บ้านห้วยจันทน์เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 200 ครอบครัว และตั้งอยู่ในเขตการปกครองของตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งต่อมาทางราชการได้ยกระดับหมู่บ้านห้วยจันทน์แห่งนี้ขึ้นเป็นตำบลห้วยจันทน์มาจวบจนถึงทุกวันนี้

บ้านห้วยจันทน์เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว เป็นหมู่บ้านป่าไม้ ซึ่งมีแนวป่าไม้กว้างใหญ่ไพศาล อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยและสัตว์ป่าที่หายากเป็นจำนวนมาก เพราะตั้งอยู่ในบริเวณแนวเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา

ที่หมู่บ้านนี้ชื่อว่า ห้วยจันทน์ ก็เพราะว่ามีลำห้วยขนาดใหญ่ไหลผ่าน และตามแนวลำห้วยสายนั้น เดิมทีก็มีต้นไม้จันทน์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่เต็มไปหมด มีทั้งไม้จันทน์ธรรมดา จันทน์แดง และจันทน์หอม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นไม้ที่หายากแทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ประชาชนในหมู่บ้านแห่งนี้จึงร่วมกันตั้งชื่อหมู่บ้านของตนว่า บ้านห้วยจันทน์

ที่บ้านห้วยจันทน์แห่งนี้ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจากที่ต่าง ๆ เดินทางมาเที่ยวที่นี่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีน้ำตกที่สวยงามอยู่ถึง 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งทางจังหวัดศรีสะเกษได้รณรงค์และกำหนดให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด

ในสมัยที่ยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปีด้วยกัน แม้ว่าตนเองจะไม่ได้เกิดที่นั่นก็ตาม ทั้งนี้เพราะพ่อแม่ได้อพยพย้ายครอบครัวจากอีกตำบลหนึ่ง เพื่อไปปักหลักและตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ที่นั่น

อาชีพหลักของพ่อและแม่ในตอนนั้น คือ การทำไร่ปลูกปอ ถั่วลิสง และมันสำปะหลัง ซึ่งพ่อและแม่จะขยันออกไปทำงานที่ไร่ตั้งแต่เช้าทุกวัน และในช่วงวันหยุดเรียน พ่อกับแม่ก็จะพาข้าพเจ้าไปไร่ด้วย ถึงแม้จะไม่สามารถที่จะช่วยทำงานอะไรได้มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้อยู่ที่บ้านคนเดียวตามลำพัง

ชีวิตในวัยเยาว์เป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความร่าเริงสนุกสนาน ไม่เครียด และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก มีหน้าที่ทำตามที่พ่อแม่สั่ง สุดแท้แต่ว่าท่านจะให้ทำอะไรบ้าง ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปชวนเพื่อนเด็ก ๆ ด้วยกัน ซึ่งมีไร่อยู่ใกล้กันไปว่ายน้ำหรือกระโดดน้ำเล่นในลำห้วยอย่างสนุกสนาน

นอกเหนือจากช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานในไร่แล้ว ข้าพเจ้าก็ยังมีงานประจำที่จะต้องทำอีกหลายอย่าง เช่น หุงข้าว หาฟืน ผ่าฟืน และตักน้ำมาไว้ใช้ โดยมีพ่อกับแม่เป็นผู้คอยประกอบและปรุงอาหาร บางทีข้าพเจ้าก็เดินไปหาเก็บผักต่าง ๆ มาไว้กินกับน้ำพริก บางครั้งก็พกพาหนังสะติ๊กและนำสุนัขไปหาล่านกหรือกระปอม คือกิ้งก่า มาทำเป็นลาบหรือก้อยกิน ซึ่งถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศรสของพวกเราชาวอีสานขนานแท้เลยทีเดียว

วันไหนก็ตามที่ข้าพเจ้าพร้อมกับ"ไอ้เสือ" สุนัขคู่ใจพากนเดินทางเข้าไปในป่า พ่อจะพูดกับแม่ว่า "วันนี้นายพรานใหญ่ออกล่าสัตว์อีกแล้ว ขอให้เตรียมเครื่องปรุงรอเอาไว้ได้เลย" และเป็นที่ทราบกันดีว่า วันนี้จะต้องมีการฆาตกรรมและต้องมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และชีวิตของสัตว์เป็นจำนวนมากจะต้องถูกข้าพเจ้ากับไอ้เสือช่วยกันสำเร็จโทษ ไม่ว่าจะเป็นแย้ กิ้งก่า นก กระรอก หนู งูป่าและงูสิง ซึ่งใครหลาย ๆ คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องโหดร้ายและทารุณเป็นที่สุด แต่สำหรับเด็ก เล็ก ๆอย่างข้าพเจ้าในขณะนั้น กลับไม่เคยคิดอะไรมากคิดเพียงอย่างเดียวก็คือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ท้องที่กำลังหิวโหยมีโอกาสได้กินอาหารอย่างเต็มอิ่ม

อาจจะเป็นเพราะความที่ข้าพเจ้าเป็นลูกของชาวไร่และมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ตามไร่นา ตามป่าเขาที่เป็นธรรมชาติปราศจากแสงสี จึงทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ถึงวิถีการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่เรียบง่าย ที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก เป็นอยู่ตามมีตามเกิดหากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขสบายใจ
ป่าเขาลำเนาไพรอันกว้างใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ต่อมาได้ช่วยหล่อหลอมและสร้างสรรค์ความคิดที่ดีงามให้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าในวัยที่ได้เติญโตเป็นผู้ใหญ

และได้มาใชัชีวิตอยู่ในสังคมเมืองอันวุ่นวาย ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกรัก หวงแหน เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติที่มีต่อชีวิต ในฐานะที่ธรรมชาติเหล่านั้นได้ให้อะไรมากมายแก่ชีวิตของข้าพเจ้าเสมอมา

ดูเหมือนว่าในวัยเด็กขณะนั้น พ่อ คือ พระเอกในดวงใจและเป็นคนที่ข้าพเจ้าสนิทมากที่สุด ข้าพเจ้ารักพ่อกับแม่เท่า ๆ กันนั่นแหละ หากแต่อาจจะเป็นเพราะความที่เราเป็นผู้ชายด้วยกันกระมัง จึงทำให้ข้าพเจ้ามีความคิดว่าตนเองสนิทกับพ่อมากที่สุด ทั้งนี้เพราะพ่อมักจะพาข้าพเจ้าไปที่ไหน ๆ ด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาของป่า ไปหาปลา ไปล่านกล่าหนู หรือไปร่วมงานพิธีของเพื่อนบ้านต่าง ๆ

พ่อมักจะสอนข้าพเจ้าอยู่เสมอว่า ให้เป็นคนขยัน มีความเข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่นในตนเองอยู่เสมอ เวลาเติบใหญ่ขึ้นจะได้พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งพาอาศัยใคร ตลอดจนสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักการมองโลกและชีวิตในแง่ดีและมองแบบกว้างๆ เวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจะได้สามารถแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ซึ่งคำสอนของพ่อเหล่านั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าอยู่ตลอดเวลา

 

รั้งหนึ่งพ่อได้พาข้าพเจ้าไปหาของป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร โดยพ่อได้พาเดินเข้าในยังป่าลึก ซึ่งในสถานที่แห่งนั้นมีลำธารสายเล็ก ๆ สายหนึ่งที่มีน้ำใสเย็นไหลเอื่อยอยู่ตลอดปี ข้าง ๆ ลำธารสายนั้น ต้นผักหวานหลายต้นกำลังแตกยอดอ่อนเต็มไปหมด และไม่ไกลจากที่นั่นมากนัก มีไผ่ป่าขึ้นอยู่หลายกอ แต่ละกอหน่อไม้อ่อนก็กำลังแทงหน่อโผล่ออกมาเหนือผิวดิน เพื่อที่จะเติบใหญ่กลายเป็นต้นไผ่ที่สมบูรณ์

พ่อบอกให้ข้าพเจ้าปีนขึ้นต้นผักหวาน เพื่อเด็ดยอดและใบอ่อนไปแกงใส่ปลาแห้ง ในขณะที่พ่อเองก็เดินไปขุดหน่อไม้ป่าไปทำเป็นหน่อไม้ดอง เพื่อเก็บเอาไว้กินในโอกาสต่อไป

ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเพลิดเพลินกับการปีนต้นผักหวานอยู่นั้น แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมฆฝนดำทมึนกำลังตั้งเค้าขึ้นและส่อแววว่าจะตกลงมาอย่างหนักในไม่ช้า
หลังจากที่เก็บผักหวานได้มากพอสมควรแล้ว พ่อได้บอกให้ข้าพเจ้าหยุดเก็บ และให้รีบลงมา จะได้พาไปหลบฝนที่ถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 200 เมตร

เมื่อข้าพเจ้าลงมาถึงพื้นแล้ว พอ่ก็เดินนำข้าพเจ้าออกไปยังเป้าหมาย ครั้นเมื่อเดินทางไปถึงถ้ำ เราก็พากันนั่งหลบฝนอยู่ที่ปากถ้ำนั่นเอง

ในระหว่างนั้น ห่างจากปากถ้ำออกไปข้างหน้าอีกประมาณ 50 เมตร บนยอดต้นยางใหญ่ที่สูงลิบลิ่ว ลิงป่าน้อยใหญ่ฝูงหนึ่งประมาณ 7-8 ตัว กำลังช่วยกันหักกิ่งไม้และยอดไม้อย่างจ้าละหวั่น เสียงกู่ร้องของพวกมันดังก้องป่า จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวไปหมด เพราะวันนั้นพ่อไม่ได้แบกปืนแก๊ปและไม่ได้พาสุนัขไปด้วย
ข้าพเจ้าถามพ่อด้วยความสงสัยว่า

"พ่อครับ ลิงพวกนั้นกำลังทำอะไรครับ และมันหักยอดไม้ไปทำอะไรเยอะแยะ ทั้ง ๆ ที่มันก็กินไม่ได้"

พ่อบอกว่า "ขอให้ดูไปเรื่อยแล้วจะรู้และเข้าใจเอง "

ข้าพเจ้าเฝ้ามองดูลิงฝูงนั้นเป็นเวลานานด้วยความสนใจ และสังเกตเห็นว่าลิงแต่ละตนได้นำเอากิ่งไม้ที่ตนหักเหล่านั้นไปกองสุมรวมกัน มองดูคล้ายกับคนกำลังช่วยกันมุงหลังคาบ้านเพื่อจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยอย่างนั้นแหละ
พ่อกระซิบบอกข้าพเจ้าว่า

" ลิงมันกลัวฝนลูก มันกลัวว่าเมื่อฝนตกลงมา ฟ้าและก้อนเมฆจะถล่มลงมาทับพวกมัน และสิ่งที่พวกมันกำลังทำอยู่ก็คือ รังหรือหลังคาใบไม้ที่ใช้สำหรับกันฝนและหลบก้อนเมฆ

และท้องฟ้าที่จะถล่มลงมาทับพวกมัน "

ข้าพเจ้าจ้องมองดูลิงเหล่านั้นอย่างชื่นชมในความพยายามและความฉลาดของพวกมัน และเอาใจช่วยให้มันทำเสร็จไว ๆ เพื่อที่จะได้พากันหลบฝนอยู่ใต้หลังคาใบไม้ที่พวกมันกำลังสร้างขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปียกปอนและหนาวสั่นเพราะน้ำฝน

ไม่นานนักหลังจากนั้น ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนัก และลิงฝูงนั้นก็ได้ทำในสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้คาดคิดมาก่อน นั่นก็คือพวกมันได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาใบไม้ที่พวกมันทำขึ้น และต่างก็โอบกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัว และด้วยความหนาวสั่นที่เกิดจากน้ำฝนและลมที่พัดกระหน่ำอย่างแรง

พ่อมองลลิงฝูงนั้น แล้วก็ยิ้มและหัวเราะ หึหึ อยู่ในลำคอ ในขณะที่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกสมเพชในความฉลาดแกมโง่ของพวกมัน และสงสารที่พวกมันกำลังหนาวจนตัวสั่น

พ่ออธิบายให้ข้าพเจ้าฟังอย่างน่าคิดว่า
"ลูกเอ๋ย!ลิงพวกนั้นมันนึกว่าพวกมันฉลาดกว่าสัตว์อื่นๆ ในโลกนี้ไม่มีสัตว์ชนิดใดอีกแล้วที่จะเก่งและฉลาดเท่าพวกมัน สิ่งที่พวกมันทำลงไปนั้น พวกมันเข้าใจว่าจะต้องถูกต้องทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ในความฉลาดของพวกมันนั้น แท้ที่จริงแล้ว ก็คือความโง่เง่าที่ไม่สามารถจะช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ เหมือนอย่างที่เรากำลังเห็นอยู่ในขณะนี้ คือพวกมันพากันทำรังหรือสร้างหลังคาใบไม้อย่างดีจนเสร็จ แต่แทนที่มันจะพากันหลบฝนอยู่ใต้หลังคาหรือรังใบไม้ มันกลับพากันขึ้นไปนั่งกอดกันกลมด้วยความหนาวอยู่บนรัง ซึ่งไม่ได้ช่วยให้พวกมันรอดพ้นจากน้ำฝนที่ตกลงมาได้แต่อย่างใดเลย"

เมื่อฝนหยุดตกแล้ว พ่อก็พาข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้าน แม่ซึ่งกำลังรอพวกเราอยู่ด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นพวกเรากลับถึงบ้าน แม่ก็ออกมารับถุงผักหวานจากข้าพเจ้าเอาไปจัดการแกงใส่ปลาแห้งให้พวกเราได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่หน่อไม้ป่านั้น แม่ก็นำไปทำเป็นหน่อไม้ดอง เพื่อเก็บเอาไว้ทำอาหารในวันต่อไปตามคำแนะนำของพ่อ

ากวันนั้นถึงวันนี้ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านพ้นไปแล้วกว่า 20 ปี จนข้าพเจ้าซึ่งเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ในวันนั้น บัดนี้ได้เติบโตกลายเป็นหนุ่มใหญ่วัย 30ปีกว่าๆ แล้วพร้อมๆกับขอบตาที่เหี่ยวย่นและตีนกาที่เริ่มจะปรากฏออกมาให้เห็นบ้างแล้วรางๆ หากแต่เหตุการณ์ที่ได้พบเห็นกลางป่าในวันนั้น ก็ยังคงดำรงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าเสมอ

ป่าไม้ที่เคยร่มรื่นเขียวชะอุ่มและสัตว์ป่านานาพันธุ์ที่เคยมีอยู่เป็นจำนวนมากในขณะนั้น บัดนี้กลับเหลือไว้เพียงตำนานที่จะต้องขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า " กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว " ในยามที่ต้องพูดถึง เพราะมันได้ถูกมนนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวทำลายลงไปจนหมดสิ้น

แต่ก็ใช่จะมีเพียงเท่านั้น หากเมื่อย้อนกลับมาดูที่สังคมบ้านเมืองบ้าง
สภาพบ้านเมืองเมื่อ 20 กว่าปีก่อน กับสภาพบ้านเมืองในยุคสมัยปัจจุบันก็กลับแตกต่างกันอย่างลิบลับ จากประเทศที่เคยอยู่ดีกินดีมีความสงบสุขมาก่อน บัดนี้กลับกลายเป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและล้มละลายจนต้องเป็นหนี้เป็นสินชาวต่างชาติ

อย่างน่าเจ็บปวด ชนิดที่ไม่มีวันที่จะชดใช้ได้หมดในชาตินี้ ฟังดูแล้วมันช่างเป็นเรื่องที่น่าสลดหดหู่ใจยิ่งนัก
ถึงแม้ปัจจุบันเราจะมีนักคิด นักการศึกษา นักวิชาการ นักสังคมศาตร์ และนักเศรษฐศาสตร์ที่เก่ง ๆ อยู่เป็นจำนวนมากก็จริง แต่ว่าในจำนวนพวกเขาเหล่านั้น กลับไม่มีใครเลยที่จะเป็นคนเก่งและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและยากเข็ญให้กับสังคม

และประเทศชาติได้อย่างแท้จริง จะมีก็แค่คนโง่ที่อวดฉลาดเท่านั้นที่มีอยู่เต็มบ้านเมืองไปหมด

พ่อครับ…….พ่อเคยบอกว่าลิงป่าฝูงนั้นบัดนี้ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว
แต่ทำไมหนอ!...หมู่มนุษย์ผู้มีภูมิปัญญาและมีพฤติกรรมดุจดั่งลิงฝูงนั้น ในปัจจุบันจึงกลับขยายเผ่าพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยนับวันก็ยิ่งจะมีจำนวนมากขึ้นทุกที.

พ่อครับ!,,,,,ตอนนี้ผมคิดถึงพ่อมากเหลือเกิน.

 

ลิงป่าฝูงนั้น

 

 

1