ราวหนึ่งมีผู้สื่อข่าวกราบทูลถามองค์ดาไลลามะ ประมุขสูงสุดของชาวธิเบต ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองดารัมศาล่า ประเทศอินเดีย ว่า "อะไร คือ อำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง?" พระองค์ทรงตรัสตอบว่า "ความเมตตา คือ อำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง"

"ความเมตตา" ที่องค์ดาไลลามะได้ทรงตรัสตอบและอธิบายให้บรรดาผู้สื่อข่าวทั้งหลายฟัง ในที่นี้ ก็คือ ความรัก ความปรารถนาดี ความห่วงใย มิตรภาพและความเกื้อกูล ที่คนเรามีอยู่ในจิตใจและมอบให้กันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นความรักที่ไร้พรมแดน ไร้รั้วกั้น โดยไม่เลือกว่าจะเป็นชนชาติใดหรือภาษาใดก็ตาม

ความเมตตาหรือความรัก จึงเป็นอำนาจที่มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าอำนาจอื่นใดที่มีอยู่ทั้งหมด เพราะอานุภาพแห่งความเมตตาจะนำมาซึ่งความสุขและความเบิกบานแก่ทุกชีวิต

ความเมตตาจะช่วยสร้างหลักประกันให้เกิดขึ้นกับชีวิต และจะช่วยคุ้มครองให้ทุกชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย โดยปราศจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

"ชีวิต" ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดทั้งปวง ไม่เฉพาะแต่สำหรับมนุษย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงสรรพสัตว์และต้นไม่ใบหญ้าทั้งหลายด้วย

เมื่อเราต่างก็มีชีวิต ต่างก็มีลมหายใจ มีจิตวิญญาณ มีความรู้สึกนึกคิด ต้องการความรัก ต้องการความอบอุ่น และความเข้าใจจากผู้อื่นเช่นเดียวกัน รวมทั้งปรารถนาอยากจะให้ชีวิตของตนได้ดำรงอยู่ในโลกอย่างยืนนานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพที่ดีหรือเลวร้ายมากมายสักปานใดก็ตาม
เราจึงควรที่จะสร้างหลักประกันแห่งชีวิตขึ้นมา เพื่อเป็นเกราะกำบังหรือคุ้มครองชีวิตให้มีความปลอดภัย โดยการหมั่นฝึกฝนและอบรมตนให้เป็นคนที่มึความเมตตาและความรักอยู่ในจิตสำนึกให้มากที่สุด เพราะความเมตตา คือ หลักประกันที่ดีที่สุด ที่จะคุ้มครองทุกๆชีวิตให้มีความมั่นคงและปลอดภัยได้

บรรดาสงครามและการเข่นฆ่ากันทั้งหลาย คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าทุกคนพากันปลูกฝังความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตใจอยู่ตลอดเวลา เพราะความเมตตาจะทำให้เรามองเห็นคุณค่า ความยิ่งใหญ่ และความมหัศจรรย์ของแต่ละชีวิต จะทำให้เรามีความเข้าอกเข้าใจกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพในโลก

แต่ที่สังคมและโลกนี้กำลังมีปัญหาวุ่นวายกันอยู่อย่างมิเว้นวายในปัจจุบันนี้ ก็เพราะว่ามนุษย์เราขาดความรักความเมตตาต่อกัน มองมนุษย์ด้วยกันในแง่ร้าย เห็นคนอื่นเป็นเหยื่อ และมองเห็นคนอื่นเป็นฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ทำให้ชีวิตขาดหลักประกัน ไม่มีความปลอดภัย สงครามหรือการเข่นฆ่ากันก็เลยเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามในไลบีเรีย สงครามในโกโซโว สงครามในเชเชนยา การสู้รบในหมู่เกาะเครื่องเทศหรือเกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซีย หรือแม้แต่กรณีการสังหารหมู่ 10 ศพ กะเหรี่ยงกลุ่ม God's Army ในประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่มนุษย์เราขาดความรักความเมตตาต่อกัน

สันติภาพและความปลอดภัยในชีวิต คงจะไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแท้จริงและยั่งยืนได้ ตราบใดที่มนุษย์เรายังขาดความเมตตา ขาดความห่วงใย และขาดการเกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

แต่สันติภาพและหลักประกันแห่งชีวิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่าแท้จริง ก็ต่อเมื่อมนุษย์เราทุกชีวิต ช่วยกันสร้างและปลูกฝังความรักความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ ในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต เราจึงควรที่จะตั้งจิตอธิษฐานและแผ่ความรัก ความเมตตา และความปรารถนาดีไปสู่ผู้อื่นอยู่เสมอทุกๆ ลมหายใจเข้าออก โดยไม่จำกัดขอบเขต ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่เลือกเชื้อชาติ ภาษา ผิวพรรณ หรือชนชั้นวรรณะ

และในแต่ละวันที่เราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า จงตั้งสัจจาธิษฐานว่า เราจะไม่รังแก ไม่เบียดเบียน ไม่ทำลาย ไม่ประทุษร้ายหรือทำร้ายชีวิตทุกชีวิตให้ได้รับความทุกขเวทนาทั้งกายและทางใจ รวมทั้งจะไม่เข่นฆ่าชีวิตอื่นให้ตกล่วงไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือสิ่งมีชิวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม

และด้วยการทำอย่างนี้ จะทำให้ทุกชีวิตมีหลักประกันในชีวิต มีความปลอดภัย มีความมั่นใจ และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสงบสุข รวมทั้งจะไม่ต้องมีความกังวล หวาดระแวง หรือเกรงกลัวต่อสิ่งใดๆ อีก เพราะทุกชีวิตต่างก็มีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน และมีคุณธรรมคือความรักความเมตตาประจำใจอยู่ตลอดเวลา.

ความเมตตาเป็นหลักประกันแห่งชีวิตทุกชีวิต หากเราลงมือปฏิบัติกันจริงๆ บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องร้องไห้หรือเศร้าโศกเพราะการสูญเสียต่อไปอีก

และเมื่อถึงวันนั้นเราจะพบว่า……โลกเราใบนี้ คือ สรวงสวรรค์.

 

หลักประกันแห่งชีวิต

 

 

1