มพรเป็นเภสัชกรหนุ่มใหญ่วัย 35 ปี ภายหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาได้เดินทางมารับราชการเป็นเภสัชกรประจำโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และที่นี่เองที่เขาได้พบกับเพื่อนชีวิตของเขา ซึ่งต่อมาได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเข้าใจและด้วยความอบอุ่นตลอดมา

ภายหลังจากที่ทำงานครบ 7 ปี เขาได้ลาออกจากราชการและลาออกจากโรงพยาบาลแห่งนั้น เพื่อที่จะออกไปตั้งร้านขายยาแผนปัจจุบันส่วนตัวขึ้น ทั้งนี้เพราะเขาอยากจะหลีกหนีความซ้ำซากจำเจและการถูกครอบงำโดยระบบราชการที่มีอยู่ รวมทั้งเขาปรารถนาอยากที่จะมีโลกที่เป็นโลกส่วนตัว โลกใบเล็ก ๆ ซึ่งมีความเป็นอิสระเสรีภาพและอบอุ่นตามที่เขาใฝ่ฝันเสมอมา

โลกของสมพรดูเหมือนจะเป็นโลกแห่งความสุขและความอบอุ่นที่แท้จริง เป็นโลกที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะมีและอยากจะให้เป็น เพราะชีวิตของเขามีความเป็นตัวของตัวเอง และเต็มไปด้วยอิสระและเสรีภาพตลอดเวลา
โดยบุคลิกและนิสัยส่วนตัวแล้ว เขาเป็นคนใจดี อ่อนโยน อารมณ์ดี ชอบยิ้ม รอบรู้ เข้าใจโลกและชีวิต มองโลกในแง่ดื พูดน้อยแต่ไพเราะน่าฟังและมีข้อคิดเสมอ

ทุก ๆ ครั้งที่เขามีเวลาว่าง เขาชอบพาครอบครัวอันประกอบด้วยภรรยาและบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาไปปฏิบัติธรรมที่วัด บางวันก็ไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุด บางครั้งก็ไปเที่ยวชมสวนสัตว์ และกิจกรรมการทำบุญที่เขาจะขาดมิได้และทำอยู่ทุก ๆ วัน ก็คือการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าและนำภัตตาหารเพลไปถวายพระภิกษุอาพาธที่ตึกสงฆ์อาพาธของโรงพยาบาลที่เขาเคยทำงานอยู่ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารคนชราที่สถานสงเคราะห์คนชรา และไปทำบุญโดยการเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าประจำจังหวัด
ด้วยเหตุที่เขาเป็นคนใจดี ใจบุญ และชอบทำบุญโดยการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อน ๆ ที่รู้จักและสนิทสนมคุ้นเคยกับเขา จึงตั้งสมญานามให้เขาว่า "พระโพธิสัตว์สมพร"

แต่เขาก็ไม่เคยยินดียินร้ายอะไร เพราะเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาได้ทำลงไปนั้น มิได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ตนต้องเป็นดุจดั่งพระโพธิสัตว์ผู้ประเสริฐแต่อย่างใด ที่เขาทำความดี ก็เพราะเขารักที่จะทำ และความดีที่เขาทำลงไปทั้งหมด เขาก็ไม่เคยทำเพื่อหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ เขาทำความดีก็เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ทำแล้วก็ไม่ได้คิดอะไร อย่างมากก็แค่รู้สึกภูมิใจที่ตนเองเป็นคนดีอีกคนหนึ่งของสังคม
ความรักความเมตตาและความใจบุญของเขาดูเหมือนจะไร้ขอบเขตและขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นบุตรและภรรยา เพื่อน ญาติพี่น้อง คนที่รู้จัก เพื่อนมนุษย์รวมทั้งบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็มีโอกาสได้สัมผัสและซาบซึ้งถึงความงดงามแห่งจิตใจ

อันอ่อนโยนของเขาอยู่เสมอโดยทั่วกัน
เขาเป็นผู้ให้ที่ปฏิเสธที่จะรับสิ่งตอบแทน บ่อยครั้งที่เขาไปทำบุญหรือบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่เขียนใบอนุโมทนาบัตรให้ เขาก็ปฏิเสธที่จะรับ ทั้ง ๆ ที่ใบอนุโมทนาบัตรเหล่านั้น สามารถที่จะนำไปยื่นต่อหน่วยงานของกรมสรรพากรเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้ แต่เขาก็มิได้ใส่ใจกับมันแต่อย่างใด

คนขอทาน คือ บุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่เขาชอบช่วยเหลือและทำบุญด้วย ไม่ว่าเขาจะพบเห็นขอทานที่ไหน เขาก็มักจะบริจาคเงินให้กับขอทานแทบทุกครั้ง ตามกำลังทรัพย์ที่เขามีอยู่และพอจะทำได้

เพื่อนคนหนึ่งเคยถามเขาด้วยความสงสัยว่า ทำไมเขาถึงชอบบริจาคเงินให้ขอทานโดยไม่เลือกหน้า ทั้ง ๆ ที่ขอทานบางคนก็เป็นคนที่มีอวัยวะครบ 32 ประการปลอมตัวมา อย่างนี้ไม่เท่ากับส่งเสริมให้คนเกียจคร้านและมาเป็นขอทานกันมากขึ้นหรือ
เขาชี้แจงให้เพื่อนคนนั้นฟังอย่างสุภาพว่า เขาไม่สนใจหรอกว่าคนไหนเป็นขอทานจริงหรือขอทานปลอม ที่เขาบริจาคเงินให้ ก็เพราะเขาปรารถนาจะช่วยเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่เขาทำไป เขาก็ทำเพื่อมนุษยธรรม และทำไปแล้วเขาก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน ตรงกันข้ามตัวเขาเสียอีกที่มีคความสุขมากขึ้น ทั้งในขณะทำบุญและหลังจากที่ทำลงไปแล้ว
เขาจะทำไปเรื่อย ๆ เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ร้อนให้กับเพื่อนมนุษย์ เพราะถ้าหากว่าเขาไม่ให้การช่วยเหลือคนเหล่านั้นแล้ว ใครเล่าที่จะเป็นผู้คอยช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้หลุดพ้นจากความทุกข์ที่มีอยู่ได้ ใครบางคนอาจจะทนดูได้เมื่อพบเห็นเพื่อนมนุษย์ที่กำลังประสบกับความทุกข์ทน แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว เขารู้สึกเศร้าใจและทนดูไม่ได้ และพยายามหาโอกาสอยู่เสมอที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หรือสรรพสัตว์ต่าง ๆ ให้หลุดพ้นจากห้วงของความทุกข์ทรมาน ตามที่เขาจะสามารถทำได้

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า บ่อยครั้งที่เรามักจะได้พบคนยากจนนอนตายอย่างเดียวดายตามลำพัง, ขอทานนอนตายข้างถนนอย่างน่าอนาถเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกิน, คนไข้อนาถานอนรอความตาย เพราะขาดการเหลียวแลที่ดีจากแพทย์และพยาบาลที่ไร้จรรยาบรรณ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นผลมาจากจิตใจของมนุษย์ที่นับวันก็ยิ่งจะโหดเหี้ยม เห็นแก่ตัว และขาดความรักความเมตตามากลงไปทุกที

เขากล่าวอย่างน่าคิดอีกว่า สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน จนยากที่จะเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ ทั้งนี้เพราะแนวคิดและการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คนในปัจจุบันชอบคิดมาก ชอบวิเคราะห์วิจารณ์ ชอบแสวงหาเหตุผลและคำตอบ และชอบตั้งคำถามหรือสงสัยในทุกสิ่ง จนทำให้เรื่องเล็ก ๆ สามารถที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้ หรือสามารถที่จะทำเรื่องง่าย ๆ ให้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนในยุคสมัยปัจจุบันถึงมีลักษณะที่ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว สมพรคิดว่าการทำความดีหรือการทำบุญในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถที่จะทำได้ในทุกขณะจิต โดยไม่จำกัดกาลเวลา บุคคล และ สถานที่ เราสามารถที่จะทำความดีเพื่อตนเองและผู้อื่นได้ในทุก ๆ กาลเวลาและทุก ๆแห่งหน
แต่ที่คนส่วนมากยังมองว่า การทำความดีเป็นเรื่องที่ทำได้ยากนั้น ก็เพราะว่าเขาตั้งเงื่อนไขมากเกินไป เช่น ทำแล้วจะได้อะไร ทำแล้วคุ้มค่าหรือไม่ ทำไมต้องทำ ฯลฯ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ คนจึงละเลยที่จะทำความดีเพื่อผู้อื่นและหันมากอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว
ความดีงามที่สมพรได้หมั่นกระทำอยู่เสมอ เป็นความดีงามที่มิได้มีใครชักชวนหรือแนะนำให้ทำ หากแต่เป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้และลงมือทำด้วยจิตสำนึกของเขาเอง

ข้าพเจ้ารู้จักและคุ้นเคยกับสมพรเป็นเวลาหลายปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขาพร้อมกับครอบครัวได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง จากการที่เขากับข้าพเจ้ามีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาอยู่เนือง ๆ จึงทำให้มิตรภาพระหว่างเรางอกงามและสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ มานี้ ข้าพเจ้าไม่ได้พบเจอและพูดคุยกับเขาบ่อยนัก เนื่องจากมีภาระหน้าที่และการงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่จำนวนมาก เลยทำให้ไม่ได้ติดต่อกับเขาอีกเลย อย่างมากก็แค่รำลึกถึงเขาเป็นบางเวลาเท่านั้นเอง


บ่ายวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่อย่างเงียบเหงาและแห้งเหี่ยวใจ เพื่อรอให้แพทย์ทำการผ่าตัดรักษาโรคน้ำท่วมปอด ซึ่งกำลังคุกคามชีวิตของข้าพเจ้าอยู่
สมพรได้นำเอากระเช้าผลไม้ หนังสือ และสิ่งของอีกหลายอย่างเดินทางมาเยี่ยมข้าพเจ้า ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจอย่างมากที่เห็นเขามาเยี่ยม เนื่องจากเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย

ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเขายื่นกรงนกเล็ก ๆ ให้กับข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้าได้ปลดปล่อยมันให้เป็นอิสระ

นกกระจาบ 3 ตัวที่ถูกจับขังอยู่ในกรงนั้นต่างพากันส่งเสียงร้องดังจอแจด้วยความหวาดกลัว คล้ายกับมองเห็นข้าพเจ้าเป็นศัตรูที่จะเข้าไปคุกคามและทำร้ายชีวิตของมันให้สิ้นสูญ

ข้าพเจ้าบอกสมพรไปว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเชื่อถือเรื่องโชคลาง การสะเดาะเคราะห์ หรือโหราศาสตร์ใด ๆ หากแต่เชื่อมั่นในเรื่องกรรมคือการกระทำของแต่ละบุคคลมากกว่า เพราะฉะนั้น การเจ็บป่วยของข้าพเจ้ากับชีวิตของนกกระจาบ 3 ตัวที่ถูกขังอยู่ในกรง จึงอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้กระมัง

เขาอธิบายและชี้แจงเหตุผลให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตัวเขาเองก็ไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลางหรือโหราศาสตร์ใด ๆ เช่นกัน หากแต่เชื่อในพลังของความรักความเมตตาที่มนุษย์และสรรพสัตว์จะพึงมีต่อกันและกันอยู่เสมอ และนกกระจาบ 3 ตัวที่เขานำมาให้ข้าพเจ้าปล่อย ก็มิใช่เป็นการปลดปล่อยเพี่อเป็นการสะเดาะเคราะห์หรือสะเดาะโรคร้ายแต่อย่างใด หากแต่เป็นความตั้งใจของเขาเองที่จะทำความดี หรือทำบุญด้วยการช่วยเหลือชีวิตของสรรพสัตว์ให้ได้มากที่สุด เพราะการให้ทานคือชีวิต คือ การให้ที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐเหนือกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งปวง ถ้าข้าพเจ้าปล่อยนกเหล่านั้นให้มีอิสระ นกทั้งหมดก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตในโลกอันกว้างใหญ่ตามความปรารถนาของตนดังเดิม และเชื่อแน่ว่าอย่างน้อยข้าพเจ้าเองก็ต้องมีความรู้สึกที่ดีหรือเบิกบานใจขึ้นบ้าง ในยามที่มองเห็นนกเหล่านั้นโบยบินผกผินไปในโลกกว้างอย่างมีอิสระและมีความสุขใจ

หลาย ๆ คนอาจจะมองว่า การซื้อนกมาปล่อย ยิ่งมีคนซื้อมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งเสริมทำให้พ่อค้าแม่ค้าใจบาปทั้งหลายพากันไปดักจับนกมาขายกันมากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนทำบาปกรรมมากขึ้นไปด้วย

หากแต่สำหรับสมพรแล้ว เขากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดเพียงแค่ว่า เขาตั้งใจที่จะทำบุญอยู่แล้ว โดยการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ต่าง ๆ ให้กลับไปมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติของมันเท่าที่เขาจะทำได้ เขาไม่เคยสนใจหรอกว่าจะเป็นการส่งเสริมให้คนทำบาปมากขึ้นหรือไม่ เขารู้แต่เพียงว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องช่วยเหลือสัตว์ที่กำลังเดือดร้อนเหล่านั้น ทั้งนี้โดยเขาจะช่วยเหลือมันเท่าที่เขาจะสามารถช่วยเหลือมันได้ แม้ว่าไม่สามารถจะช่วยชีวิตได้ทุกตัวหรือทั้งหมดก็ตาม แต่เขาก็มีเจตนารมณ์ที่จะทำบุญหรือทำความดีเหล่านี้ให้ได้ทุกวัน เพราะทุก ๆ ครั้งที่เขาได้ทำบุญหรือทำความดี ภายในจิตใจของเขาก็รู้สึกมีความสุข สดชื่น และเบิกบานทุกครั้ง

เขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า มนุษย์ควรเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีย์ มีน้ำใจ เสียสละ มีความรักความเมตตา ปรารถนาดีและรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะความดีงามเหล่านี้เป็นความดีและความงามที่จะยกระดับจิตใจของคยเราให้ประเสริฐสูงส่งและมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ข้าพเจ้ากับสมพรใช้เวลาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งการสนทนาในวันนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รับข้อคิดและความรู้ใหม่ ๆ มากมายจากเขา
ก่อนจากกัน สมพรได้ฝากคำคมเอาไว้ว่า
" จงมองโลกในแง่ดี และมองสรรพสิ่งโดยความเป็นของธรรมดา ไม่ต้องไปยึดติดกับสิ่งใด ๆ แล้วชีวิตจะมีความเบิกบานทุกวันคืน"

 


วันนั้นตลอดทั้งวัน ดูเหมือนว่าเป็นวันที่ข้าพเจ้ามีความสุขมากที่สุด นับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้มาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งนี้ อาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคร้ายก็ดูเหมือนจะทุเลาลงอย่างน่ามหัศจรรย์

ข้าพเจ้านั่งยิ้มอย่างเบิกบานใจอยู่ได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ คิดถึงนกกระจาบทั้ง 3 ตัวที่ข้าพเจ้าได้ปลดปล่อยมันออกจากกรง ป่านนี้พวกมันคงจะดีใจและมีความสุขเป็นที่สุดกับชีวิตใหม่ที่มันได้รับ
ข้าพเจ้าอดคิดคำนึงถึงต่อไปอีกไม่ได้ว่า ข้าพเจ้าเพิ่งจะมีโอกาสทำความดีด้วยการให้ชีวิตใหม่แก่นกครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ยังมีความปลื้มปีติและสุขใจได้ขนาดนี้ แล้วตัวของสมพรผู้ซึ่งบำเพ็ญตนเป็นนักบุญคอยช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอดชีวิตเองเล่า เขาจะมีความสุขและมีความเย็นใจมากกว่าข้าพเจ้าสักกี่ล้านเท่ากันหนอ

ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจและภูมิใจที่มีโอกาสได้รู้จักกับกัลยาณมิตรอย่างสมพร ดีใจและปลื้มใจที่โลกนี้ยังมีคนใจดีและมีจิตใจอันประเสริฐอ่อนโยนเฉกเช่นสมพรเหลืออยู่

คำพูดทุก ๆ คำ และแนวคิดทุก ๆ อย่างของสมพรในวันนั้น เป็นเสมือนแสงสว่างชี้นำทางให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากกรงขังในโลกใบเก่า ๆ ที่ล้าสมัย สมพรได้ปลดปล่อยข้าพเจ้าให้หลุดพ้นจากโลกใต้กะลาอันคับแคบมืดมน และนำข้าพเจ้าออกไปสู่โลกใหม่ที่กว้างใหญ่และสวยงามกว่า ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจชีวิต โลก สังคม เพื่อนมนุษย์ และสรรพสิ่ง ตลอดจนทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจและเรียนรู้ที่จะรู้จักการเสียสละและมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณ….สมพรกัลยาณมิตรผู้แสนดีคนนั้น

ขอบคุณ….ที่อยู่เป็นเพื่อนเสมอมา.




 

เขาชื่อสมพร

 

 

1