อัฐ - พงศธร กิจเวช อัฐ - พงศธร กิจเวช
หน้าแรก - ประวัติ - งานเขียน - เพลง - เดินทาง - กระดานสนทนา - เพื่อนบ้าน - ติดต่อ - ปรับขนาดตัวอักษร
บทความเรื่อง "Chiang Mai หรือ Chiangmai?" นี้เคยลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2547 หน้า 19

ดอยอินทนนท์ ดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ ภาพจาก http://www.trekkingthai.com

Chiang Mai หรือ Chiangmai ?
พงศธร กิจเวช (อัฐ)

เนื่องมาจากคอลัมน์จดหมายถึง บก. ใน พลเมืองเหนือ ฉบับวันที่ 12-18 กรกฎาคม 2547 คุณภิมทร์ เขมะสิงคิ บรรณาธิการหนังสือ Citylife ได้ขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์การสะกดคำว่า “เชียงใหม่” เป็นภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง เพราะยังมีผู้ใช้สับสนระหว่าง “Chiang Mai” กับ “Chiangmai”

สำหรับเรื่องนี้ได้มีประกาศของทางราชการคือ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด เขต อำเภอ และกิ่งอำเภอ ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้ใช้ว่า “Chiang Mai” คือเขียน Chiang กับ Mai เว้นวรรคแยกกันและใช้ C กับ M ตัวใหญ่

ทั้งนี้โดยอาศัย หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง (ฉบับล่าสุดปี 2542 ซึ่งได้แก้ไขและยกเลิกหลักเกณฑ์เดิมที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2482) ดังต่อไปนี้
1. เทียบเสียงพยัญชนะและสระอักษรไทยเป็นอักษรโรมันคือ ช = ch, สระเอีย = ia, ง = ng, ม = m, สระใอ = ai
2. เขียนแยกเป็นคำ ๆ (แต่ละคำจะมีความหมายในตัวเอง และสามารถมีได้ตั้งแต่ 1 พยางค์ขึ้นไป ตัวอย่างเช่น “ถนนโชคชัย” ใช้ว่า “Thanon Chok Chai” คือแยกเป็นคำว่า “ถนน”, “โชค” และ “ชัย”) เนื่องจาก “เชียงใหม่” สามารถแยกได้เป็น 2 คำ คือคำว่า “เชียง” หมายถึง “เมือง” และคำว่า “ใหม่” ดังนั้นจึงแยก Chiang กับ Mai ออกจากกัน (หลักเกณฑ์ข้อนี้มีข้อยกเว้นสำหรับคำประสมซึ่งถือว่าเป็นคำเดียวกัน ตัวอย่างเช่นคำว่า “รถไฟ” เป็นคำประสมระหว่างคำว่า “รถ” กับคำว่า “ไฟ” เกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่แตกต่างจากเดิม ดังนั้น “รถไฟ” จึงเขียนติดกันเป็น “rotfai” ส่วน “เชียงใหม่” ไม่ถือว่าเป็นคำประสม นอกจากนี้ยังยกเว้นสำหรับวิสามานยนามหรือชื่อเฉพาะที่เป็นชื่อบุคคล ตัวอย่างเช่น “นายโชคชัย จิตงาม” ใช้ว่า “Nai Chokchai Chitngam”)
3. อักษรตัวแรกของวิสามานยนามให้ใช้อักษรโรมันตัวใหญ่ ดังนั้นจึงใช้ Chiang Mai (C และ M ตัวใหญ่)

“อักษรโรมัน” (หรือลาติน) ก็คืออักษรที่ใช้ในภาษาอังกฤษ หรือเรียกแแบบชาวบ้านอาจเรียกว่าเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งที่จริงตัวอักษรโรมัน ไม่ได้ใช้เฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังใช้ในภาษายุโรปอื่น ๆ ด้วย เช่น ภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, อิตาลี, โปรตุเกส, สวีเดน, นอร์เวย์, ดัตช์, เดนมาร์ก, ฮังการี, แอลเบเนีย, บัลแกเรีย, เชก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, โปแลนด์, โรมาเนีย ฯลฯ ดังนั้นหลักเกณฑ์นี้จึงสามารถประยุกต์ใช้กับภาษายุโรปอื่น ๆ ดังกล่าวได้ด้วย

เนื่องจากประเทศไทยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ก็อาจพออนุโลมสำหรับชาวบ้านทั่วไปเรียกหลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นหลักการสะกดคำไทยเป็นอังกฤษ

แต่ควรคำนึงอยู่เสมอว่า หลักเกณฑ์นี้แม้จะใช้อักษรเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ (ราชบัณฑิตยสถานไม่มีหลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอังกฤษโดยตรง) อักษรโรมันบางตัวอาจแทนเสียงเหมือนในภาษาอังกฤษ แต่เสียงอักษรบางตัวก็แตกต่าง เช่น อักษร “ph” แทนเสียง “พ” (พอ พาน) ในภาษาไทย เช่น คำว่า “โพน” ถอดได้เป็น “phon” แต่ในภาษาอังกฤษ “ph” กลับออกเสียงเป็น “ f ” หรือ “ฟ” (ฟอ ฟัน) เช่น คำว่า “phone” (โทรศัพท์) ออกเสียงว่า “โฟน” เป็นต้น

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ได้ใช้เสียงตัวอักษรในภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ดัดแปลงมาจาก “สัทอักษรสากล (International Phonetic alphabet)” ซึ่งประกอบด้วยอักษรโรมันและสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยราชบัณฑิตยสถานได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ที่ไม่ใช่อักษรโรมันมาเป็นอักษรโรมันทั้งหมด

สำหรับคำว่า “การถอดอักษรแบบถ่ายเสียง (Transcription)” นั้นหมายถึงการถอดอักษรโดยดูจากเสียงของคำ ไม่คำนึงถึงการสะกดการันต์และวรรณยุกต์ (นอกจากนี้หลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถานยังไม่แยกความแตกต่างระหว่างสระเสียงสั้นและเสียงยาว) ตัวอย่างเช่น “กรรณ”, “กัณฑ์”, “กั้น”, “การ”, “กานต์”, “กาญจน์”, และ “ก้าน” ถอดได้เหมือนกันเป็น “kan”

การที่มีผู้สะกดคำว่าเชียงใหม่เป็น “Chiangmai” (เขียน Chiang กับ mai ติดกัน) นั้นอาจเพราะไม่รู้ว่ามีประกาศและหลักเกณฑ์ดังกล่าว (ซึ่งยังไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าที่ควร) นอกจากนี้ก็อาจจะคิดว่าเป็นคำประสมหรือเป็นชื่อเฉพาะเหมือนชื่อบุคคลจึงเขียนติดกันไป หรืออาจเกิดจากความสับสน เนื่องจากชื่อจังหวัดมีทั้งเขียนคำติดกันและแยกกัน เช่น จังหวัดที่ลงท้ายด้วยคำว่า “บุรี” มีทั้งเขียนเว้นวรรคแยกคำ “บุรี” คือ ชลบุรี, ลพบุรี, ปราจีนบุรี, สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี เขียนเป็น Chon Buri, Lop Buri, Prachin Buri, Sing Buri, Suphan Buri กับที่เขียน “บุรี” ติดกัน คือ จันทบุรี, กาญจนบุรี,นนทบุรี, เพชรบุรี, ราชบุรี และสิงห์บุรี เขียนเป็น Chanthaburi, Kanchanaburi, Nonthaburi, Phetchaburi, Ratchaburi, Saraburi (วิธีช่วยจำคือจังหวัดที่มีเสียงสระอะอยู่หน้าคำว่า “บุรี” ให้เขียนติดกัน)

ถ้าถามว่าสะกดอย่างไหนจึงจะถูกต้องระหว่าง “Chiang Mai” กับ “Chiangmai” ก็ต้องตอบว่าถ้าถือตามหลักของทางราชการที่ได้ประกาศไว้ก็ต้องใช้ว่า “Chiang Mai” จึงจะถูกต้อง

สำหรับบริษัทห้างร้าน, สถาบันการศึกษา, องค์กรต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน, วารสาร, หนังสือพิมพ์, สื่อมวลชนอื่น ๆ หรือบุคคลใดที่ใช้ “Chiangmai” อยู่ ก็น่าจะแก้ไขให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษา, หน่วยงานราชการ, วารสาร, หนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนต่าง ๆ น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีในการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ในการแก้ไขนี้แม้ว่าจะต้องเสียเงินเสียเวลาบ้างก็คุ้มค่า ไม่ควรละเลยเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ หรือคิดว่าผิดแล้วผิดเลยช่างมัน

ไม่แต่เพียงการสะกดคำว่า “เชียงใหม่” เท่านั้นที่มีปัญหา การสะกดคำไทยอื่น ๆ ก็มีปัญหาอย่างยิ่ง ผู้เขียนเคยสำรวจหนังสือเรียนภาษาไทยที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ พบว่าต่างใช้หลักเกณฑ์ของตัวเองทำให้เกิดหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันมากมายหลากหลาย ก่อให้เกิดความสับสนทั้งต่อชาวต่างประเทศที่เรียนภาษาไทยและคนไทยเอง เช่น คำว่า “จอด” ซึ่งเขียนตามราชบัณฑิตยสถานว่า “chot” แต่มีผู้เขียนต่างออกไป เช่น “jawt” (Lonely Planet), “jort” (Rough Guide), “jord” (Plang Phoryphorhm), “djort” (Manich Jumsai), “chawd” (BPS Publication), “chort” (John Moore and Saowalak Rodchue) เป็นต้น

หรือที่เป็นปัญหาใกล้ตัวที่สุดคือ การเขียนชื่อตัวเราเองเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเขียนได้มากมายหลายแบบสุดแต่ความรู้และความพอใจ ตัวอย่างเช่นชื่อของผู้เขียน “พงศธร กิจเวช” เขียนแบบราชบัณฑิตยสถานคือ “Phongsathon Kitchawet” ซึ่งอาจเขียนชื่อแบบอื่นเป็น Phongsathorn, Phongsaton, Phongsatorn, Phongsthon, Phongsthorn, Phongston, Phongstorn, Pongsathon, Pongsathorn, Pongsaton, Pongsatorn, Pongsthon, Pongsthorn, Pongston, Pongstorn รวมเป็น 16 แบบ หรือนามสกุลเป็น Kitchawech, Kitchawecha, Kitchawesh, Kitchawesha, Kitchavet, Kitchavech, Kitchavecha, Kitchavesh, Kitchavesha, Kitjawet, Kitjawech, Kitjawecha, Kitjawesh, Kitjawesha, Kitjavet, Kitjavech, Kitjavecha, Kitjavesh, Kitjavesha, Kijjawet, Kijjawech, Kijjawecha, Kijjawesh, Kijjawesha, Kijjavet, Kijjavech, Kijjavecha, Kijjavesh, Kijjavesha, Kijawet, Kijawech, Kijawecha, Kijawesh, Kijawesha, Kijavet, Kijavech, Kijavecha, Kijavesh, Kijavesha, Kijwet, Kijwech, Kijwecha, Kijwesh, Kijwesha, Kijvet, Kijvech, Kijvecha, Kijvesh, Kijvesha, Kichawet, Kichawech, Kichawecha, Kichawesh, Kichawesha, Kichavet, Kichavech, Kichavecha, Kichavesh, Kichavesha, Kichwet, Kichwech, Kichwecha, Kichwesh, Kichwesha, Kichvet, Kichvech, Kichvecha, Kichvesh, Kichvesha, Gitchawet, Gitchawech, Gitchawecha, Gitchawesh, Gitchawesha, Gitchavet, Gitchavech, Gitchavecha, Gitchavesh, Gitchavesha, Gitjawet, Gitjawech, Gitjawecha, Gitjawesh, Gitjawesha, Gitjavet, Gitjavech, Gitjavecha, Gitjavesh, Gitjavesha, Gijjawet, Gijjawech, Gijjawecha, Gijjawesh, Gijjawesha, Gijjavet, Gijjavech, Gijjavecha, Gijjavesh, Gijjavesha, Gijawet, Gijawech, Gijawecha, Gijawesh, Gijawesha, Gijavet, Gijavech, Gijavecha, Gijavesh, Gijavesha, Gijwet, Gijwech, Gijwecha, Gijwesh, Gijwesha, Gijvet, Gijvech, Gijvecha, Gijvesh, Gijvesha, Gichawet, Gichawech, Gichawecha, Gichawesh, Gichawesha, Gichavet, Gichavech, Gichavecha, Gichavesh, Gichavesha, Gichwet, Gichwech, Gichwecha, Gichwesh, Gichwesha, Gichvet, Gichvech, Gichvecha, Gichvesh, Gichvesha อีก 140 แบบ เมื่อจับคู่แล้วผมสามารถสะกดชื่อ-สกุล ด้วยกันได้ถึง 2,240 แบบ

น่าปวดหัวไหมครับ? ใช้หลักของราชบัณฑิตยสถานดีไหมครับ?

ในโลกโลกาภิวัตน์ปัจจุบันการใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันในการสะกดคำไทยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่เราจะสื่อสารกับชาวต่างประเทศ แม้ว่าหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถานจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เช่น ไม่แยกความแตกต่างของเสียงพยัญชนะ “จ” กับ “ฉ”, “ช” และ “ฌ” (ใช้ “ch” เหมือนกันหมด), ไม่แยกสระเสียงสั้น-ยาว (ตัวอย่างเช่น สระอะกับสระอาใช้ “a” เหมือนกัน), ไม่แยก สระโอะ โอ, เอาะ, ออ (ใช้ “o” เหมือนกันหมด), ไม่มีสัญลักษณ์วรรณยุกต์ หรือการถอดอักษรตามเสียงทำให้ไม่เห็นรูปพยัญชนะและสระภาษาไทย แต่ถึงอย่างไรก็เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐานสากลที่กำหนดโดยราชบัณฑิตยสถานซึ่งเป็นแหล่งรวมของนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ของประเทศ และได้ประกาศใช้โดยสำนักนายกรัฐมนตรีโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนาม จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่เราควรใช้มากกว่าต่างคนต่างใช้อะไรก็ได้ตามใจตัวเอง

น่าเสียดายที่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด เขต อำเภอ และกิ่งอำเภอ และ หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง นี้ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าที่ควร ดังนั้นจึงอยากฝากท่านผู้อ่านทุกท่านและฝากไปถึงราชบัณฑิตยสถานช่วยเผยแพร่ด้วยเพื่อประโยชน์สำหรับทุกคนทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งประกาศและหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป็นหนังสือ (ปัจจุบันอาจหาซื้อได้ยาก ผู้เขียนได้สอบถามไปที่ราชบัณฑิตยสถานปรากฏว่าหมดแล้วและไม่ทราบว่าจะจัดพิมพ์ใหม่เมื่อไหร่ ดังนั้นคงต้องหาจากห้องสมุด) หรือดูได้ที่เว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน http://www.royin.go.th

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความไม่รู้นำไปสู่ความสับสน

อ้างอิง

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง การเขียนชื่อจังหวัด เขต อำเภอ และกิ่งอำเภอ และ หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2543.

Nakanishi, Akira. Writing systems of the world : alphabets, syllabaries, pictograms. Tokyo : Charles E. Tuttle, 1984.

http://www.royin.go.th/

จัดทำโดย อัฐ (พงศธร กิจเวช) เพิ่มเนื้อหาใหม่ทุกวันอาทิตย์

หน้าแรก - ประวัติ - งานเขียน - เพลง - เดินทาง - กระดานสนทนา - เพื่อนบ้าน - ติดต่อ - ปรับขนาดตัวอักษร

1