ล่าวกันว่า มนุษย์กับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปนั้น ต่างก็มีสัญชาตญาณพื้นฐานเหมือนกันอยู๋ 4 ประการ คือ การกิน,การพักผ่อน,
การสืบพันธุ์, และความกลัว
สัญชาตญาณเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีใครสอนหรือปลูกฝังให้แต่อย่างใด

หากจะมองกันเฉพาะสัญชาตญาณ 4 ประการตามที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่ามนุษย์กับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไป แทบจะไม่มีความแตกต่างใด ๆ
เลย เพราะมนุษย์และสัตว์ต่างก็ต้องกินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องพักผ่อนหลับนอนเพื่อผ่อนคลายความตึง
เครียดและความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันอันจะช่วยทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรง ต้องมีการสืบพันธุ์เพื่อดำรงไว้
ซึ่งเผ่าพันธุ์และสกุลของตน และต่างก็มีความกลัวต่อทุกข์ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งภัยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และภัยที่มนุษย์หรือ
สัตว์ด้วยกันสร้างขึ้น

อะไรเล่า คือ ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไป?

อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์?

มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ผู้มีความประเสริฐ เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีสติปัญญา มีมโนธรรม มีความคิดที่ลึกซึ้ง มีเหตุผล
และรู้จักการฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา หากมนุษย์ปราศจากคุณสมบัติเหล่านี้เสียแล้ว มนุษย์คงจะมีค่าเท่ากับสัตว์ดิรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น
ซึ่งคงจะไม่มีคุณค่าใด ๆ ที่ควรค่าแก่การทรงจำ

การพัฒนาฝึกฝนตนเองเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะตระหนักและเอาใจใส่ให้มากที่สุด เพราะการพัฒนาฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ
จะช่วยยกระดับคุณภาพและคุณค่าของชีวิตตนเองให้สูงส่งขึ้น ทั้งในด้านการคิด การพูด และการกระทำ ชีวิตที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
ย่อมจะอำนวยประโยชน์และความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ในขณะที่ชีวิตของผู้ที่ไม่รู้จักการฝึกฝน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
และพัฒนาคนเอง ย่อมจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย

ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา การพัฒนาชีวิตเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแล หวงแหน ทะนุถนอม ห่วงใย
และพัฒนาปรับปรุงตนเอง เพราะชีวิตคือการกระบวนการพัฒนาเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น และเพื่อที่จะเสริมสร้างความสุขและความสมบูรณ์
ให้เกิดขึ้นในชีวิต

พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มนุษย์ทุกชีวิตได้ปฎิบัติตาม 4 ด้านด้วยกัน กล่าวคือ
1. กายภาวนา การพัฒนากาย,การฝึกอบรมกาย
2, สีลภาวนา การพัฒนาศีล,การอบรมตนด้านระเบียบวินัย
3. จิตตภาวนา การพัฒนาจิต,การฝึกอบรมจิต
4. ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญา,การพัฒนาความคิด


กายภาวนา
กายภาวนา คือ การพัฒนากาย,การฝึกอบรมกาย หรือการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทาง
กายภาพ ร่างกายถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ที่ทำให้ชีวิตมีองค์ประกอบที่
สมบูรณ์ หากปราศจากร่างกายเสียแล้ว ชีวิตก็คงจะไม่สามารถจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบได้ เพราะฉะนั้น
เราจึงควรที่จะหมั่นคอยดูแลรักษาและเอาใจใส่ต่อสุขภาพร่างกายของตนเองให้มาก ๆ อย่าปล่อยให้เกิดความ
บกพร่องใด ๆ ขึ้น

การพัฒนากายสามารถทำได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การงดเว้นจากสิ่งเสพติดทั้งปวง การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ การ
หมั่นคอยเอาใจใส่ต่อสุขภาพอยู่เนืองนิตย์ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อกูลต่อสุขภาพกาย
ในฐานะที่จะทำให้สุขภาพมีความสมบูรณ์แข็งแรงและสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับการดำเนินชีวิต

ในอีกความหมายหนึ่ง กายภาวนา หมายถึง การพัฒนากายที่เป็นส่วนของการกระทำหรือการแสดง
ออกทางกายทั้งปวง โดยควรฝึกฝนพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น
ไม่ลักขโมยสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได่ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หลีกหนีจากการดื่มสุราหรือเสพ
สิ่งเสพติดทั้งหลายที่เป็นพิษภัยต่อร่างกาย ประกอบอาชีพที่สุจริต รวมทั้งการไม่ทำความชั่วทางกายทั้งหลาย
ทั้งปวงอื่นอีก


สีลภาวนา
สีล แปลว่า ความเย็น, ความเป็นปกติ. กฎข้อบังคับ.ระเบียบวินัยที่เป็นไปเพื่อควบคุมพฤติกรรม
ทางกาย ทางวาจา และทางใจของมนุษย์

สีลภาวนา คือ การพัฒนาศีล,การพัฒนาความประพฤติ,การฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนที่ตั้ง
อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่น รวมทั้งการเคารพและปฎิบัติตามกฏ
กติกาหรือระเบียบข้อบังคับที่สังคมบ้านเมืองได้กำหนดขั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นระเบียบวินัยและ
สันติสุขให้เกิดขึ้นทั้งแก่ปัจเจกชนและสังคมส่วนรวม
สังคมที่สมาชิกในสังคมมีการอบรมพัฒนาตนเองในด้านศีลอยู่เสมอ ย่อมจะเป็นสังคมที่มีแต่ความสุข
ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจ สร้างระเบียบวินัยให้เกิดขี้น รวมทั้งจะทำให้สังคม
มีความเจริญก้าวหน้าและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่สังคมใดก็ตามที่สมาชิกในสังคมนั้น ไม่มีจิตสำนึกที่จะพัฒนาศีล
หรือระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นกับตนเอง สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหา วุ่นวาย ไร้ระเบียบวินัย
เดือดร้อน เสื่อมโทรม และปราศจากสันติสุข

หากอยากจะให้สังคมที่ตนเองอาศัยอยู่มีความสุขและไร้ปัญหา สมาชิกแต่ละคนควรที่จะเอาใจใส่ต่อการ
พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ๆ เมื่อฝึกฝนตนเองดีแล้ว ก็อย่าลืมที่จะช่วยกันพัฒนาสังคมของตนเองด้วย ไม่ว่าจะอยู่ใน
สังคมใดก็ตาม เพราะว่าการพัฒนาสังคมนั้นเป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมทุก ๆ คน หาได้เป็นหน้าที่ของ
บุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่อย่างใด หากแต่เป็นภาระหน้าที่ของทุก ๆ คนที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรือง
ให้เกิดขึ้น

 

จิตตภาวนา
จิตตภาวนา คือ การเจริญจิต,การพัฒนาจิต,การฝึกอบรมจิตใจให้เข้มแข็งมั่นคง เพื่อยกระดับ
คุณภาพจิตของตนเองให้สูงขึ้นและให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีความเมตตากรุณา มีสัจจะ
มีสติ และมีสมาธิ เป็นต้น เพื่ออำนวยความสงบสุข ความเบิกบานให้เกิดขึ้นกับชีวิต

จิต คือ องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของชีวิต หากปราศจากจิตแล้ว ชีวิตก็ไม่มีความเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
จิตจะทำหน้าที่เป็นผู้บงการเวลาจะพูดหรือกระทำอะไรก็ตาม หากอบรมจิตดีแล้ว จิตที่ฝึกฝนดีแล้วก็จะนำความสุข
ความเบิกบานและ ความเย็นกายเย็นใจมาให้ตลอดเวลา (จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้)
เพราะเวลาพูดหรือกระทำอะไรก็ตาม จะเป็นไปอย่างถูกต้องทุกอย่าง ในขณะที่จิตที่ปราศจากการฝึกอบรมหรือ
พัฒนาย่อมจะนำแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน และนำปัญหามาให้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อคิดผิดเสียแล้วการพูดการกระทำ
ก็จะผิดพลาดตามไปด้วย ในที่สุดก็จะนำความเดือดร้อนมาให้ตลอดเวลา การหมั่นฝึกฝนพัฒนาและ
อบรมจิตอยู่เนือง ๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะเอาใจใส่และตระหนักให้มากอย่างยิ่ง

 

ปัญญาภาวนา
ปัญญา คือ ความรู้แจ้ง,ความรู้ที่สามารถจะนำตนไปสู่ความหลุดพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ได้

ปัญญาภาวนา
หมายถึง การพัฒนาปัญญา, การฝึกฝนอบรมตนเองให้มีปัญญาความรู้เพื่อให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความ
เป็นจริง รู้ทันปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกและชีวิต ทำตนให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
และสามารถแก้ไขปัญหาหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา
ปัญญาหรือความรู้แจ้งเป้นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดย
เฉพาะในสังคมยุคปัจจุบันอันได้ชื่อว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์(Globalization) ที่วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทค
โนโลยีเจริญก้าวหน้าอย่างสุดขีด ในขณะที่จิตใจของคนกลับทรุดต่ำลงไปทุกที ทั้งนี้เพราะคนยึดเอาเทคโนโลยี
มาเป็นสรณะเกินไป และยุคสมัยปัจจุบันก็เป็นยุคสมัยแห่งการแข่งขัน(Competitional Age) ที่มนุษย์จะมีการ
แข่งขันและชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตนเองมีความได้เปรียบและได้รับชัยชนะ ซึ่งคนที่จะดำรงตนอยู่
ในสังคมยุคนี้ได้ จะต้องเป็นคนที่มีปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์ของโลกปัจจุบัน ส่วนคนที่ไร้ความรู้ย่อมจะต้องกลาย
เป็นคนล้าสมัยและเสียเปรียบ เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้
ปัญญาจึงเป็นประทีปส่องทางนำชีวิตไปสู่ความก้าวหน้าและเป็นสิ่งที่จะนำชีวิตไปสู่การหมดสิ้นทุกข์หรือ
หมดปัญหาได้ในที่สุด

เราสามารถที่จะพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นกับตนเองได้หลายทาง ทั้งจากการคิด การเขียน การถาม การอ่าน
การฟัง การดู หรือการลงมือปฎิบัติ โดยเราสามารถที่จะพัฒนาปัญญาความรู้ให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ตลอดเวลา
ในทุก ๆ สถานที่ ทุกเพศทุกวัย และในทุก ๆ สิ่งแวดล้อม สำคัญอยู่ที่ว่าเรามีความตั้งใจที่จะพ้ฒนาและปรับปรุง
ตนเองให้ดีขึ้นหรือไม่เท่านั้นเอง


กล่าวโดยสรุป ชีวิตคือกระบวนการพัฒนาเพื่อนำตนเองไปสู่หนทางที่ดีกว่า มนุษย์ควรที่จะพัฒนาและฝึกฝน
ตนเองอยู่เสมอ เพราะชีวิตที่ได้รับการพัฒนาอบรมดีแล้ว ย่อมจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เป็นชีวิตที่มีความสุข
มีความเบิกบาน สงบเย็น ไร้ปัญหา และสามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตที่
แต่ละคนต่างก็ปรารถนาอยากจะได้พบเจอตลอดเวลา.

 

ชีวิตกับการพัฒนา

 

 

 

1