บทนำ
พระพุทธศาสนามีองค์ประกอบหลักที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนามีโครงสร้างหลักอย่างสมบูรณ์แบบ
คือ มีศาสดาหรือผู้ก่อตั้ง มีหลักคำสอน และมีบุคลากรทางศาสนา
องค์ประกอบหลัก 3 ประการข้างต้น คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นั้น มีชื่อเรียกว่า"พระรัตนตรัย"ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนต่างให้ความเคารพสักการะ
ในฐานะที่เป็นสรณะหรือเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุด
หากเปรียบเทียบกับศาสนาอื่น พระรัตนตรัยของพระพุทธศาสนาก็คล้ายกับตรีเอกานุภาพของคริสตศาสนา
ที่มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ พระบุตร พระจิต และพระวิญญาณ หรือคล้ายกับตรีมูรติของศาสนาฮินดูในอินเดีย
ที่มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ เช่นกัน คือ พระศิวะ พระพรหม และพระนารายณ์
อันเป็นสิ่งเคารพและเป็นที่พึ่งสูงสุดของศาสนานั้นๆ
พระพุทธศาสนาได้ชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งเหตุผลและปัญญา เพราะเป็นศาสนาที่กำเนิดขึ้นมาจากสติปัญญาของมนุษย์ที่ต้องการอยากจะแสวงหาหนทางอันถูกต้องเป็นจริง
เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นมรรควิธีในการดับทุกข์และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์
ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาที่เกิดมาจากมนุษย์
โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์อย่างแท้จริง
ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน เราจึงควรที่จะศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาให้มาก
เพื่อให้มีความรู้และเกิดสติปัญญา เพื่อจะได้นำเอาความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเหล่านั้นไปใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้
และเพื่อเป็นการพัฒนาตนเองให้มีความดีงามอยู่ตลอดเวลา ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน
ที่นับถือพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ อีกทั้งเพื่อจะได้ตอบคำถามและอธิบายให้คนต่างชาติต่างภาษาและต่างศาสนาต่างวัฒนธรรมเข้าใจถึงหลักคำสอนในศาสนาของตนได้
มิใช่เป็นพุทธศาสนิกชนหรือนับถือพุทธศาสนาเพียงแค่ในใบทะเบียนบ้านเท่านั้น ซึ่งพอมีคนถามถึง
ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าพุทธศาสนาคืออะไร และพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนอะไรบ้าง
การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
จึงเป็นสิ่งแรกที่พุทธศาสนิกชนควรที่จะกระทำ เพื่อให้ทราบและเข้าใจว่าแต่ละอย่างคืออะไร
และมีความสำคัญอย่างไร ก่อนที่จะก้าวไปสู่กระบวนการศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงหลักคำสอนในเรื่องอื่นๆ
ต่อไป
1. ความหมายของคำว่า "พุทธะ"
สำหรับในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะขอนำท่านผู้อ่านไปสู่การศึกษาและทำความเข้าใจกับพระรัตนตรัยโดยสังเขป
เพื่อเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของการศึกษาพระพุทธศาสนาสำหรับท่านผู้อ่านที่มีความสนใจในด้านนี้
โดยเรื่องที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือ คำว่า "พุทธะ"
ในความหมายและฐานะต่างๆ
คำว่า "พุทธะ" นั้น มีความหมายที่น่าสนใจอยู่มากมายหลายอย่าง
ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะศึกษาในฐานะและความหมายใด สำหรับในบทความนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึงคำว่า"พุทธะ"
ใน 3 ฐานะโดยสังเขป คือ
1. ในฐานะที่เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา
2. ในฐานะเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์
3. ในฐานะเป็นองค์ความรู้ (คือ รู้ ตื่น และเบิกบาน)
"พุทธะ"ในฐานะที่เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา
คำว่า"พุทธะ" ในความหมายหรือฐานะที่เป็นศาสดาของพระพุทธศาสนานี้
หมายถึง "พระพุทธเจ้า" นั่นเอง โดยเริ่มต้นจากการเสด็จออกบวช
ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม ทรงประกาศทางแห่งอิสระภาพทางจิตวิญญาณแก่ชาวโลก
ตราบจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน
พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาเอกที่โลกยกย่องว่าทรงเป็นบุคคลที่มีสติปัญญายอดเยี่ยมและทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
เพราะเป็นผู้ค้นพบหลักความจริงแห่งธรรมชาติหรือสัจจธรรมด้วยพระองค์เอง โดยที่ไม่มีใครสอนหรือแนะนำให้แต่อย่างใด
และนอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงประกาศหลักธรรมที่ค้นพบให้โลกได้รับทราบอีกด้วย
เพื่อปลดปล่อยให้ชาวโลกได้หลุดพ้นจากมวลกิเลสทั้งหลายทั้งปวง เพื่อนำชีวิตก้าวไปสู่ความสุข
สงบ เย็น และไร้ปัญหา
พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ที่ประกอบด้วยพระพุทธคุณ 3 ประการ กล่าวคือ
1. พระปัญญาธิคุณ คือ ทรงมีความเป็นอัจฉริยะ มีสติปัญญาเฉียบแหลม
รู้เรื่องทุกข์และการดับทุกข์ และมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยากที่จะหาใครมาเปรียบเทียบได้
2. พระบริสุทธิคุณ คือ ทรงเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์หมดจด
ไม่เคยทำความชั่วร้ายใดๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นผู้ที่มีจิตปราศจากกิเลสาสวะทั้งปวง
3. พระมหากรุณาธิคุณ คือ ทรงมีความรักความเมตตาและสงสารสรรพสัตว์อยู่ทุกลมหายใจ
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงทำเสด็จเดินทางโปรดสัตว์อย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลา
45 ปีนับตั้งแต่การได้ตรัสรู้จนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพื่อปลดปล่อยบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายให้หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ระทมทั้งปวง
พระพุทธเจ้าทรงเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งมหาบุรุษที่ชาวโลกควรเอาอย่าง
เพราะตลอดระยะเวลาที่พระองค์ยังทรงพระชนมชีพอยู่ พระองค์ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นศาสดาหรือผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
จนทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองและแผ่ไพศาลไปทั่ว
พระองค์ทรงเป็นพระศาสดาที่ทำงานหนัก ในชีวิตและพระทัยของพระองค์ทรงมีแต่งานและงานตลอดเวลา
แม้วินาทีสุดท้ายก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ก็ยังทรงทำงานหรือทำหน้าที่ของพระศาสดาด้วยการตรัสสอนพุทธบริษัททั้งหลายเป็นปัจฉิมโอวาทว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง
มีการเสื่อมไปเป็นของธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด"
ซึ่งเป็นพระพุทธวจนะที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อชาวโลก
ด้วยเหตุนี้ คำว่า"พุทธะ" ในความแรกจึงหมายถึง
"พระพุทธเจ้า" ในฐานะที่ทรงเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา
และทุกๆ ครั้งที่เรารำลึกถึงพระพุทธเจ้า เราจึงควรที่จะน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณทั้ง
3 ประการของพระองค์ และดำเนินชีวิตตามพุทธจริยาวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา
"พุทธะ" ในฐานะเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์
คำว่า "พุทธะ" ในฐานะที่เป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์นี้
มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นมนุษย์จริงๆหรือไม่
หรือว่าเป็นเพียงบุคคลในตำนานเทพนิยายที่หาตัวตนไม่ได้ ถ้าหากเป็นมนุษย์จริงๆแล้ว
พระองค์ทรงเป็นใคร และมีความเป็นมาอย่างไร ทำไมพระองค์จึงทรงมีสติปัญญายอดเยี่ยมยิ่งนัก
ในประวัติศาสตร์ทรงมีอยู่จริงหรือไม่ และอีกหลายๆ คำถามที่ทุกคนอยากจะทราบคำตอบ
เมื่อมองย้อนเข้าไปในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่พอจะเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก
หลักจารึกบนเสาอโศกในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช หนังสือประวัติศาสตร์ของอินเดีย
และหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์ ล้วนแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยพุทธกาลจริง
และพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดานี่เอง หาใช่เทพหรือพระเจ้าจากโลกอื่นแบ่งภาคมาเกิดแต่อย่างใดไม่
หากแต่ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ทรงประสูติในตระกูลของกษัตริย์และได้รับการเลี้ยงดู
อบรมและศึกษาตามรูปแบบที่คนในตระกูลกษัตริย์จะพึงได้รับ
พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่าเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแห่งเมืองกบิลพัสดุ์
ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล)
พระองค์ประสูติที่สวนลุมพินี หลังจากที่ประสูติได้ 7 วัน พระราชมารดาคือพระนางสิริมหามายาเสด็จสวรรคต
โดยมีพระนางปชาบดีโคตมีเป็นผู้ทำหน้าที่ในการอภิบาลเลี้ยงดูอย่างรักใคร่ทะนุถนอม
เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราหรือพระนางพิมพาแห่งกรุงเทวทหะ
พระองค์ทรงครองชีวิตอย่างมีความสุขตลอดเวลา เมื่อพระองค์ทรงมีอายุ 29 พรรษา พระนางยโสธราทรงประสูติพระโอรสอันเป็นที่รักยิ่งปานดวงใจ
พระนามว่า "ราหุล" และไม่นานหลังจากนั้น
เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางแห่งการดับทุกข์ให้กับชีวิต
ภายหลังจากที่พระองค์ทรงใช้เวลาในการแสวงหาโมกขธรรมเป็นเวลา 6 ปี พระองค์ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา และทรงใช้เวลาในการเดินทางประกาศเผยแผ่พระศาสนาอยู่เป็นเวลา
45 ปี ต่อมาพระองค์ได้ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ในขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้
80 พรรษา
หากมองในแง่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นอัจฉริยะ
เป็นยอดแห่งมนุษย์ทั้งหลาย เป็นมนุษย์ผู้ที่มีความประเสริฐอย่างสมบูรณ์แบบ
และทรงมีความยิ่งใหญ่อย่างยากที่จะหาคนมาเปรียบเทียบได้
ในวัยเยาว์ พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายที่ทรงมีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์
ทรงรักในการศึกษา เป็นคนว่านอนสอนง่าย มีความกตัญญูกตเวที และทรงมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ตลอดเวลา
ในวัยหนุ่ม
พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายที่ทรงมีความอัจฉริยะ ทรงสำเร็จการศึกษา 18 ศาสตร์ในขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้
16 ปีเท่านั้น ทรงเป็นพระสามีที่ดีและน่ารักของพระนางยโสธรา และเป็นเจ้าชายที่รักใคร่ของปวงประชาราษฎร์
ในวัยชรา พระองค์ทรงเป็นพระศาสดาที่มีพระหฤทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์
เป็นพระศาสดาที่ทรงทำงานอย่างหนักเพื่อประกาศแนวทางแห่งความดีงามและความถูกต้องให้ประชาชนได้ประพฤติปฏิบัติตามเพื่อนำชีวิตไปสู่ความเป็นอิสระภาพจากมวลกิเลสาสวะและหลุดพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ทั้งปวง
พระพุทธจริยาวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติ เป็นแบบอย่างแห่งความดีงามที่ทุกคนควรจะยึดถือและปฏิบัติตามมากที่สุด
ทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต การคิด การพูด การกระทำ และการทำงานด้วยอุดมการณ์อันมั่นคง
กล่าวโดยสรุป "พุทธะ" ในความหมายหรือฐานะที่เป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์นี้ หมายถึง "พระพุทธเจ้า" ซึ่งทรงเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ ที่มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนหลายแห่งที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์จริงๆ มิใช่เทพเจ้า และทรงดำเนินชีวิตเหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไป หากแต่การดำเนินชีวิตของพระองค์นั้น กลับเป็นการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่สงบและเรียบง่าย หากแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์อันสูงส่ง ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่โลกยกย่องและไม่มีวันลืม
"พุทธะ" ในฐานะที่เป็นองค์ความรู้
คำว่า "พุทธะ" ในความหมายที่สามนี้
พูดถึง"พุทธะ"ในความหมายหรือฐานะที่เป็นองค์ความรู้
คือ การรู้ การตื่น และความเบิกบาน โดยไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือสถานที่แต่อย่างใด
หากแต่กล่าวถึงสภาวะความรู้และความเข้าใจในสัจจธรรมของบุคคลล้วน ๆ
การรู้ หมายถึง รู้แจ้งเห็นจริงในหลักสัจจธรรม เข้าใจถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
รู้แจ้งในหลักอริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ 3 และปฏิจจสมุปบาท โดยเป็นการรู้แจ้งที่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและดับทุกข์ทั้งปวงได้อย่างสิ้นเชิง
การตื่น หมายถึง การตื่นตัว
การตื่นจากความโง่งมงายทั้งปวง การใช้ชีวิตอย่างมีสติและปัญญา ตื่นจากความมัวเมาในกิเลสหรืออบายมุขต่างๆ
การใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง และการไม่ประมาท
เบิกบาน หมายถึง การมีจิตใจที่บริสุทธิ์ สดใส
สะอาด สว่าง สงบ และเบิกบาน เพราะปราศจากมวลกิเลสทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งการมีความเบิกบานใจ
เพราะปราศจากการทำความชั่วทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
ในทัศนะของทางพุทธศาสนานิกายเซน เซนมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกๆ คนมีธาตุรู้หรือมีความเป็น"พุทธะ"อยู่ในตัวกันทุกคน
โดยมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าถึงความดีงามและสัจจธรรมได้ด้วยกันทุกคน
ถ้าเพียงแต่จะเข้าใจและสามารถค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตนเองได้
นอกเหนือจากการเชื่อว่ามนุษย์ทุกๆ คนมีธาตุรู้หรือพุทธะอยู่ในตัวแล้ว ยังเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้
เพราะในทัศนะของเซนแล้ว คนที่เข้าถึงความเป็นพุทธะก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง และพระพุทธเจ้าก็คือใครก็ได้ที่สามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้
คือมีปัญญาขั้นสูงสุดที่สามารถลด ละ และดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้
พุทธะ ในทัศนะของเซน จึงเป็นองค์ความรู้ เป็นตัวความรู้หรือการหยั่งรู้
และพุทธะก็ไม่ได้อยู่ที่ไหน หากแต่อยู่ที่ใจของแต่ละบุคคลนั่นเอง
สำหรับในส่วนของพุทธศาสนานิกายเถรวาทแล้ว เถรวาทมีความเห็นสอดคล้องกับเซนเฉพาะในส่วนที่กล่าวว่ามนุษย์มีธาตุรู้หรือมีความเป็นพุทธะอยู่ในตัว
ซึ่งได้แก่ความดีงามแห่งจิตใจต่างๆ แต่ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนสามารถที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้
เพราะบุคคลที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น ในทัศนะของเถรวาทเห็นว่าจะต้องเป็นคนที่บำเพ็ญบารมีในรูปแบบต่างๆ
มาอย่างหนักหน่วงหลายสิบหลายร้อยชาติ และการเกิดเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก
ไม่เหมือนกับการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระสาวกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่สามารถจะเป็นและบรรลุได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น คำว่า "พุทธะ"ในส่วนที่เป็นองค์ความรู้
ก็คือ สภาวะการเข้าใจในธรรมชาติ การหยั่งรู้ การรู้แจ้งในธรรมชาติ การเข้าใจชีวิต
การเข้าใจโลกและเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยความเป็นของธรรมดานั่นเอง
ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้วก็รู้จักการปล่อยวาง ลด ละ และดับให้หมดสิ้นไป หากใครสามารถเข้าใจหรือมองเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ
เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผิดหวัง สมหวัง เป็นต้น โดยความเป็นของธรรมดาที่ไม่มีสิ่งใดควรแก่การยึดมั่นถือมั่นได้
บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เข้าถึงความเป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่นจากห้วงกิเลส
และเป็นผู้ที่มีความเบิกบานโดยแท้
ความหมายของคำว่า"พุทธะ" ทั้งสามความหมายและสามฐานะตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
ถือว่าเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปควรจะศึกษาและทำความเข้าใจเอาไว้ เพื่อให้เกิดความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาถูกต้องมากยิ่งขึ้น
การศึกษาและทำเข้าใจเกี่ยวกับความหมายที่ถูกต้องของคำว่าพุทธะ นอกจากจะทำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพระศาสนาและสามารถแยกแยะประเภทเวลาที่มีการกล่าวถึงได้แล้ว ยังจะเป็นการปลดปล่อยให้ผู้ศึกษาได้หลุดพ้นจากความงมงามในเรื่องของอิทธิฤทธิ์หรือไสยศาสตร์ที่เกิดจากการเข้าใจในศาสนาอย่างผิดๆ ได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นหนทางนำชีวิตไปสู่ความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2. ความหมายของคำว่า "ธรรมะ"
ตามความเข้าใจของชาวพุทธทั่วไป เมื่อพูดถึงคำว่า"ธรรมะ"
ทีไร ก็มักจะได้ยินคนแปล
และให้ความหมายแค่เพียงว่า "ธรรมะ" คือ
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า โดยที่ไม่ค่อยมีการศึกษาให้ละเอียดเลยว่ามีอะไรบ้าง
นอกจากนี้แล้วก็ยังพากันคิดว่าธรรมะนั้น ก็คือตัวคัมภีร์ที่อยู่ในตู้พระไตรปิฎกตามวัดต่างๆ
หรือบางทีก็เหมาเอาว่าธรรมะอยู่ที่วัด อยู่ที่พระไตรปิฏก และอยู่ที่ตัวพระสงฆ์
เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายและยากเย็นแสนเข็ญ
เพราะต้องไปศึกษาที่วัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า "ธรรมะ" นั้น
มีอยู่หลายความหมายด้วยกัน สุดแท้แต่ว่าจะศึกษาในแง่มุมไหน และการศึกษาธรรมะก็เป็นเรื่องที่ดีและสนุกกว่าที่คิดไว้มาก
ถ้าเพียงแต่จะสนใจศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะทำให้เข้าใจหลักคำสอนได้อย่างถูกต้องแล้ว
ก็ยังสามารถที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ซึ่งจะอำนวยความสุขและความเบิกบานให้เกิดแก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา
ธรรมะหรือหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้นั้น ตามที่ระบุเอาไว้ในพระไตรปิฎก
มีอยู่ทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ โดยมีการแบ่งออกเป็น
3 หมวด ดังนี้ คือ
1. พระวินัยปิฎก 21,000 ธรรมขันธ์
2. พระสุตตันตปิฎก 21,000 ธรรมขันธ์
3. พระอภิธรรมปิฎก 42,000 ธรรมขันธ์
หากมองดูตัวเลขที่กล่าวไว้ข้างต้น จะเห็นว่าหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นช่างมากมายเหลือเกิน
จนไม่อาจจะศึกษาและทำความเข้าใจได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งบางทีอาจจะทำให้ผู้ที่สนใจจะศึกษาเกิดความท้อแท้ในการศึกษาเอาได้ง่ายๆ
เช่นกัน
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเอาไว้นั้น เมื่อสรุปย่อลงแล้ว
ก็จะเหลือเพียง 3 ประการเท่านั้นเอง คือ
1. ทรงสอนให้ทุกคนละเว้นจากการกระทำความชั่วทั้งหลายทั้งปวง
2. ทรงสอนให้ทุกคนหมั่นกระทำความดีและความถูกต้องอยู่ทุกลมหายใจ
3. ทรงสอนให้ทุกคนหมั่นชำระจิตใจให้มีความสะอาด บริสุทธิ์ และเบิกบานอยู่เสมอ
สำหรับในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะอธิบายความหมายของคำว่า "ธรรมะ"
ตามนัยที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ของไทยได้กล่าวเอาไว้
โดยท่านได้ให้ความหมายของคำว่า "ธรรมะ" ไว้
4 ประการ ดังนี้คือ
1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
2. ธรรมะ คือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
3. ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ
4. ธรรมะ คือ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
คำว่า "ธรรมะ" ในความหมายนี้ หมายถึง
ตัวธรรมชาติที่มีอยู่โดยทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับสลายไปตามปกติของมันเอง
โดยที่ไม่มีใครคอยสร้างหรือคอยบงการให้เป็นไป หากแต่ดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง
การเกิดเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของชีวิต การแก่ การเจ็บ การตาย การเสียใจ การดีใจ
การผิดหวัง การสมหวัง ความร้อน ความหนาว ขาว ดำ ดี ชั่ว สูง ต่ำ ฝนตก ฟ้าร้อง
แดดร่ม ลมแรง ความหิว ความอิ่ม ความสุข ความทุกข์ และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นธรรมชาติหรือเป็นเรื่องธรรมดาทั้งสิ้น
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเองตามปกติ เป็นไปตามเงื่อนไขและเหตุปัจจัยต่างๆ ที่มีอยู่
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลจากตัวเรา หากแต่ดำรงอยู่กับชีวิตของเราตลอดเวลานั่นเอง
หากพิจารณาใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง เราก็จะพบว่า แท้ที่จริงแล้วชีวิตของเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของเรานั้นล้วนเป็นธรรมะหรือเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การศึกษาเรียนรู้เรื่องธรรมชาติความเป็นไปของชีวิต ก็คือการศึกษาธรรมะนั่นเอง ซึ่งจะทำให้เรามีความเข้าใจในชีวิตอย่างลึกซึ้งและอยู่ร่วมกับทุกๆสิ่งได้อย่างมีความกลมกลืนอยู่เสมอ
ธรรมะ คือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
ธรรมะในความหมายนี้กล่าวถึงกฏเกณฑ์หรือปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่ดำรงอยู่และสามารถพบเห็นได้อย่างทั่วไป
ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการด้วยกันคือ การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา(อนิจจัง)
มีความทุกข์หรือดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก(ทุกขัง)
และไม่มีตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)
กฎเกณฑ์ของธรรมชาติทั้ง 3 ประการ ที่กล่าวมา เป็นสภาวะธรรมที่มีการดำรงอยู่อย่างนั้นตราบนิรันดร์
และทุกสรรพสิ่งก็อยู่ภายใต้การกระทำของกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติดังกล่าว ไม่ว่าชีวิตมนุษย์
สัตว์ ดิน ฟ้า อากาศ สังคม โลก จักรวาล โต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า ต้นไม้ ฯลฯ เป็นต้น
ล้วนต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลง ไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ และมีสภาพที่ไร้ตัวตนที่แท้จริงทั้งสิ้น
สภาพความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา สามารถที่จะพบเห็นได้ในทุกสรรพสิ่ง ทั้งในสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
ชีวิตคนย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่ง มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
และไม่มีตัวตนที่ถาวร เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นมาจากการรวมกันเข้าขององค์ประกอบต่างๆ
เท่านั้นเอง ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ดังกล่าว
แต่รวมถึงสิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย
เมื่อชีวิตและสรรพสิ่งล้วนเป็นเช่นนี้ เวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น คนเราจึงไม่ควรที่จะท้อแท้หรืออ่อนแอ แต่จงอดทนและมองทุกสิ่งเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดาๆ อย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทุกคนล้วนต่างก็ต้องประสบพบเห็นกันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต
หากเรามองทุกอย่างด้วยความเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็จะทำให้เรามีความรู้สึกเบาสบายและเบิกบานอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งจะทำให้เราเกิดความเข้าใจและรู้แจ้งว่า
สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น(สพเพ
ธมมา นาลํ อภินิเวสาย) เพราะเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ธรรมะ คือ หน้าที่ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ
มนุษย์ทุกๆ คน ที่เกิดมาล้วนมีภาระและหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบและปฏิบัติด้วยกันทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติ ผิวพรรณ และภาษาใดก็ตาม เราล้วนมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งหมด
โดยที่ไม่มีการจำกัดฐานะ ความรู้ เพศและวัย เพียงแต่จะแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียดของแต่ละหน้าที่เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่จะมีเพียงแต่คนเราเท่านั้นที่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ หากแต่สัตว์ ต้นไม้ อากาศ แม่น้ำลำธาร สายลม และสรรพสิ่ง ต่างก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำเช่นเดียวกัน
น้ำทำหน้าที่น้ำความชุ่มชื้นมาสู่สรรพชีวิต สายลมทำหน้าที่พัดพาความเย็นมาให้
และต้นไม้ทำหน้าที่กลั่นกรองอากาศ เป็นต้น ซึ่งเป็นหน้าที่ที่มีอยู่โดยธรรมชาติอย่างนั้นเองหากพิจารณาให้ดี
เราก็จะมองเห็นถึงความแตกต่างที่กลมกลืนกันของสรรพสิ่ง รวมทั้งชีวิตของคนเราเองด้วย
วิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ กวีเอกของโลกชาวอังกฤษ
เคยกล่าวประโยคอมตะเอาไว้ว่า "โลกนี้คือละครโรงใหญ่
" ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบที่แสดงให้เห็นถึงสัจจธรรมแห่งชีวิตที่เป็นอยู่ว่า
เมื่อคนเราเกิดมาและมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เราย่อมจะมีภาระและหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบและปฏิบัติ
และมีบทบาทที่จะต้องแสดงด้วยกันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดๆ ก็ตาม บางคนก็มีบทบาทเดียว
บางคนก็มีสองบทบาท ในขณะที่บางคนก็ต้องรับบทแสดงหลายบทบาทด้วยกัน ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในบทใดก็ตาม
ก็เป็นหน้าที่ของเราเองที่จะต้องแสดงบทที่ได้รับมานั้นให้ดีที่สุดและอย่างเต็มที่
ผู้ชายคนหนึ่งแม้จะมีอาชีพเป็นตำรวจและบทบาทของเขาก็คือการคอยจับโจรผู้ร้ายเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับบ้านเมือง
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีบทบาทอื่นอีกที่จะต้องแสดงและปฏิบัติ นั่นคือ หน้าที่ของการเป็นลูกชายที่ดีของพ่อแม่
เป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นพ่อที่ดีของลูกๆ เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์
เป็นศาสนิกที่ดีของศาสนา เป็นลูกน้องที่ดีของผู้บังคับบัญชา ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเขาปฏิบัติหน้าที่และแสดงบทบาทที่ตนได้รับอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมอยู่ในหัวใจ
ในทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ "การปฏิบัติหน้าที่ คือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม ก็คือ การปฏิบัติหน้าที่" นั่นเอง
คนเป็นบิดามารดามีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติบุตรธิดา ฝ่ายบุตรธิดาก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อบิดามารดาเช่นกัน รวมทั้งหน้าที่ของครูอาจารย์กับศิษย์ ผู้ปกครองกับประชาชน เพื่อนกับเพื่อน สามีกับภรรยา เจ้านายกับลูกจ้าง นักบวชกับประชาชน เป็นต้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติต่อกันอยู่ตลอดเวลา
ธรรมะจึงไม่ใช่เรื่องอยู่ไกลจากชีวิต หากแต่อยู่ในจิตสำนึกและอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกๆ
คนนั้นเอง
การปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นการปฏิบัติธรรม และการปฏิบัติธรรม ก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนอย่างดีที่สุดนั่นเอง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรม ผู้ที่ปฏิบัติธรรมก็คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน ผู้ใดไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ของตน ผู้นั้นย่อมไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรม หากแต่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทรยศ คือ ทรยศต่อตนเอง ทรยศต่อหน้าที่ และทรยศต่อทุกสิ่งทุกอย่าง
ธรรมะ คือ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่
ในการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนนั้น ถ้าหากว่าเราทุกคนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และอย่างดีที่สุดแล้ว
การปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องเหล่านั้น ก็จะส่งผลหรืออำนวยผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ปฏิบัติ
นั่นคือ จะส่งผลให้เกิดความสุข ความร่มเย็น ความเย็นกายเย็นใจ ความเบิกบาน ความสะอาด
สว่าง สงบ และประสบกับสันติภาพในทุกย่างก้าว ซึ่งผลดีที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้
ก็คือ ธรรมะ นั่นเอง อันเป็นผลต่อเนื่องที่เกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
โดยสรุป ถึงแม้คำว่า"ธรรมะ" จะมีความหมายอยู่หลายนัยหลายความหมาย
แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ธรรมะก็คือ หลักแห่งการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องทุกขั้นตอนของชีวิต
เพื่อสร้างความดี ความงาม และความสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นกับชีวิต โดยมีฐานอยู่ที่กาย
วาจา และใจของแต่ละคน นั่นคือ การคิดดี การพูดดี และการกระทำแต่สิ่งที่ดีๆ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ยามใดก็ตามที่เราคิดดี พูดดี และทำความดี ยามนั้นก็ได้ชื่อว่าเรากำลังปฏิบัติธรรมอยู่
ธรรมะจึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวอย่างสุดขอบฟ้า ไม่ใช่เรื่องที่ลึกลับเกินกว่าที่จะเข้าใจหรือเข้าถึงได้
และธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัด อยู่ที่พระสงฆ์ หรืออยู่ที่คัมภีร์พระไตรปิฎกตามตู้ในวัดต่างๆ
แต่อย่างใด หากแต่อยู่ที่ตัวของทุกๆ คนนี่เอง ซึ่งธรรมะจะอำนวยประโยชน์และความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิตอยู่เสมอ
สำหรับบุคคลผู้ที่นำเอาธรรมะไปลงมือประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง
รวมทั้งจะคุ้มครองปกป้องผู้ประพฤติปฏิบัติไม่ให้ตกไปสู่ความชั่วหรือความเสื่อมทรามทั้งหลายได้อีกด้วย
3. ความหมายของคำว่า "สังฆะ"
"สังฆะ" มีความหมายอยู่ 2 ประการด้วยกัน
คือ
1. สังฆะ หมายถึง หมู่,
คณะ หรือกลุ่ม ซึ่งเป็นคำกลางๆ สามารถที่จะนำไปใช้ได้ทั่วๆ ไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว
มักจะหมายถึงหมู่หรือคณะของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป
ถ้าใช้กับพระภิกษุ 4 รูป เรียกว่า สงฆ์จตุวรรค, ภิกษุ 5 รูป เรียกว่า สงฆ์ปัญจวรรค,
ภิกษุ 10 รูป เรียกว่า สงฆ์ทสวรรค เป็นต้น
2. สังฆะ หมายถึง พระภิกษุในพระพุทธศาสนา โดยหมายถึงตัวบุคคล เรียกภาษาชาวบ้านว่า "พระสงฆ์" ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุอย่างถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาตทุกประการ
พระสงฆ์ 2 ประเภท
กล่าวเฉพาะสังฆะ ในความหมายที่หมายถึงตับบุคคลหรือพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนานั้น
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. สมมติสงฆ์ ได้แก่ พระสงฆ์โดยรูปแบบ
คือ พระสงฆ์ที่ได้รับการบรรพชาอุสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ซึ่งครอบคลุมทั้งพระภิกษุที่บวชใหม่และพระภิกษุที่บวชเก่า
2. อริยสงฆ์ ได้แก่ พระสงฆ์โดยจิตใจ
คือบุคคลที่มีความดีงามอยู่ในจิตใจ มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ ละเลิกจากกิเลสทั้งปวงได้
โดยมีตั้งแต่ระดับขั้นพระโสดาบัน,พระสกทาคามี,พระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งเป็นอริยบุคคลชั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา
เพราะเป็นผู้ที่ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง
อนึ่ง การเป็นอริยสงฆ์นั้น สามารถวัดกันได้ที่คุณภาพของจิตใจและคุณธรรม เพราะฉะนั้น
ผู้ที่เป็นอริยสงฆ์หรือเป็นพระอริยบุคคลนั้น จึงไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นบรรพชิตหรือพระภิกษุเท่านั้น
หากแต่คฤหัสถ์หรือคนทั่วๆ ไป ก็สามารถที่จะเป็นพระอริยสงฆ์หรือพระอริยบุคคลได้
ถ้าหากมีคุณธรรมหรือมีสติปัญญาที่เพียงพอต่อการบรรลุธรรมได้ ยกตัวอย่างบุคคลในอดีต
เช่น นางวิสาขามหาอุบาสิกา,อนาถะปิณฑิกะเศรษฐี และพระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อมีการพูดถึงสังฆะหรือพระสงฆ์ จึงควรที่จะแยกแยะให้ชัดเจนว่าหมายถึงสงฆ์ในความหมายใด
เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
พระสงฆ์ได้ชื่อว่าเป็นบุคลากรผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในการนำเอาหลักคำสอนที่พระองค์ทรงตรัสสอนไปใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติเพื่อนำชีวิตไปสู่ความพ้นทุกข์
และนำเอาหลักคำสอนทั้งหลายเหล่านั้นไปประกาศเผยแผ่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบและประพฤติปฏิบัติตาม
เพื่อนำความสุข ความร่มเย็นและความเบิกบานมาสู่ชีวิตของตน
พระพุทธเจ้าทรงสถาปนาพระสงฆ์ขึ้นมา ก็เพื่อให้สังคมสงฆ์หรือสถาบันสงฆ์นั้น เป็นสังคมแห่งอุดมคติ เป็นสังคมแม่แบบของสังคมทั่วไป ที่มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ให้ความสำคัญกับวัตถุ ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เป็นอยู่อย่างต่ำ แต่มุ่งกระทำอย่างสูง(Simple living,Thinking higher)
พระสงฆ์จึงได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรให้ความเคารพสักการะอย่างแท้จริง.
อย่างไรก็ตาม สถาบันสงฆ์ในสมัยปัจจุบัน ดูเหมือนว่ากำลังจะเดินสวนทางกับอุดมการณ์หรือหลักการดั้งเดิมของตนเองเข้าไปทุกที อันเนื่องมาจากถูกกระแสของบริโภคนิยมพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง จนมิอาจจะต้านทานกระแสธารแห่งยุคสมัยได้ สถาบันสงฆ์ในยุคสมัยปัจจุบันจึงนับวันก็ยิ่งจะมีความอ่อนแอลงไปทุกขณะ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่พุทธบริษัททั้งหลายจะต้องพากันตระหนัก เอาใจใส่ และร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้จรรโลงพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ตลอดไป
บทสรุป
พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ
พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนามีโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบ
และเป็นสรณะหรือเป็นที่พึ่งอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา
การศึกษาเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระรัตนตรัย จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่พุทธศาสนิกชนควรจะกระทำ
เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้แล้วยังเป็นแนวทางในการนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาและดับความทุกข์ทั้งปวงได้อีกด้วย.
ความเข้าใจเกี่ยวกับพระรัตนตรัย
|