โลโก้นะเนี่ย
Special Column
 Home
 X-Files Series
 Photo Gallely
 Lyric
 Joke
 MultiLinks
 Jkong Guest Book
บทความพิเศษ
 มาทำเว็บกันเถอะ
 ชวนกันอ่านหนังสือ
 คุยเฟื่องเรื่องหนัง
 เรื่องราวของประเทศไทย
 ธรรมะเพื่อชีวิต
About Me
JK's Story
JK's Friends
JK's Society
JK's Diary
JK 's Chatroom
ขอบคุณครับ























ภาพรวมของเมืองไทยในสายตาคนขวางโลกนาม JK!

เรื่องราวของประเทศไทย

ความหมายของคำว่าไทย

ทุกวันนี้นักวิชาการทั้งหลาย เชื่อและยอมรับกันว่า คำว่าไทย ที่เราใช้มาแต่เดิม
มีความหมายว่าเป็นอิสระ แต่ความจริงแล้วนั่นคือสิ่งที่เพิ่งกำเนิดขึ้นได้ไม่นานนัก

่ในโดยความเป็นจริงแล้ว คำว่า "ไทย" นี้เพิ่งจะถูกนำมาใช้เรียกชื่อชนชาติไทไม่นานนัก
หลังจากเปลี่ยนชื่อสยามประเทศเป็น "ประเทศไทย" ซึ่งในอดีตคนไทย เรียกตัวเองว่า "ไท" 
อันเป็นคำที่มีความหมายกันคนละอย่างกับคำว่า "ไทย" ในปัจจุบันนี้


คำว่า "ไท" ในสมัยโบราณ มีความหมายว่า "คน,ชาว" 
ในอดีตจะใช้เรียกแทนกลุ่มคนต่าง ๆ เช่น ไทลุ่ม ไทดอน ไทดำ ไทลื้อ ไทแถน ไทน้อย ไทใหญ่ 
อันมีความหมายว่า ชาวลุ่ม ชาวดอน ชาวดำ ชาวลื้อ ชาวแถน ฯลฯ

ปัจจุบันคำว่าไท ในความหมายดังกล่าว ก็ยังมีการใช้ในกลุ่มคนทางภาคเหนือ ภาคอิสาน 
คนลาวในประเทศลาว และคนไทกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย

ในภาษาอิสานเองจะใช้คำว่า ไทบ้าน ไทเมือง ไทโคราช ไทกาฬสินธุ์ ไทอื่น ไทไก
อันจะมีความหมายว่า ชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวโคราช ชาวกาฬสินธุ์ คนอื่น คนไกล

ก่อนหน้านั้นคำว่าไท ก็มีใช้ในภาษาไทยมานานแล้ว ซึ่งความหมายโดยแท้จริงจะหมายถึงคน หรือชาว 
และคนไทยทั่วทุกภูมิภาคทั่วภาคพื้นเอเซียนี้ก็เรียกแทนตัวเองด้วยคำที่มีความหมายแทนคำว่าคนมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็น ไท ผู้ คน ปุ๊ หรือ อื่น ๆ 

ในสมัยอดีตที่เป็นยุคของการยังมีทาส การที่จะพ้นจากสภาพทาสนั้นก็คือ
เป็น "ไท" คือเป็นคน ไม่ใช่ทาส ไม่ใช่สัตว์ หมู หมา กา ไก่ 
คำว่า "ไท" ที่มีความหมายว่าอิสระนั้น จึงไม่มีปรากฏคำนี้ในเผ่าไทกลุ่มอื่น
นอกจากความหมายว่าคน อย่างเดียวเท่านั้น 
คาดการณ์ได้ว่าความหมายดังกล่าวเป็นความเข้าใจไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้วยความที่เป็นชาติพันธุ์ที่รับวัฒนธรรมอื่นได้โดยง่าย และโดยพื้นฐานที่รับวัฒนธรรมจากอินเดียเป็นหลัก
จึงมีการพยายามหาความหมายและเทียบเคียงคำต่างๆให้เข้าใกล้ภาษาบาลี-สันสกฤต
ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นภาษาของอารยชน กลุ่มคนผู้เจริญแล้ว
จึงมีการนำเอาคำว่า "ไท" ไปพยายามเทียบเข้ากับภาษาบาลี
ซึ่งโดยความจริงแล้ว ไม่เคยมีเสียงสระ "ไอ" ในภาษาบาลี
การที่จะพยายามทำให้คำนี้เป็นคำมาจากภาษาที่เจริญของเหล่าอารยชนนั้น
จึงพยายามเทียบเข้ากับภาษาบาลีอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีคำที่ใกล้ที่สุดคือคำว่า
"เทยฺ" อันมีความหมายถึง "อิสระ" ซึ่งการอ่านออกเสียงจะออกเสียงว่า "Tei" 
ในกลุ่มนักวิชาการไทยในปัจจุบันยอมรับคำ ๆ นี้ตามความหมายนี้มาโดยตลอด
ซึ่งคำว่า "ไทย" เป็นคำที่มีความหมายคนละอย่างกับคำว่า "ไท" ของ คน "ไท" นอกผืนแผ่นดิน "ไทย"
ต่อมารัฐธรรมนูญของสยามประเทศฉบับแก้ไขครั้งที่ 1 พ.ศ. 2482 กำหนดเรียกนามของประเทศว่าประเทศไทย
ตามความหมายของคำว่าไทยที่พยายามสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาทีหลัง

ภูมิประเทศ
ตั้งอยู่ในศูนย์กลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหนือเส้นศูนย์สูตร 
บริเวณพิกัดเส้นละติจูด(เส้นรุ้ง) ที่ ๕ องศา ๓๗ ลิปดาเหนือ กับ ๒๐ องศา ๒๗ ลิปดาเหนือ 
และ ลองจิจูดหรือเส้นแวงที่ ๙๗ องศา ๒๒ ลิปดาตะวันออก กับ ๑๐๕ องศา ๓๗ ลิปดาตะวันออก
แต่เดิมในสมัยอยุธยา มีรูปร่างคล้าย"ขวาน" ปัจจุบันมีรูปร่างคล้าย "ขวานบิ่น
มีรอยมอดบนด้ามขว้านและมีสนิมกัดกินบนใบขวาน"

พื้นที่ ๕๑๓,๑๑๕.๐๒๐ ตร.กม. (๓๒๐,๖๙๖,๘๘๗.๕๐๐ ไร่)
แบ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัย ย่านชุมชน เขตนิคมอุตสาหกรรรม เขตป่าสงวนแห่งชาติ
เขตบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เขตก่อการร้ายพยายามแบ่งแยกดินแดนแห่งชาติ 

เส้นยาวสุด (จาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย - อ.เบตง จ.ยะลา)  ระยะทาง ๑,๖๔๐ กิโลเมตร 
เส้นกว้างสุด (จากด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี - ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี) ระยะทาง ๗๘๐ กิโลเมตร
เส้นแคบที่สุด อยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่บ้านวังด้วน ต.ห้วยทราย อ.เมือง  มี ระยะทาง ๑๐.๙๖ กิโลเมตร พรมแดนติดต่อกับ
ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ๔ ประเทศ ได้แก่ ลาว, กัมพูเจีย(กัมพูชา-เขมร), มาเลเซีย พม่า  
โดยส่วนตัวผมนับรวมฉาน(ไทยใหญ่)-แม้ว่าไม่เป็นประเทศ แต่คนไทยใหญ่ในนั้นทุกคนอยากให้เป็นประเทศ 
แต่ใครจะรู้อนาคต ไม่แน่ซักวันหนึ่งฉานอาจจะกลับมามีเอกราชของตนเองอีกครั้ง

ภูมิอากาศ อากาศร้อนชื้นเป็นส่วนใหญ่ มีฤดูอยู่ ๓ ฤดู คือ

คิมหันตฤดู(ฤดูร้อน) ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน มีนาคม-เดือนเมษายน
วสันตฤดู(ฤดูฝน) ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-กันยายน
เหมันตฤดู(ฤดูหนาว) ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์

แต่โดยความจริงแล้วความวิปริตของสภาวะอากาศทำให้ฤดูกาลไม่เป็นจริง ๆ ดังเช่นที่กล่าวมา
โดยเฉพาะเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร มีฤดูกาลหลัก ๆ แค่ ๒ ฤดู คือ ฤดูร้อน กับฤดูฝน
หรือบางปีอาจะมี ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูมหาร้อน ฤดูอภิมหาร้อน

เศรษฐกิจ

เป็นเศรษฐกิจแบบผสม 2 รูปแบบ คือ
เกษตรกรรม ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมแต่โบราณ
ฐานะค่อนข้างยากจน ถูกคนมีอำนาจบางกลุ่มสร้างฝันให้ว่าวันหนึ่งจะรวย เป็นผู้ผลิต เป็นครัวโลก 
แต่ไม่เคยช่วยเหลือจริง ๆ จัง ๆ ซักที เอางบประมาณไปสนับสนุนส่วนที่ 2 หมด คือ
อุตสาหกรรม ในรูปแบบฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่
โดยประชากรในชาติเป็นได้แค่เพียงจักรกลและฟันเฟืองการผลิตของบริษัทต่างชาติ
ส่งเงิน ผลผลิต และทรัพยากร ออกไปปีละนับไม่ถ้วน 

รายได้หลักของประเทศมาจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ และผลิตผลทางการเกษตรเป็นหลัก
จนทรัพยากรในประเทศร่อยหรอจนแทบจะไม่เหลือแล้ว ต้องไปผลาญของประเทศเพื่อนบ้านกันต่อ

ประชากรไทย (ไม่เกี่ยวกับชื่อพรรคการเมืองของใคร)
ปัจจุบันมีประมาณ 70 ล้านคน และมีวี่แววว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อาชีพ
ประชากรไทยโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมราว 60% 
ที่เหลืออยู่ในกลุ่ม อุตสาหกรรม 15% และ พาณิชกรรมอีก 10% 

นี่เป็นสถิติจากหน่วยงานรัฐ ความจริงแล้วยังมีกลุ่มอาชีพอื่นอีกดังต่อไปนี้
1. กลุ่มอาชีพโกงกินบ้านเมืองและคอร์รัปชั่น 0.008 %
2. กลุ่มมิจฉาชีพ อันประกอบด้วย 
ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ชิงทรัพย์ 0.004 %
สิบแปดมงกุฏ ต้มตุ๋นหลอกลวง 0.0025 %
ค้าขายผิดกฏหมาย ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ 0.003 %
มิจฉาชีพกลุ่มอื่น ๆ 0.00125 %
3. เร่รอน อนาถา ขอทาน 0.001 %

ศาสนา เมืองไทยเป็นเมืองพุทธแต่พอเดินถามคนสิบคนให้ท่องศีลห้าให้ฟัง
ท่องกันได้ไม่ถึงสี่คน ถามว่าพุทธศาสนาสอนอะไร อย่างมากตอบกันได้แค่ว่าสอนให้คนทำดี
ถามว่ามีหลักธรรมอะไรยังไงก็มักจะตอบกันไม่ได้ ทั้งที่ไหว้พระห้อยพระกันเป็นพวง นี่แหละเมืองพุทธ...
ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญประชาชนไทยมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา
จึงมีผู้นับถือศาสนาอื่น(อย่างเคร่งครัด)ในเมืองไทยด้วย 
อาทิ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ หรือแม้แต่ไม่มีศาสนาเลย



เอกลักษณ์
เอกลักษณ์คือสิ่งที่เป็นลักษณะเด่นที่เรามีเพียงหนึ่งเดียวไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
๑. ภาษาไทย เรามีภาษาและอักษรของเราเอง แม้ว่าจะกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวกลุ่มอื่นมีภาษาคล้ายคลึงกับเรา 
แต่ก็จะไม่เหมือนเสียทีเดียว ในเรื่องของ สำนวน สำเนียง ศัพท์ และอักขระ
๒. ศิลปกรรม จำพวกจิตรกรรม ปฏิมากรรมต่าง ๆ เรามีการพัฒนาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร
๓. ขนบธรรมเนียมประเพณี เรามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนหาใครมาเปรียบใด้ยาก
ที่ใกล้เคียงกับเราที่สุดมีเพียงลาวเท่านั้น
๔. อาหารไทยที่ขึ้นชื่อเลื่องชื่อไปไกลทั่วโลก อาทิ ต้มยำกุ้ง 
(กลายเป็นคำไม่ดีไปแล้ว เราพยายามจำสร้างภาพดี ๆ กลับมาด้วยหนัง "ต้มยำกุ้ง")

ทั้งหมดที่ว่ามาคือสิ่งดี ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำบ้านเมืองของเรา
แต่ดันไม่รู้จักส่งเสริมหรืออนุรักษ์ไว้ ตอนนี้แทบจะไม่เหลือในหัวใจเด็กรุ่นใหม่กันแล้ว
ทุกวันนี้คุณลองไปถามฝรั่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยคุณจะพบว่าสิ่งต่อไปนี้คือเอกลักษณ์ไทย

1. พัทยา
2. พัฒน์พงษ์
3. กระเทยและคาบาเร่ต์
4. โสเภณี 

ฝรั่งบางคนเขาอยากจะไปเที่ยวชมวัดหรือความงดงามแบบไทย ๆ
พอขึ้นเท็กซี่ ไอ้เท็กซี่ก็หวังดี พาไปสถานบันเทิงซะเนี่ย ส่งเสริมกันดี จริง ๆ

บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ความเห็นส่วนตัว ค้นคว้า ศึกษา รวบรวม แยกแยะ ประมวลผล วิเคราะห์ และเรียบเรียงออกมา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บทเสริม หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้ได้ไม่นาน ก็ได้มีคนบางคนตำหนิมาว่า ผมมองเมืองไทยในแง่ลบ ไม่ช่วยกันส่งเสริมภาพดี ๆ ให้กับสังคมไทย ขอบอกครับ ผมไม่ได้มองเมืองไทยในแง่ลบ แต่ผมมองเมืองไทยในสภาพที่มันเป็นอยู่จริง ผมกำลังต้องการชี้ให้เห็นปัญหาของสังคมที่มันเป็นอยู่และมีอยู่จริง ให้ตระหนักรู้และตื่นตัวกัน เพื่อให้คนไทยทั้งหลายที่พอจะทำอะไรให้มันดีขึ้นได้ ช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในเมื่อผมเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขตรงนั้นได้ ผมก็ขอทำหน้าที่ตามบทบาทของผมเท่าที่ผมจะทำได้ ก็คือ "ชี้ให้เห็นปัญหา" เพื่อผู้คนที่ละเลยมองข้าม จะได้ช่วยกันหาทางแก้ไข หรือเพื่อจะได้ช่วยกันกระตุ้นให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาในสังคมไทยที่ยังมีอยู่กันมันยังคงอยู่เพราะความเพิกเฉย ปล่อยปละละเลยของคนในสังคม เมื่อมีผู้ชี้ปัญหา ผมว่าควรจะหันมามองปัญหานั้นว่ามีอยู่จริงหรือเปล่ากันมากกว่า ไม่ใช่ว่านิวส์วีค ตีพิมพ์ว่าประเทศไทยมีดีแค่กอล์ฟกับเซ็กซ์ แล้วเอะอะโวยวายไปโจมตีนิวส์วีคโดยไม่หันกลับมาตัวเอง ภาพลักษณ์เราในสังคมโลกมันเป็นยังไง เราส่งเสริมภาพศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม กับสถานบันเทิงด้านใหนมากกว่ากัน ผู้บริหารประเทศจริงใจกันแค่ใหนในการส่งเสริมภาพลักษณ์เหล่านั้น สนามกอล์ฟ สถานบันเทิงเรามีเต็มบ้านเมือง แล้วก็ขึ้นชื่อไปไกลทั่วโลกด้วย แต่ด้านอื่น ๆ เรากลับส่งเสริมกันเป็นพิธี มีงบประมาณสนับสนุนให้ปีละไม่เท่าใหร่ แล้วไปถึงจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าเท่าใหร่ เรากำลังเห่อเหิมและเชิดชูต่างชาติกันอย่างออกหน้าออกตา คนชาติอื่นเขาสามารถแต่งชุดประจำชาติได้อย่างไม่รู้สึกเคอะเขิน แต่คนไทยเราเองกลับมองความเป็นไทยของเราเองว่าเชย ตะวันตกเองก็มีทั้งสิ่งดี ๆ และสิ่งแย่ ๆ แต่เรารับมาหมดโดยไม่ใคร่ครวญให้ดี สิ่งดี ๆ ของตะวันตกอย่าง ระเบียบวินัย การให้เกียรติสุภาพสตรี เราไม่ไปเอามา แต่กริยาของพวกกุ๊ยข้างถนน การแต่งกาย หรือ การมั่วเซ็กซ์ซึ่งไม่ใช่หลักใหญ่ของวัฒนธรรมตะวันตกเราไปเอามา โดยมองแค่ว่าฝรั่งตะวันตกทำอะไรดูทันสมัยมีอารยธรรม เห็นฝรั่งดีงามไปหมด ถูกไปหมด แม้แต่สิ่งที่เห็นอยู่แล้วว่ามันผิดก็ยังไปคล้อยตาม ไม่ต้องเอาอะไรมาก เมืองหลวงของเมืองไทยชื่อ "กรุงเทพ" แต่ฝรั่งมันเข้าใจผิดเรียกว่า "แบงคอก" คนไทยเวลาคุยกับฝรั่งก็งี่เง่าตามฝรั่งไปด้วย เรียก "แบงคอก" ไปกับมัน โดยไม่เคยคิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดตรงนี้ นับประสาอะไรเรื่องอื่น ตอนนี้ในสายตาต่างชาติส่วนใหญ่ เมืองไทยหลัก ๆ คือเรื่องของ โสเภณี และยาเสพติด เป็นความจริงที่ต้องยอมรับกัน ถ้าไม่คิดจะแก้ไขตัวปัญหาจริง ๆ คิดแต่จะสร้างภาพเด็ดดอกไม้มาคลุมอาจม มันก็ต้องคอยเด็ดมาคลุมเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แทนที่จะปลูกสวนดอกไม้ขึ้นมาก็ไม่ทำ ประเทศชาติคงไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ถ้าคนไทยมัวแต่ห่วงภาพลักษณ์แต่ไม่ยอมแก้ไขปัญหาจริง ๆ จัง ๆ มาทำให้บ้านเมืองเราน่าอยู่จริง ๆ ดีกว่าสร้างภาพว่าบ้านเมืองเราน่าอยู่จะดีกว่าครับ ขอพลังจงอยู่กับผืนแผ่นดิน


1