เหลือแต่ "คนเลวน้อยที่สุด" ให้เลือกจริงหรือ?
จรูญ หยูทอง
สมัชชาจังหวัดสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง
ท่ามกลางกระแสความคาดหวังของคนส่วนใหญ่ในสังคม ต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้มีส่วนในการยกร่างรัฐธรรมนูญคือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและจัดการการเลือกตั้ง ตลอดจนองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ แต่ในส่วนของประชาชนส่วนใหญ่กลับพบว่ามีความรู้สึกเบื่อหน่าย เอือมระอาต่อการเลือกตั้ง ต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อาสาลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้ประชาชนพิจารณา ด้วยเหตุว่านักการเมืองรุ่นเก่าและพรรคการเมืองเก่าๆ สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนถูกขนานนามว่าเป็น "นักเลือกตั้ง" ไม่ใช่นักการเมืองอย่างที่ควรจะเป็น และประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นว่านักการเมืองเหล่านี้ ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่หรือสาธารณชน แต่มักจะทำเพื่อตนเองและพรรคพวกเพื่อนพ้องเป็นด้านหลัก
ในส่วนของนักการเมืองและพรรคการเมืองเกิดใหม่ ก็ถูกมองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกว่า ส่วนหนึ่งแยกตัวออกมาจากพรรคเดิมๆ ด้วยเหตุผลส่วนตัวแตกต่างกันไป เช่น ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้บ้าง ได้รับการสนับสนุนให้ลงในบัญชีรายชื่อพรรคในอันดับที่ไม่ค่อยมีความหวังบ้าง เป็นต้น แต่ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ทางเลือกใหม่สำหรับประชาชน ที่เบื่อหน่ายนักการเมืองรุ่นเก่าๆ เต็มทีแล้วเช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งจึงไม่มีทางเลือกสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "เบื่อคนเก่า ไม่เอาคนใหม่ เลือกใครไม่ลง แม้ว่ามีจะมีการรณรงค์ให้ไปทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากที่สุด โดยให้เหตุผลในการเลือกตั้งว่า ถึงแม้ไม่มีคนที่ดีที่สุดก็ขอให้เลือกคนที่ "เลวน้อยที่สุด" ก็ยังดี
ทั้งๆ ที่คำขวัญในการรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิหรือทำหน้าที่เลือกตั้ง คือให้เลือกคนดี พรรคดี คนมีความรู้ มีความสามารถ คนซื่อสัตย์ สุจริต ฯลฯ แต่ถึงทีประชาชนมีเพียง "คนที่เลวน้อยที่สุด" เท่านั้นให้เลือก มิหนำซ้ำหลายคนเป็นคน "เลวมากที่สุด" เข้าไปอีก จึงเกิดกระแสการไปทำหน้าที่ใช้สิทธิ โดยกากบาทในช่องบนเพื่อแสดงให้เห็นว่า "ไม่ประสงค์จะเลือกผู้ใด-พรรคใด" ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงระหว่าง "นักเลือกตั้งนิยม" (คือผู้ที่เชื่อมั่นศรัทธาว่าการเลือกตั้งคือ "แก้วสารพัดนึก" ในระบอบประชาธิปไตย) กับฝ่ายที่มองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งหรือส่วนย่อยๆ ส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และแน่นอนมิใช่หลักประกันของการพัฒนาประชาธิปไตย
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกระแสการไปทำหน้าที่ใช้สิทธิ โดยกากบาทในช่องประสงค์จะเลือกใครมองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกรับผิดไม่เกิดผลดีใดๆ ในทางการเมืองเพราะเท่ากับไม่ไปทำหน้าที่หรือทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ หนำซ้ำไม่ไปเลือกตั้งเสียยังดีกว่า เนื่องจากกลุ่มนี้มีความเห็นว่าการกากบาทไม่เลือกใคร จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนเลวมาก เข้าสู่สภาแทนที่จะช่วยกันสกัดกั้นคนเหล่านั้นไว้ ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งบางจังหวัด เอาจริงเอาจังกับการคัดค้านความคิดนี้ ถึงขั้นพยายามจะปรับบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อหาช่องทางในการเอาผิดกับคนที่มีแนวความคิด สนับสนุนการกากบาทไม่ประสงค์จะเลือกใคร
ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนให้ประชาชนที่เบื่อหน่ายต่อนักการเมือง และพรรคการเมืองที่ไม่มีคุณภาพออกไปส่งสัญญาณให้พวกเขาเหล่านั้นรู้ว่า ยังไม่มีคุณภาพพอที่จะได้รับการพิจารณาจากประชาชนกันให้มากๆ โดยการกากบาทในช่องไม่ประสงค์จะเลือกใครให้มากที่สุด เพื่อให้นักการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านั้น ได้ปรับปรุงตนเองให้เป็นที่ต้องการของประชาชน
กลุ่มที่มีแนวความคิดนี้อย่างชัดเจนและประกาศต่อสาธารณชนแล้ว ได้แก่ กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน-เชียงใหม่ นำโดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปราชญ์ของแผ่นดินล้านนา กลุ่มวิทยุเพื่อพัฒนาชุมชน (ไอเอ็นเอ็น) เป็นต้น กลุ่มคนเหล่านี้มีความเชื่อว่า หากไม่มีคนดีให้เลือกก็ไม่ควรเลือกแบบจำเป็น ต้องเลือกและไม่เห็นด้วยที่จะทนเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด และที่สำคัญพวกเขาเห็นว่า การเลือกโดยไม่เลือกจะส่งผลให้เกิดการพัฒนานักการเมือง พรรคการเมืองและทำให้เกิดการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง มากกว่าการยอมจำนนเลือกคนที่เลวน้อยที่สุดอย่างแน่นอน
หลายยุคหลายสมัยมาแล้วที่ประชาชนคนไทยทนทำใจเลือกคนที่ "เลวน้อยที่สุด" ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะได้เลือกคนดีอย่างที่บ้านอื่นเมืองอื่นเขามี เขาเป็นกัน แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า แทนที่เราจะมีคนดีให้พิจารณากลับมีคนเลวมากขึ้น มากขึ้นจนต้องบัญญัติกฎหมายกวดขันคนเลวน้อยเหล่านี้ มิให้ทุจริตในการเลือกตั้ง และโกงกินบ้านเมืองฉบับแล้วฉบับเล่า มีคณะกรรมการและองค์กรอิสระมากมายขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบ และลงโทษคนเลวน้อยที่เข้าสู่อำนาจทางการเมือง
เหล่านี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าหลังจากเราทนเลือกคนที่เลวน้อยที่สุดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เมื่อมาถึงวันนี้คนเลวน้อยที่สุดเหลือน้อยที่สุด เพราะส่วนใหญ่คนที่เคยเลวน้อยที่สุดเหล่านั้นวันนี้พวก เขาย้ายไปสังกัดในกลุ่ม "คนเลวมากที่สุด" เสียแล้วเกือบหมด แล้วจะเอายังไงดี-ประชาชน
งดออกเสียงสร้างชาติ...!!!
ศุภกิจ กิจขจรไพบูลย์
ผมเลิกนับถอยหลังเลือกตั้งตามสื่อมวลชนไปแล้วครับ แม้หลังปิดหีบผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ไม่คิดว่าสิ่งที่จะเกิดตามมาหลังฤดูกาลเลือกนายจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะไม่เห็นว่าพรรคใดจะมีนโยบายที่จะทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเชิงโครงสร้างได้ เพราะนโยบายหว่านเงินโดยไม่ได้ทำให้อำนาจในการเข้าถึงเงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้น หรือการทำให้ลืมฝันร้ายอันเจ็บปวดจากหนี้และการล้มละลายขายชาติ ด้วยนโยบายขายฝันและเอาคนรูปหล่อมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ขายพรรค โดยที่ไม่บอกว่านโยบายที่พูดจะทำได้เมื่อไหร่ และจะทำโดยไม่มาอ้างเงื่อนไขเพื่อบิดพลิ้วทีหลังได้หรือไม่ ประชาชนไม่เคยควบคุมเรื่องเหล่านี้ได้เลย
สิ่งที่หวังสำหรับคนตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว เสียงเดียวจะทำได้ คือการเปลี่ยนแปลงที่ทัศนคติและพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชน เพราะประชาชนต่อรองการจัดสูตรรัฐบาลและการวางนโยบายรัฐบาลไม่ได้เลย
การไปใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการเปลี่ยนแปลงล้ำหน้าทัศนคติทางการเมืองไปอีกก้าว ตรงที่การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการสรรหาตัวแทนทางการเมืองเพื่อเข้าไปใช้อำนาจ ใช้งบประมาณเท่านั้น แต่การเลือกตั้งเป็นการต่อสัญญาทางการเมืองในรูปแบบการใช้เสียง ใช้สิทธิแบบอื่นๆ กล่าวคือ นอกจากสิทธิทางการเมืองจะเป็นเรื่องการลงคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น แต่สิทธิทางการเมืองยังสามารถใช้ผ่านการลงประชามติ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การเข้าชื่อเพื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ฯลฯ
ประชาธิปไตยและสิทธิทางการเมืองที่ถูกรอนความหมายให้เหลือเพียงการลงคะแนนเท่านั้น อย่างกระแสสื่อในปัจจุบัน ทำให้ความหมายทางการเมืองแบบอื่นๆ ของประชาชนหล่นตกเวทีกันไปหมด ด้านหนึ่งการย้ำความหมายของสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงการเลือกตั้ง กลับสร้างความชอบธรรมให้นักเลือกตั้ง อ้างความเป็นตัวแทนผ่านปริมาณคะแนนเสียง
การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมย่อยๆ พิธีกรรมหนึ่งในกระบวนการอำนาจทั้งหมดที่ประชาชนมีนอกจากเป็นการหาคนทำแทนทางการเมือง และการสลับเก้าอี้นักเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงเพียงบุคลากรทางการเมืองตามครรลองการเลือกตั้ง ไม่ได้ชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างที่สื่อพยายามจะให้ความสำคัญ การทบทวนทัศนคติทางการเมืองอย่างจริงจัง ว่าการเลือกตัวที่แย่น้อยที่สุด หรือตัวเลือกที่เราไม่เคยรู้จักเลย จะเป็นวิถีทางที่จะแก้วิกฤตชาติได้จริงหรือ
การเลือกตั้งที่ผ่านมาพอหลังเลือกตั้งเราต่างก็แยกย้ายไปทำมาหากิน ฝากความหวังไว้ให้ตัวแทนที่เราได้เห็นบ้างไม่เห็นบ้างในช่วงเดือนกว่า เราได้เห็นคนมากหน้าต่างขันอาสามาขอเสียงเข้าไปทำอะไรต่ออะไรในสภาโดยที่เราก็มักจะเผลอลืมมองไป วันที่ 6 ม.ค.2544 นี้นอกจากเราจะต้องไปใช้สิทธิไม่ว่าจะเลือกตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุด หรือจะ "งดออกเสียง" เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่จะไม่เลือกตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุด เรายังจะต้องไปลงเสียงอีกหลายครั้ง แต่จะไม่ใช้กากบาทเท่านั้นแล้ว เราอาจต้องไปช่วยกันลงชื่อเสนอกฎหมายใหม่ๆ ที่ตรงใจเพราะเราเสนอกฎหมายเอง หรือลงชื่อให้มีการตรวจสอบถอดถอนนักการเมืองขี้ฉ้อบางคน เหล่านี้คือประชาธิปไตยที่ "ไม่เท่ากับ" การเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นมากกว่าการมอบหมายไว้ใจ เรายังต้องระแวดระวังควบคุมนักเลือกตั้งที่หลุดไปนั่งในสภาไม่ให้เกเรเดินหลงหูหลงตาไปไหน
ประเทศจะเปลี่ยนโฉมหรือย่ำอยู่กับที่อยู่ที่การมีส่วนพลิกผันเปลี่ยนแปลงของทุกคน และมากกว่าเสียหมึกกากบาท 2 ใบ แล้วพี่น้องทุกคนต้องยื้ออำนาจของเราทุกวันไว้ด้วยการตรวจสอบจับตานักการเมืองตั้งทั้งหลายไว้ไม่คลาดสายตา และเมื่อประชาชนไม่มีอำนาจที่จะกำหนดโครงสร้างทางการเมืองได้ แต่เรายังต้องรั้งอำนาจการปฏิเสธไว้ให้ได้ และไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของนักเลือกตั้งและผู้ลงคะแนนเป็นอย่างที่เคย ต้องจำใจลงคะแนนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
การไปลงคะแนนให้ตัวเอง ด้วยการกาช่องไม่เลือกใครเลย เพราะถี่ถ้วนกับการพิจารณาแล้ว ว่าพรรคการเมืองซึ่งมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลที่ปราศจากเจ้าพ่อ มาเฟียท้องถิ่น และนักเลือกตั้งสร้างภาพนั้นไม่มี แม้จะเหมือนเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองจัดตั้งคะแนนเสียงจนกวาดได้ทุกเก้าอี้ แต่ถามว่ามีพรรคไหนบ้างที่ไม่มีการจัดตั้งเสียง การจำใจไปลงคะแนนจึงเป็นเพียงสร้างความชอบธรรมให้นักเลือกตั้งไปอ้างตัวในสภาเท่านั้นเอง เรามักได้ยินเสมอ เมื่อนักเลือกตั้งทั้งหลายพูดและภูมิใจในความเป็นตัวแทนของตน โดยไม่ได้ฟังมติมหาชนหลังเลือกตั้งเลยสักนิด
มีคนไม่น้อยที่เชื่อว่าการงดออกเสียงในคราวนี้จะสูญเปล่า ความเห็นเช่นนี้ทำให้การลงคะแนนไม่ได้สะท้อนให้เห็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพราะการสร้างการเมืองใหม่เป็นเรื่องของความหวังที่ต้องลงมือทำและต้องประชาชนเองต้องช่วยกันทำ การแสดงเจตจำนงที่แท้จริงจะทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ๆ ก่อรูปขึ้น การลงคะแนนงดออกเสียงอย่างท่วมท้นจะเป็นดัชนีชี้วัดความต้องการให้เกิดมาตรการใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การเสนอแก้กฎหมายเลือกตั้งที่เปิดให้เสียงที่ไม่ลงคะแนนให้ใครส่งผลต่อการปฏิเสธทางการเมืองอย่างได้ผล เช่น เมื่อเสียงที่งดออกเสียงมีมากกว่าเสียงของผู้สมัครที่ได้อันดับหนึ่ง หรือเสียงงดออกเสียงมีมากกว่าครึ่งของจำนวนผู้ใช้สิทธิในเขตนั้นๆ ให้ถือว่าผู้สมัครการเลือกตั้งครั้งนั้นสอบตกในความเห็นของประชาชน ต้องเปลี่ยนตัวเลือกใหม่ หรือทำการบ้านให้มากขึ้นจนกว่าจะสอบผ่าน การใช้สิทธิงดออกเสียงจึงไม่ได้สูญเปล่า เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นสามารถเริ่มจากการพฤติกรรมทางการเมืองที่ทำซ้ำๆ กันบ่อยๆ ของคนในสังคม จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง จนส่งผลต่อการปรับโครงสร้างทางการเมืองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประชาชนและนักการเมืองในที่สุด
แน่นอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ แต่การคาดเครื่องหมายในช่องลงคะแนนโดยขาดการไตร่ตรอง นโยบาย เบื้องหน้าเบื้องหลัง ความผิดพลาดและจุดยืนที่ผ่านมาของพรรค ซึ่งรวมทั้งบุคคลในสังกัด ก็เป็นเพียงการยื่นดาบ มอบอำนาจให้โจรผู้ทรงเกียรติเท่านั้น แล้วเราทุกคนก็ก้มหน้าชดใช้หนี้ที่เราไม่ได้สร้าง ล้างมลทินที่เราไม่ได้ทำ รับชะตากรรมที่เราเพิกเฉยที่จะป้องกันต่อไปอย่างนั้นหรือ สู้เข้าคูหากากบาทไม่ลงคะแนนเสียง เพื่อประกาศเตือนนักเลือกตั้ง นักขายฝันที่จะทยอยหายหน้าไปหลังเลือกตั้งทั้งหลายว่า เราไม่ยอมรับคุณ คุณไม่สามารถเป็นตัวแทนเราได้อย่างที่เคย และเพื่อเป็นเสียงส่วนหนึ่งที่จะไปรวมกับอีกหลายเสียงที่จะไปเลือกโดยงดออกเสียง จนมากพอที่จะร้องบอกว่าหลังเลือกตั้งคราวนี้เราจะทำหน้าที่เองผ่านอำนาจโดยตรงในรัฐธรรมนูญ และคุณไม่ใช่ตัวแทนที่จะมาอ้างว่าประชาชนเลือกมาได้อีก การเลือกโดยงดออกเสียงในช่องบนที่สุดที่ไม่มีหมายเลขยังจะดีเสียกว่าเลือกใครที่เราไม่รู้จักอย่างแท้จริง
การลงคะแนนทั้งที่ไตร่ตรองตัวบุคคล พรรค ปูมหลังการทำงาน และทิศทางนโยบายที่เราจะเลือกจนพอใจ และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการตัดสินใจโดยเดิมพันด้วยอนาคตชาติแล้วเพื่อเลือกคนที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยสุด หรือไม่ลงคะแนนให้ใครทั้งพรรคทั้งคนแล้ว เพราะใคร่ครวญแล้วเช่นกัน ต่างก็เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองด้วยกันทั้งคู่ ผลรวมคะแนนจะชี้วัดบอกเตือนสังคมเองว่า ประชาชนเอาใจเป็นธุระกับเรื่องของตัวเองมากน้อยแค่ไหน เพราะการไปเลือกตั้ง คือ เงื่อนไขสำคัญที่เราจะใช้อำนาจทางการเมืองอื่นๆ ต่อไปมากกว่าการกาบัตรครั้งเดียว และหลังวันตัดเชือกเลือกตั้งเราจะเป็นผู้กุมอำนาจตรวจสอบ ถอนถอนได้อย่างสมบูรณ์ และท้ายสุดการเลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกกาช่องไม่ลงคะแนนเสียงจะสะท้อนให้เห็นว่าระบบตัวแทน นั้นยังไงก็ใช้การไม่ได้ดีไปกว่า "ตัวจริง" แน่นอน
ที่ผมเลิกนับถอยหลังตามสื่อต่างๆ เพราะผมไปใช้สิทธิล่วงหน้าเลือกอนาคตของผมไปเรียบร้อยแล้วครับ