั้นเคยตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าหากมีโอกาสก็จะไปนั่งสนทนาธรรมกับพระ เผื่อจะได้นำเอาหลักธรรมต่างๆ กลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปสักที
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ไปวัดเลย แต่ก็ใช่ว่าผมจะเป็นคนห่างวัดแต่งอย่างใดไม่
เพราะในห้องนอนและห้องทำงานของผมนั้น มีหนังสือธรรมะอยู่เป็นร้อยๆ เล่ม ซึ่งผมหยิบมาอ่านเป็นประจำเวลาที่ตนเองมีเวลาว่าง
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง เจ้าคุณพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต)
ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านปัญญานันทะ พระพยอม กัลยาโณ และ ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังสือธรรมะภาคภาษาอังกฤษอีกหลายเล่มด้วยกัน ที่ผมเก็บสะสมไว้เพื่ออ่านและศึกษา
จนผมรู้สึกว่า แท้ที่จริงนั้นธรรมะไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย ไม่ได้อยู่ที่คัมภีร์หรืออยู่ที่วัดวาอารามแต่อย่างใด
หากแต่อยู่ที่ตัวของเรานี่เอง
ตลอดเส้นทางที่ผมกำลังเดินผ่านไป มีคนเป็นจำนวนมากที่อยู่ในชุดสีขาวและเดินมุ่งหน้าเพื่อไปทำบุญที่วัด
ผมเห็นแล้วก็รู้สึกมีความเย็นกายเย็นใจและพลอยอนุโมทนาบุญไปด้วย
เวลาเที่ยงตรง ผมเดินไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศสวยงามคล้ายดั่งสรวงสวรรค์ ในบริเวณนั้นเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นแห่งๆ กวางฝูงหนึ่งกำลังแทะเล็มหญ้าอยู่ นกยูงกำลังรำแพน นกหัวขวานกำลังเจาะต้นไม้หาเหยื่อ และนกนางแอ่นกำลังบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างมีความสุข ใกล้ๆ บริเวณนั้น มีทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาปนั้น เป็นภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันงดงาม น้ำในทะเลสาปแห่งนั้นมีความใสจนมองเห็นฝูงปลาแวกว่ายไปมาอย่างชัดเจนจนเหมือนกับว่าพวกมันกำลัง
พากันว่ายอยู่ในตู้ปลาที่ทำด้วยกระจกใสตามห้างทั่วไป ปลาน้อยใหญ่ที่อยู่ในทะเลสาปแห่งนั้น
ต่างพากันแหวกว่ายไปมาอย่างมีความสุข ในขณะที่บนผิวน้ำ หงส์ขาวฝูงใหญ่ก็กำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
ผมเกิดความรู้สึกอัศจรรย์ใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คิดไม่ออกว่าที่นี่คือที่ไหนกันแน่ รู้สึกมีความสุขและอบอุ่นใจเหลือเกินที่ตนเองมีโอกาสได้มาสัมผัสกับบรรยากาศอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝันเอาไว้มานานแล้ว
ผมเดินเลาะริมฝั่งทะเลสาปไปเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุดของบริเวณนั้น
ซึ่งมีม้านั่งยาวสีขาวตัวหนึ่งตั้งอยู่ด้วย ผมเลยเดินเข้าไปนั่งพักบนม้านั่งตัวนั้น
พร้อมกับหยิบเอาสมุดบันทึกกับปากกาออกมาเขียนความประทับใจต่างๆ ลงไป และลงมือถ่ายรูปทิวทัศน์อันงดงามทั้งหมดเก็บเอาไว้
เมื่อถ่ายรูปเสร็จแล้ว ผมก็กลับมานั่งพักผ่อนที่ม้านั่งตัวเดิม เพื่อที่จะได้เก็บความประทับใจทั้งหลายเหล่านั้นเอาไว้ในความทรงจำอย่างเต็มที่
ในขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับการชมทิวทัศน์อยู่นั้น ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนพูดและหยอกล้อกันเล่นอย่างสนุกสนานอยู่ริมทะเลสาปทางขวามือที่ผมนั่งอยู่
เมื่อผมหันไปมองที่มาของเสียง ผมก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังจูงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
สองคนที่อยู่ในชุดสีขาวเช่นกัน ทั้งสามคนกำลังเดินมาตรงจุดที่ผมนั่งอยู่
ผมรู้สึกคุ้นๆ ว่าหญิงสาวที่แสนสวยคนนี้ผมเคยเห็นเธอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า เพราะคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกินว่าอาจจะเป็นคนที่ผมรู้จักมาก่อน
หัวใจของผมเริ่มที่จะตื่นเต้นขึ้นมาอย่างผิดปกติ และรู้สึกใจคอสั่นไปหมด เพราะว่าเมื่อมองไปที่ด้านหลังของหญิงสาวและเด็กน้อยทั้งสองคนนั้น ที่เบื้องหลังของเธอกลับมีอะไรอย่างหนึ่งสีขาวๆ และนุ่มๆ คล้ายดั่งขนนกค่อยๆ โผล่ออกมา
ผมเลยเอามือขยี้ตาตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปที่มองเห็นอย่างนั้น
ซึ่งไม่ว่าจะขยี้ตาสักกี่ครั้งกี่หน ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ยังเหมือนเดิม
คือทุกคนมีปีกสีขาวอยู่ด้านหลัง และเมื่อพวกเธอเดินเข้ามาใกล้ผมประมาณสิบเมตร
ผมก็ตื่นเต้นอย่างสุดขีดและรีบลุกขึ้นจากม้านั่งตัวนั้นอย่างลืมตัว
"ศะ ศะ ศริญญา! นี่คุณมาที่นี่ได้อย่างไรเนี่ย ผมรู้สึกงงไปหมดแล้ว ประ ประ โปรดบอกผมด้วยว่าคนที่ผมเห็นอยู่นี้คือคุณ ศริญญา!" ผมกล่าวกับเธอด้วยอาการสั่นและลังเลสงสัย ในขณะที่เธอกลับมีท่าทีเฉยๆ และยิ้มอย่างงดงามอยู่ตลอดเวลา
"สวัสดีค่ะ พี่เอก
นี่บีเองนะค่ะ คนที่พี่เอกเห็นคือบีจริงๆ พี่เอกไม่ได้ตาฝาดไปหรอกค่ะ วันนี้บีมารอรับพี่เอกนะค่ะ
เพราะบีรู้ว่าพี่เอกจะมาที่นี่ บีก็เลยพาหลานๆ มาคอยต้อนรับและเดินเล่นด้วยกัน
พี่เอกไม่สบายหรือเปล่าค่ะ ทำไมถึงหน้าซีดและสั่นเหมือนเจ้าเข้าอย่างนั้นละค่ะ"
เธอพูดพร้อมกับที่มองผมด้วยความห่วงใย โดยมีเด็กหญิงสองคนยืนถือแขนเธอคนละข้าง
" ผม ผม ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ
เพียงแต่รู้สึกตื่นเต้นมากไปหน่อยเท่านั้นเอง ตื่นเต้นจนแทบจะหัวใจวายเอาเลยทีเดียว
เพราะไม่นึกว่าจะได้เจอคุณที่นี่และในสภาพเช่นนี้
คุณสบายดีหรือเปล่าศริญญา
นานหลายปีแล้วซิน่ะ ที่เราไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย เชิญนั่งก่อนซิครับ"
ผมพูดทักทายเธอและเชิญเธอให้นั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน
"บีสบายดีค่ะพี่เอก
ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงหรอกค่ะ นี่หลานของบีเองค่ะ คนนี้ชื่อหนูนิด และคนนั้นชื่อหนูหน่อย
อ้าว! หนูนิดหนูหน่อยมาทำความรู้จักกับพี่เอกหน่อยลูก" เธอพูดและบอกให้เด็กทั้งสองคนเดินมาที่ผม
"ชาหวัดดีเจ้าค่ะ พี่เอก หนูชื่อหนูนิดค่ะ"
หนูนิดยกมือไหว้ผมและเข้ามากอดแขนข้างขวาของผมไว้ ในขณะที่มือซ้ายของผมนั้นก็กอดเด็กหญิงอีกคนหนึ่งเอาไว้ในอ้อมแขน
"แล้วคนนี้ล่ะ ใช่หนูหน่อยหรือเปล่าครับ" ผมถาม
"ใช่ค่ะ หนูชื่อหนูหน่อยค่ะ ดีใจจังเลยที่ได้เจอตัวจริงของพี่เอก
หลังจากที่ได้ยินพี่บีเล่าเรื่องของพี่เอกให้ฟังตั้งหลายครั้ง จนหนูคิดอยากจะเห็นพี่เอกมากๆ
เลย" หนูหน่อยกล่าวด้วยเสียงเจี้อยแจ้ว โดยมีผมนั่งฟังอย่างตั้งใจและเอามือลูบปีกของเด็กทั้งสองคนเล่น
ผมหันไปทางศริญญา และเห็นเธอกำลังยิ้มอยู่ เลยถามเธอไปว่า "ศริญญา!ช่วยบอกผมด้วยเถอะว่าทำไมคุณถึงมีปีก
รวมทั้งหนูนิดและหนูหน่อยด้วย ที่นี่คือที่ไหนกันแน่ครับ?"
"บีเป็นนางฟ้าค่ะพี่เอก หนูนิดกับหนูหน่อยก็เป็นนางฟ้าเช่นเดียวกัน
และที่นี่ก็คือสรวงสวรรค์ค่ะ" เธอตอบแบบยิ้มๆ
"แล้วโลกสวรรค์กับโลกมนุษย์นี่อยู่ห่างไกลกันมากหรือเปล่าศริญญา
ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และผมจะกลับบ้านได้ยังไง? ผมรู้สึกสับสนเหลือเกิน"
ผมถามเธอ ด้วยความรู้สึกงงไปหมด
" โลกมนุษย์กับสวรรค์ก็ไม่ได้อยู่ห่างกันหรอกค่ะ
ห่างกันแค่ในความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นเอง เพราะสวรรค์ก็อยู่ในโลกมนุษย์นี่เอง
แต่ซ้อนอยู่ในอีกมิติหนึ่งของความนึกคิดของมนุษย์ สวรรค์อยู่ในความคิดของมนุษย์นะค่ะ
ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย ในขณะที่นรกก็อยู่ในใจของมนุษย์อีกเช่นกัน หากแต่เป็นความรู้สึกนึกคิดในฝ่ายชั่ว
ซึ่งจะมีสภาพที่ตรงกันข้ามกับสวรรค์โดยสิ้นเชิง สวรรค์จะมีลักษณะเงียบสงบ ร่มรื่น
เย็น และเบิกบาน เหมือนที่พี่เอกกำลังเห็นอยู่ในขณะนี้แหละค่ะ ส่วนนรกนั้นก็จะตรงกันข้าม
คือมีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา
..พี่เอกมาที่นี่ได้ ก็เพราะว่าพี่เอกก็เป็นเทวดาเช่นกันค่ะ
พี่เอกเป็นเทพบุตร ไม่เชื่อพี่เอกก็ ลองหันไปดูด้านหลังของพี่เอกซิค่ะ แล้วพี่เอกก็จะเห็นว่าพี่เอกก็มีปีกเช่นกัน"
เธอพูดด้วยอาการยิ้มแย้มสดใส พอเธอพูดจบ ผมก็รีบหันมองด้านหลังของตัวเองทันที
ทันใดนั้นผมก็ตื่นเต้นอย่างสุดขีด เมื่อมองเห็นด้านหลังของตัวเองมีปีกจริงๆ
ทั้งสองข้าง
"โอ! พระเจ้า นิผมมีปีกจริงๆ หรือนี่ ผมเป็นเทพบุตรจริงๆ
หรือเนี่ย เป็นไปได้ยังไงกัน ก็ผมยังไม่ตายเลยนิหน่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน"
ผมอุทานขึ้นมาด้วยความมหัศจรรย์ใจ และถามด้วยความสงสัยอย่างสุดกำลัง
"พี่เอกเป็นเทพบุตรจริงๆ ค่ะ เพราะพี่เอกเป็นคนดีและได้ทำความดีมามากมาย
ในหลายๆ รูปแบบ เพียงแต่พี่เอกไม่รู้ตัวเท่านั้นเองค่ะ แต่สำหรับสวรรค์แล้ว ทุกคนต่างก็รับรู้ในคุณงามความดีที่พี่เอกได้สร้างสมไว้ทั้งหมด
อีกอย่าง การที่คนเราจะได้พบหรืออยู่ในโลกสวรรค์นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องตายลงก่อนหรอกนะค่ะ
หากแต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ทุกคนต่างก็สามารถที่จะพบเห็นสรวงสวรรค์ได้เช่นกัน
ก็อย่างที่บอกนั่นแหละค่ะว่าสวรรค์อยู่ที่ใจค่ะ" เธอกล่าวอธิบาย
"ผมแปลกใจเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ"
"ไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็เป็นไปแล้วจริงๆ
นะค่ะ และพี่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกนะค่ะ รับรองว่าที่นี่จะเป็นดินแดนแห่งความฝันตามที่พี่เคยใฝ่ฝันเอาไว้และพี่เอกจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขตลอดเวลาค่ะ"
เธอพูดปลอบใจผม
"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบที่นี่มีเทพบุตรและนางฟ้าอยู่เยอะหรือเปล่าครับ
แล้วพวกเขาไปไหนกันหมดครับ เพราะผมเห็นมีแค่คุณกับหนูนิดและหนูหน่อยเท่านั้นเอง"
ผมถาม
"ที่นี่เป็นอาณาจักรส่วนตัวของบีค่ะ ไม่มีใครเข้ามายุ่งหรอกค่ะ
ถ้าหากว่าบีไม่เชิญเขาเข้ามา เพราะเราต่างก็มีอาณาจักรเป็นของตัวเอง ในสวรรค์ก็มีเทพบุตรเทพธิดาน้อยมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับในโลกมนุษย์หรือในโลกนรก และในจำนวนเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายที่มีอยู่นั้น
เทพบุตรมีอยู่น้อยมากค่ะ ในขณะที่เทพธิดาหรือนางฟ้านั้นกลับมีมากกว่าหลายเท่าเลยทีเดียว
เชื่อไหมค่ะว่าเทพบุตรบางองค์นั้นมีนางฟ้าเป็นบริวารคอยรับใช้ถึงพันองค์เลยทีเดียว
ตรงตามที่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ของทางพระพุทธศาสนาเลยค่ะ" เธอกล่าว
"ครับ ! เรื่องนี้ผมเองก็เคยอ่านเจอเหมือนกัน ว่าแต่ว่าเทวดาทำไมถึงมีจำนวนน้อยละครับ?"
"เพราะว่าคนในปัจจุบันพากันทำความดีน้อยลง คนที่จะได้มาอยู่ในสวรรค์ก็เลยน้อยลงเช่นเดียวกัน"
เธอพูด
"เหตุใดคนจึงทำดีน้อยลง? เหตุใดคนจึงขึ้นสวรรค์น้อยลง?"
ผมถามด้วยความสงสัย
"คนทำความดีน้อยลง เพราะคนมัวแต่ไปเอาใจใส่ต่อความเจริญทางด้านวัตถุ
ไปยึดเอาวัตถุหรือเทคโนโลยีเป็นที่พึ่งทางใจมากเกินไป จนลืมที่จะเอาใจใส่ต่อจิตใจของตัวเอง
เลยทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมากมาย แทนที่จะพากันทำความดีทางกาย วาจา ใจ ก็กลับพากันทำความชั่วแทน
ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้มีคนขึ้นมาอยู่ในโลกสวรรค์น้อยลง และอีกอย่าง ดูเหมือนว่าผู้หญิงจะพากันทำความดีมากกว่าผู้ชายด้วยนะค่ะ
สังเกตได้เวลาไปทำบุญที่วัด ในจำนวนร้อยคนนั้น จะมีผู้หญิงอยู่ถึงแปดสิบคน แต่มีผู้ชายเพียงแค่ยี่สิบคนเท่านั้นเอง
ในโลกสวรรค์ก็เลยมีเทพธิดามากกว่าเทพบุตรอย่างที่บีได้เล่าให้พี่เอกฟังไปแล้วเมื่อสักครู่"
ผมคุยกับศริญญาเพลินจนไม่รู้ว่าหนูนิดกับหนูหน่อยออกจากอ้อมกอดของผมไปวิ่งเล่นกันที่ใต้ต้นไม้เมื่อใด
มารู้อีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงของเด็กทั้งสองคนหัวเราะกันเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข
พอมองไปที่เด็กทั้งสองคน ก็เห็นหนูนิดับหนูหน่อยกำลังเล่นอยู่กับกระรอกป่า ซึ่งมันเชื่องจนหนูนิดกับหนูหน่อยจับมาวางไว้บ่นไหล่และให้เดินไต่แขนไปมาได้ทั้งสองข้าง
ผมกับศริญญามองหน้ากันและยิ้มให้กัน แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างก็นั่งเงียบๆ
ผมคิดว่าจะนั่งสงบใจสักครู่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับตนเอง ก่อนที่จะพูดคุยเรื่องอื่นกับเธอต่อไป
ส่วนศริญญาก็นั่งมองน้ำในทะเลสาปอย่างสงบ ผมมองไปที่ใบหน้าของเธออย่างพินิจพิจารณา
จากนั้นก็นั่งมองทะเลสาปอย่างเงียบๆ ตามไปอีกคนหนึ่ง
ผมนั่งคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงวันแรกที่ผมได้พบกับศริญญาเมื่อสิบสองปีที่แล้ว
ซึ่งเป็นช่วงที่ผมกำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในขณะที่ศริญญากำลังเรียนอยู่แค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่เท่านั้นเอง
ผมคิดถึงความทรงจำเก่าๆ ที่มีอยู่เกี่ยวกับเธอ คิดถึงการความดิ้นรนต่อสู้และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเธอ
คิดถึงความงดงามในหัวใจของเธอเมื่อครั้งที่เธอไปเฝ้าดูแลตอนที่ผมป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน
รวมทั้งความทรงจำเก่าๆ อีกมากมายเกี่ยวกับเธอ ที่ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของผมตราบนิรันดร์
วันนี้ผมรู้สึกดีใจเหลือเกิน ที่อยู่ๆ ก็มีโอกาสได้มาพบเธอในอีกมิติหนึ่งอย่างไม่คาดฝันมาก่อน
ซึ่งทำให้ผมเกิดอาการหัวใจพองโต และตื่นเต้นอย่างสุดๆ จนแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
ผมไม่รู้ว่ากาลเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดแล้ว เพราะมัวแต่มีความสุขกับการที่ได้นั่งใกล้ชิดอยู่กับคนที่ตนเองรักและซื่อสัตย์ต่อเธอเสมอมา
ไม่ว่ากาลเวลาหรือโมงยามมันจะผ่านไปนานสักกี่ปีกี่ชาติแล้วก็ตาม
ผมมารู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงปลาตัวใหญ่กระโดดขึ้นมาบนอากาศและหล่นลงสู่ผิวน้ำเสียงดังตูม
ซึ่งมันดังพอที่จะปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ได้ เมื่อผมหันไปทางซ้ายมือ ก็เห็นศริญญากำลังอมยิ้มอยู่
จนทำให้ผมเกิดอาการเขินนิดๆ
"คิดอะไรอยู่เหรอค่ะ?" เธอถาม
"ก็คิดเรื่อยเปื่อยนะครับ โดยเฉพาะความทรงจำอันเป็นนิรันดร์ในอดีตเกี่ยวกับเราสองคน
ซึ่งไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหน ก็ยังจำได้เสมอ และจะมีความอบอุ่นใจทุกครั้งเมื่อผมได้คิดถึงคุณ
.ศริญญา
ที่ผ่านมาผมคิดถึงคุณมากเลยน่ะ ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกิน แต่ผมก็ไม่รู้จะบอกคุณอย่างไรดี
เพราะอยู่ๆ คุณก็หายไป โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าคุณอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง
ทิ้งให้ผมต้องโดดเดี่ยวอยู่ในโลกกว้างที่แสนจะอ้างว้างและเงียบเหงา" ผมพูดบอกความรู้สึกภายในใจของตนเองออกมาให้เธอฟัง
หลังจากที่เก็บไว้ในใจมานานหลายปี
"บีขอโทษพี่เอกมากๆ ด้วยนะค่ะ ที่บีปล่อยให้พี่เอกต้องอยู่อย่างเงียบเหงามาตลอด"
เธอพูดและขยับเข้ามาจับมือผมกุมเอาไว้
"ที่จริงๆ บีก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะค่ะ หากแต่บีก็อยู่ใกล้ๆ
พี่เอกนิแหละ บีอยู่ใกล้พี่เอกตลอดเวลาค่ะ บีจะไปและดำรงอยู่ในทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลาที่พี่เอกคิดถึงบี
เมื่อใดที่พี่เอกคิดถึงบี บีก็จะอยู่ที่นั่นกับพี่เอกเสมอ บีจะอยู่เคียงข้างพี่เอกเสมอค่ะ
ตราบเท่าที่เรายังมีความรู้สึกผูกพัน ห่วงใยและระลึกถึงกันอยู่เสมอ "
เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ผมนั่งฟังด้วยความรู้สึกที่ยินดีอย่างบอกไม่ถูก
"ศริญญา! " ผมเรียกและจ้องไปที่ดวงตาของเธอ
"ขา!" เธอตอบและมองสบตาผม
"ผมรักคุณน่ะ ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่ผมได้พบกับคุณเมื่อเกือบสิบปีก่อน
แต่ผมก็ไม่เคยบอกให้คุณทราบเลย เก็บมันไว้ในใจตลอดเวลา จนกระทั่งคุณหายเงียบไปโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าคุณไปไหน
ผมจึงได้เข้าใจว่าคุณมีคุณค่าและมีความสำคัญมากมายเพียงใดต่อชีวิตของผม ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น
ผมก็จ่อมจมอยู่กับความเหงาตลอดมา แม้จะรู้ว่าคุณกับผมช่างอยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน
แต่ผมก็ยังรัก คิดถึง และซื่อสัตย์ต่อคุณอยู่ตลอดเวลาเลยน่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อคุณ ในชีวิตของผมจะมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น เชื่อไหมว่าที่ผ่านมานั้น
แม้จะมีหญิงอื่นมากมายมาชอบหรือสนใจผม แต่ผมก็ไม่เคยสนใจใครเลย เพราะผมสัญญาเอาไว้แล้วว่า
ชาตินี้ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อรักคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
.ศริญญา! แล้วคุณล่ะครับ
คุณรักผมหรือเปล่า?" ผมถามเธอตามที่หัวใจสั่งมา
"รักซิค่ะ! บีก็รักพี่เอกเช่นกันค่ะ และก็เพราะบีรู้ว่าพี่เอกรัก
คิดถึง และซื่อสัตย์ต่อบีตลอดเวลานี่แหละ บีก็เลยรัก คิดถึง ห่วงใย และซื่อสัตย์ต่อพี่เอกเช่นเดียวกัน
ไม่งั้นบีก็คงจะไม่อนุญาตให้พี่เอกเข้ามาในอาณาจักรของบีหรอกนะค่ะ แต่ที่บีอนุญาตและรอคอยพี่เอกนั้น
ก็เพราะบีเองก็เชื่อว่าบีเกิดมาเพื่อรักพี่เอกเช่นเดียวกันค่ะ แต่ก่อนบีก็ไม่เคยทราบมาก่อน
แต่พึ่งมารู้ก็ตอนที่บีได้มาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังคนเดียว เลยทำให้คิดถึงพี่เอก
ซึ่งเป็นคนเดียวที่รัก คิดถึงและห่วงใยบีมากที่สุด เมื่อบีค้นพบความรู้สึกอันแท้จริงของตัวเองเช่นนี้
บีก็เลยสัญญาว่าจะรอคอยพี่เอกอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม โดยไม่เคยคิดที่จะไปเป็นบริวารรับใช้เทพบุตรองค์อื่นเลย"
เธอกล่าวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา ในขณะที่ผมเองก็อดที่จะน้ำตาไหลตามไปด้วยไม่ได้
ผมเลยเอามือเช็ดน้ำตาให้เธอ และโอบกอดเธอไว้แน่น ส่วนเธอก็กอดผมไว้แน่นเช่นกัน
ผมเอามือขวาลูบผมเธอเบาๆ ขณะที่เธอนั้นร้องไห้ด้วยความปลื้มปีติอยู่ตลอดเวลา
"เอ! นางฟ้าก็ร้องไห้เป็นเหมือนกันหรือเนี่ย?"
ผมแกล้งถามเธอแล้วก็หัวเราะเบาๆ จนทำให้เธอหัวเราะทั้งน้ำตาตามไปด้วย
"แหม! พี่เอกนิยังตลกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยนะค่ะ
จะบอกอะไรให้ นางฟ้าก็ร้องไห้เป็นเหมือนกันแหละค่ะ เพราะนางฟ้าก็เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไปนั่นแหละ
ที่ยังตัดกิเลสตัณหาไม่ได้ เวลาดีใจหรือเสียใจมากๆ ก็เลยน้ำตาไหลออกมาเหมือนกัน
แหม! พี่เอกนิว่าแต่บีน่ะ แล้วตัวเองล่ะ ตาแดงก่ำเหมือนกันนิ อย่าบอกน่ะว่าไม่ได้ร้องไห้เหมือนบี
จ้างก็ไม่เชื่อหรอก! " พูดจบเธอก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ทำให้ผมต้องพลอยหัวเราะตามไปด้วย
"ศริญญา!"
"ขา!" เธอขานตอบเบาๆ
"คุณอยู่ที่นี่คนเดียว เหงาหรือเปล่าครับ?"
ผมถามเธอ
"ไม่เหงาเลยค่ะ ในดวงใจมีแต่ความรู้สึกอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา
เพราะในใจของบีมีพี่เอกอยู่ตลอดเวลาค่ะ บีจะเป็นไปตามที่พี่เอกเป็นทุกอย่างค่ะ
ถ้าพี่เอกเหงา พี่ก็เหงาด้วย ถ้าพี่เอกมีความทุกข์ บีก็จะมีความทุกข์ไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน
ถ้าพี่เอกหัวเราะ บีก็จะหัวเราะตามไปด้วย ถ้าพี่เอกมีความสุข บีก็จะพลอยมีความสุขและเบิกบานไปด้วยเช่นเดียวกันค่ะ
เพราะบีดำรงอยู่ในความทรงจำของพี่เอกเสมอค่ะ"
ในขณะที่ผมกำลังนั่งกอดศริญญาไว้ในอ้อมอกอันอบอุ่นบนม้านั่งอยู่นั้น ดูเหมือนกับว่าโลกและกาลเวลากำลังหยุดอยู่กับที่
ผมไม่รู้ว่าเวลามันไปไปสักกี่โมงยามแล้ว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่หนูนิดกับหนูหน่อยเดินกลับมาหาเราทั้งสองคน
"พี่บี พี่เอกขา! ค่ำแล้วค่ะ เรากลับวิมานกันเถอะ
หนูนิดกับหนูหน่อยอยากกลับวิมานแล้ว เดี๋ยวคุณแม่นางฟ้ากับคุณพ่อเทพบุตรของหนูนิดกับหนูหน่อยจะรอนาน"
เสียงของหนูนิดพูดชวนกลับวิมาน
"งั้นเรากลับกันเถอะจ๊ะ! ว่าไงค่ะพี่เอก เดี๋ยวเราไปด้วยกันนะค่ะ"
เธอพูดและยิ้มมาที่ผม
"เออ! เออ! ผม ผมไม่รู้จะไปไหนดี เพราะผมไม่รู้ว่าวิมานของผมอยู่ที่ไหน
ผมว่าผมอยากกลับโลกมนุษย์แล้วละครับ เพราะผมมีบ้านอยู่ที่โลกมนุษย์ แต่ผมไม่มีวิมานอยู่ที่นี่เลย"ผมกล่าวแบบคนที่ไม่มีที่ไป
"พี่เอกกลับโลกมนุษย์ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพี่เอกเป็นเทพบุตร
ต้องรอให้อายุของการเป็นเทพบุตรหรือเทวดาหมดลงก่อนถึงจะกลับไปได้ เรื่องวิมานนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะค่ะ
เพราะว่าท่านท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลายได้เตรียมเอาไว้ให้พี่เอกแล้ว
หรือถ้าหากไม่มีวิมานจริงๆ ก็มาอยู่กับบีก็ได้ค่ะ ตกลงนะค่ะพี่เอก"
"ครับ!" ผมตอบรับเธออย่างไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรดี
พอผมพูดจบ ศริญญาก็เอาแขนขวาของเธอจับแขนซ้ายของผม ส่วนมือซ้ายของเธอนั้นจับมือขวาของหนูนิด
ขณะที่มือขวาของผมจับมือซ้ายของหนูหน่อยเอาไว้แน่นด้วยความระทึกใจ เพราะยังไม่รู้ว่ากำลังจะไปที่ไหน
หลังจากที่เราสี่คนจูงมือกันเดินได้สักครู่ ผมก็เกิดความรู้สึกว่าตัวผมเริ่มจะเบาและค่อยๆ ลอยขึ้น ศริญญามองสบตาผมและยิ้ม แล้วก็บอกให้ผมมองไปที่ปีกตัวเองและเบื้องล่าง พอผมดูปีกตัวเอง ก็ปรากฏว่าปีกสีขาวของผมกำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้าอย่างอัตโนมัติ และกำลังลอยอยู่เหนือทะเลสาป มองไปข้างหน้าเห็นเมฆหมอกสีขาวเต็มไปหมด ขณะที่บนท้องฟ้านั้น เทวดาในชุดสีขาวหลายร้อยองค์กำลังพากันเหาะและโบยบินเดินทางไปสู่จุดหมายปลางทางของตนเอง โดยมีหลายองค์โบกไม้โบกมือและส่งยิ้มมาให้พวกเราตลอดเส้นทางที่เราเดินทางผ่านไป
******************************************************************
" ติงติ่งติ้ง! โปรดทราบ ท่านผู้โดยสารที่จะเดินทางไปกรุงไทเป
ประเทศไต้หวัน และเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กับสายการบินอีวีเอ แอร์เวย์
ขณะนี้เครื่องบินพร้อมแล้วที่จะนำผู้โดยสารทุกท่านเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง
ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินเข้าแถวไปรับบัตรที่นั่งและขึ้นเครื่องที่ประตูหมายเลขสามสิบห้าด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ"
เสียงประชาสัมพันธ์ที่ดังก้องในห้องพักผู้โดยสารขาออกของสนามบินดอนเมือง ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการนั่งหลับใหลอยู่บนเก้าอี้
พร้อมๆ กับพึมพำออกมาว่า "โอ! ให้ตายเถอะโรบิ้น นี่เราฝันไปเองหรือนี่?"
ผมจำไม่ได้เลยว่าตนเองนั่งม่อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าในขณะที่นั่งหลับอยู่นั้น
ตนเองได้หลับฝันอย่างมีความสุข เนื่องจากได้ฝันเห็นนางฟ้า นางฟ้าในฝันที่ตนเองเฝ้าภาวนาอธิษฐานถึงอยู่ตลอดเวลา
ผมรู้สึกมึนหัวไปหมด เนื่องจากการหลับไม่เต็มอิ่ม จนต้องนั่งหลับตานิ่งอยู่เฉยๆ
ตั้งหลายนาที พอรู้สึกว่าอาการดีขึ้นก็ลืมตามองไปรอบๆ ห้อง เห็นผู้โดยสารจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินเข้าแถวไปรับบัตรที่นั่งและเดินออกไปขึ้นเครื่องบิน
โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคอยอำนวยความสะดวกให้ พอเห็นว่าผู้โดยสารทยอยเดินออกไปขึ้นเครื่องบินเกือบหมดแล้ว
ผมจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ และถือกระเป๋าเดินโซซัดโซเซไปขึ้นเครื่องบินเป็นคนสุดท้ายในขณะที่สมองยังรู้สึกมึนอยู่
ประมาณ 20 นาทีต่อมา เครื่องบินโบอิ้ง 747 ก็บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อนำผู้โดยสารเดินทางมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไทเปและซานฟรานซิสโก
สหรัฐอเมริกา
บนเครื่องบินลำนั้น ผมนั่งมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก มองเห็นเมฆหมอกสีขาวเต็มไปหมด
บางครั้งเมฆหมอกเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นสีเทาๆ ผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่เป็นเวลานาน
โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับนางฟ้าในความฝัน
นานหลายปีแล้วที่ผมไม่ได้พบกับศริญญา หลังจากที่ได้พบกับเธอครั้งล่าสุดเมื่อ
5-6 ปีที่แล้ว ข่าวคราวของเธอล่าสุดที่ผมได้ทราบมานั้น ผมทราบว่า เธอได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท
ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นไม่นาน เธอได้เรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์มาจากออสเตรเลีย
มันแปลกดี ที่ช่วงหลังๆ มานี้ ผมหลับฝันถึงเธอบ่อยเหลือเกิน เธอผู้ซึ่งเป็นนางฟ้าและตัวแทนแห่งความดีงามของผมตลอดมา
และในทุกๆ ครั้งที่ผมฝันถึงเธอ ผมรู้สึกมีความสุข อบอุ่นในใจและมีกำลังใจขึ้นมาตลอดเวลา
แม้ว่าผมจะรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นแค่เพียงความฝันตราบนิรันดร์ก็ตาม
ขณะที่ผมกำลังนั่งเหม่อลอยและคิดเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินนำน้ำผลไม้มาให้ ผมรับน้ำผลไม้จากเธอแล้วก็ค่อยๆ ดื่ม หลังจากที่ดื่มหมดแล้ว ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะง่วงนอน จึงเอาผ้าห่มมาคลุมตัวพร้อมๆ กับค่อยๆ หลับตาลงอย่างแผ่วเบา
ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นผมก็นอนหลับสนิท ทิ้งเรื่องราวต่างๆ เอาไว้เบื้องหลัง ปล่อยให้มันเป็นแค่เพียงความฝัน ตราบนิรันดร.
คือความฝัน....นิรันดร.
|