เริ่มปรารถนาบารมียังอ่อนอยู่
คำนำ
โครงเรื่องต่างๆ
ข้าพเจ้า เอามาจากหนังสือ ศาสตร์ว่าด้วยการเป็นพระพุทธเจ้า ของพระเทพมุนี (วิลาศ ญารวโร) และคัดจากพระไตรปีฏกบางส่วน ข้าพเจ้าก็ตกแต่งลงไปบ้าง จะเห็นว่าเรื่องต่างๆ ต่อเป็นนี้จะเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมา
แล้วผูกกันเป็นเรื่องเป็นราว อาจเป็นจริงบ้างเท็จบ้าง ดั้งนั้น จุดประสงค์ของเรื่องคือ
1. อ่านเพื่อประเทืองปัญญาเป็นข้อมูล เพื่อพัฒนาทางความคิด มองในมุมกว้าง
2. อ่านเพื่อคลายสงสัยที่ได้รับรู้มาขาดๆ ตอนๆ หรืออาจสงสัยเพิ่ม ก็ให้ถือว่าเป็นเรืองแปลกที่เล่าต่อกันมา
3. อ่านเพื่อให้มีความกระจ่าง เพราะเมื่ออ่านครบรอบแล้ว ก็จะมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
หมายเหตุ ทั้งหมดไม่ควรตั้งอยู่บนความเชื่อ ให้ตั้งอยู่บนวิจารณาญาณเป็นหลัก
ก็จะคลายความมืดมนที่ไม่เข้าใจ
มูลเหตุความปารรถนาพุทธภูมิ
เมื่อ เริ่ม ต้นอสงไขยที่
21 จากปัจจุบัน
มีอยู่กัปหนึ่งบังเกิดมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก เมือโลกดับสลายไปแล้ว
หลังจากนั้นเป็น สูญกัป คือไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ติดต่อกันเป็นประมาณ 2 แสนกัป พระอริยะต่างก็นิพพาน ไปเกือบหมดแล้ว ยังมีแต่บนพรหมโลกชั้นสุทาวาส
อันเป็นพรหมโลกที่พระอนาคามี อาสัยอยู่เป็นภพสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสุ่พระนิพพาน
เมื่อเวลาผ่านไปพระพรหมอนาคามี เริ่มเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะต่างก็นิพพานกันไปหมด
และผู้ที่จะมาเกิดเป็นพรหมอนาคามี ก็หาได้มีอีกแล้ว เพราะพระอริยะเบื่องต่ำต่างก็บรรลุมาเกิดเป็นพรหมอนาคามีทั้งหมดแล้ว เห่ลาพระพรหมอนาคามีจึงประชุมร่วมกัน และดำริขึ้นว่า
พระพรหมอนาคามีเหลือน้อยแล้ว เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น เป็นเวลาประมาณ 2 แสนกัปมาแล้ว และเมื่อเหล่าพระอนาคามี ใช้ อนาคตังคญาณ มองไปในอนาคตก็หาได้มี พระพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นไม่ จึงดำริขึ้นมาว่า ถ้าเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ก็ทำให้เหล่าสรรพสัตว์ต่างก็ฉิบหาย
จากพระนิพพานมากเสียเหลือเกิน เพราะผู้ที่เป็นเอกบุรุษท เพียรสร้างบารมีจนสำเร็จเป็น พระพุทธเจ้า นั้นมีน้อย จำเป็นต้องหาผู้ที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวตั้งความปรารถนา เพื่อรื้อสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ ดังนั้นเหล่าพระอนาคามีต่างก็ใช้ พระญาณ ตรวจส่อง ทั้งเทวโลก
และมนุษย์โลก เพื่อหาผู้ที่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยวอย่างนั้น
มานพน้อยผู้เด็ดเดี่ยว
ก็ได้เห็นมานพน้อยคนหนึ่ง
กำลังแบกแม่ของตนเองว่ายน้ำอยู่กลางทะเลใหญ่ พยายามว่ายน้ำอยู่อย่างไม่ท้อแท้และท้อถอย
ตั้งจิตเพื่อให้ถึงฝังให้จงได้ เมื่อใช้ญานย้อนดูไปในอดีตก่อนหน้านี้
ก็เห็นว่ามานพคนนี้ เป็นคนกตัญญูต่อมารดา เป็นคนดีมีศีลมีธรรม
ไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น จึงเผ้าดูน้ำใจก็มานพน้อยผู้นี้
ว่ายน้ำต่อไปจะมีใจท้อแท้หรือไม่ แต่เปล่าเลยถึงว่ายน้ำมาถึง วันที่ 7 แล้วก็ตาม และกำลังอ่อนล้าเต็มที่แต่ยังมีจิตใจมุ่งมั่นให้ถึงฝั่งจนได้ พระพรหมอนาคามี จึงดลจิตให้มีกำลังอึกเหิมขึ้น ให้มานพตั้งจิตว่า " เราจะว่ายน้ำให้ถึงฝั่งให้สำเร็จ พร้อมกับนำพาแม่ให้ถึงฝั่งด้วย และ เมื่อเราพ้นทุกข์เราต้องนำผู้อื่นให้พ้นทุกข์ด้วยให้จงได้"
มานพน้อยก็เกิดกำลังใจขึ้นมา ว่ายน้ำต่อจนถึงฝั่งพร้อมกับหมดสติพอดี หลังจากนั้นก็มีคนมาพบ
และช่วยให้พื้นคืนสติทั้งแม่และลูก ก็ได้ดำรงณ์ชีวิตโดยไม่ลำบากนัก
ตามกรรมจน สิ้นอายุขัย หลังจากนั้นก็เวียนเกิดตายอีกนานแสนนาน
สัตตุตาประราชา
หลังจากเกิดตายมานานแสนนาน
ก็ได้เกิดเป็นราชโอรส และได้ขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามว่า พรสัตตุตาประราชา พระองค์ปกครองประชาราช ด้วยทศพิธราชธรรม แต่พระองค์ทรงพอพระทัยในช้างมงคลอย่างมาก คือชอบสะสมช้างมงคล ไม่ว่าจะได้ข่าวว่าช้างมงคลอยู่ส่วนใหนของราชธานี
พระองค์ต้องตามจับมาจนได้ กาลครั้งหนึ่งได้มีนายพราน
เข้ามาถวายรายงานว่า ได้พบช้างมงคล เชือกหนึ่งซึ่งมีลักษณ์สมบูรณ์พร้อมทุกประการ ตั้งแต่เกิดมาเป็นพรานยังไม่เคยเห็นช้างเชือกใหน
มีลักษณะเลิศอย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อพระองค์ทรงทราบอย่างนั้นจึงทรงให้นายพรานผู้นั้น
นำขบวนเพื่อไปจับช้าง เมื่อทรงเห็นช้าง เชือกนั้น พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างมาก และสามารถล้อมจับจนได้โดยไม่ยาก
ได้ทรงให้นายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้าง ฝึกจนเชื่อง แต่พระสัตตุตาประราชา ทรงรีบพระทัย
เพื่อจะทรงช้างเชือกนี้ ในวันมงคลฉลองนักขัตฤกษ์ ใน 7-8 วันข้างหน้า นายหัตถาจารย์ผู้มีความรู้ จึงต้องให้อาหารผสมกับโอสถ เพื่อให้ฝึกสอนได้ง่ายโดยเร็วพลัน
เมื่อถึงวันทรงช้างเชือกนี้ในวันฉลองนักขัตฤกษ์
พระองค์ก็ทรงช้างเลียบเมือง ที่เป็นเขตป่า แต่ในเมื่อราตรีที่ผ่านมาที่ราวป่าแห่งนั้น
มีโขลงช้างได้ถ่ายมูลลงไว้ ณ. ที่นั้น ดังนั้นเมื่อช้างมงคลที่พระสัตตุตาประราชา
ทรงประทับอยู่ เกิดได้กลิ่นมูลของช้างตัวเมืย
เกิดตกมันออกวิ่งตามโขลงช้างนั้นทันที่ ไม่สนใจ มนุษย์ที่นั่งอยู่บนหลัง สะบัดจนตกหมด
เหลือแต่พระสัตตุตาพระองค์เดียว พระองค์ทรงตกพระทัย แต่ยังคงครองสติไว้
เมื่อช้างวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ ที่มีกิ่งยื่นออกมา
พระองค์ทรงจับกิ่งไม้นั้นปล่อยให้ช้างวิ่งไปตามอิสระของมัน เมื่อเหล่าทหารตามมาทันก็เชิญพระองค์
ลงมา พระองค์ทรงโกรธพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อกลับมาถึงราชฐาน
ทรงให้เรียกนายหัตถาจารย์ เข้ามาเฝ้า แล้วทรงชี้หน้าด่าว่าอย่างโกรธเคืองว่า " เจ้าฝึกช้างอย่างไร
เกื่อบจะฆ่าข้าเสียแล้ว
สมควรที่จะถูกประหาร ?
" นายหัตถาจารย์ผู้มีปัญญาจึงกล่าวว่า " ขอให้พระองค์ทรงฟังเหตุผลก่อน ข้าพระองค์ไม่เคยคิดปลงพระชนน์พระองค์เลย
ขอพระเมตตา"
พระสัตตุตาประราชา
พระทัยอ่อนลงมาอีกนิดจึงตรัสว่า "ดังนั้นให้เจ้าเล่าเหตุผลมา"
นายหัตถาจารย์ทูลว่า
"การที่ช้างมงคล ออกวิ่งไปนั้นเพราะตกมัน ได้กลิ่นช้างพังตัวเมืย
ที่ถ่ายมูลไว้ที่ราวป่าเพราะความอยากจะ เสพสังวาส กับช้างตัวเมีย
จึงไม่สนใจแม้ความเจ็บ และความตายอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้จะถูกตะขอสับและถูกฝึกอย่างดีมาแล้วก็ตามแต่"
พระสัตตุตาประราชาตรัสว่า "เอาละข้าฟังเหตุผลนี้ของเจ้า แต่การที่ช้างมงคลหลุดหนีออกไปโทษของเจ้าก็สมควรถูกประหาร"
นายหัตถาจารย์ทูลว่า
"ช้างที่ข้าพระองค์ฝึก จะไม่หนีไปใหน
และจะกลับมาหาข้าพองค์อีก เพราะมนตราและโอสถที่ข้าพระองค์ให้ไว้ ในวันพรุ่งนี้
เช้า เมื่อช้างมงคลเชือกนั้นได้รวมสังวาสกับช้างพังตัวเมียแล้ว จะกลับมา"
พระสัตตุตาประราชาจึงตรัสว่า
"ถ้าเป็นจริงตามที่เจ้ากล่าว ข้าจะยกโทษประหาร
แต่ถ้าไม่เป็นจริงเจ้าต้องถูกประหารแน่นอน"
ในวันถัดมาช้างมงคลตัวนั้นก็กลับมาจริง
จึงมาไว้ที่ลานช้าง พระสัตตุตาและข้าราชบริภารและชาวเมื่อออกมาเยียมดู พระสัตตุตาประราชาจึงถามนายหัตถาจารย์ด้วยความสนพระทัยว่า
"มนตราและโอสถของเจ้า มีความขลังอย่างนี้เชียวหรือ? "
นายหัตถาจารย์ทูลว่า
"อย่าว่ากลับมาเลย แม้ข้าพระองค์ให้ช้างมงคลตัวนี้เอางวงจับเหล็กร้อนแดง
มันก็ย่อมทำตาม หม่อมฉันจะทำให้ดู"
พระสัตตุตาประราชาจึงตรัสว่า
" เอาก็ลองพิสูจ์ดู"
เมื่อถึงวันทดลอง เมื่อช้างมงคลตัวนั้นได้รับคำสั่งจากนายหัตถาจารย์
ก็ใช้งวง ไปจับเหล็กร้อนแดงนั้นจริงๆ จนควันขึ้น พระสัตตุตาประราชา เพราะความรักช้างและตกพระทัยจึงรีบร้องสั่ง ให้นายหัตถาจารย์สั่งให้ช้างมงคลปล่อยเหล็กแดงทันที่
แล้วทรงดำริในพระทัยว่า "ช่างมงคลย่อมทำตามจับเหล็กร้อนแดงได้
โดยยอมทนต่อความเจ็บปวดจวนตายเพราะมนตราและโอสถ แต่มนตราและโอสถ และถูกเอาตะขอสับจนเจ็บปวด
ไม่สามารถหยุดช้างมงคลได้เพราะอำนาจของราคะ โอ้ กามราคะมีอำนาจมากเหลือเกิน
เมื่อไหร่เราหลุดพ้นหรือชนะกามราคะแล้ว เราจะนำพาให้สรรพสัตว์หลุดพ้นด้วยให้จงได้"
พระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่างแนวแน่และมั่นคง หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์ก็ทรงออกบวช เป็นดาบส
จนสิ้นพระชนน์ เวียนเกิดตายไปอีกนานแสนนาน
พระสัตตุตาปะราชา
กลับชาติมาเกิดเป็น องค์สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า
พญาช้างมงคล กลับชาติมาเกิดเป็น
พระมหากัสสปเถร เป็นมหาสาวก
นายหัตถาจารย์ กลับชาติมาเกิดเป็นพระอชิตะโพธิสัตว์ ที่จะตรัสเป็นพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้าในสมัยต่อจากนี้
เสวยชาติเป็นพระพรหมดาบส
กาลต่อมาพระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก ก็มาบังเกิดในตระกุลพราหมณ์มหาศาล
มีนามว่า พรหมกุมาร พรหมกุมารได้ศึกษาไตรเวทย์ และได้เป็นอาจารย์บอกเวทย์แก่มานพห้าร้อยคนที่เป็นศิษย์
เมื่อมารดาบิดาของพรหมกุมารได้ล่วงลับไปแล้ว พรหมกุมารจึงดำริออกบวชเป็นดาบส จึงได้จัดการแบ่งทรัพย์สินตั้งสิ้น
ให้แก่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด แล้วกล่าวว่า อาจาย์จะออกบวชเป็นดาบส ฝ่ายลูกศิษย์ก็ทักท้วงแต่ไม่สำเร็จ
ดังนั้นเมื่อลูกศิษย์บางส่วนเห็นอาจารย์ออกบวช
จึงออกบวชตามพรหมดาบส อยู่ในป่าบนเชิงภูเขา บำเพ็ญพรตอยู่เรือยมา และลูกศีษย์ที่เหลือเมื่อบิดามารดาสิ้นแล้ว
ก็ออกบวชตามพรหมดาบส
วันหนึ่ง พรหมดาบส ออกปากชวนลูกศิษย์
ออกไปหาผลไม้ ไปถึงเชิ่งเขาหนึ่ง เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เห็นลูกเสือ
เพิ่งคลอดใหม่ประมาณ สองสามวัน และแลเห็นแม่สือตัวหนึ่งที่กำลังหิวโซระโหยโรยแรง
เพราะอดอาหารมาหลายวัน จ่องจะกินลูกเสือ
จึงกล่าวกับลูกศิษย์ว่า ดูสิ แม่เสือกำลังจะกินลูกเสือเพราะความหิว พวกเธอจงไปหาซากสัตว์ที่ตายใหม่แถวนี้ โยนลงไปให้แม่สือได้กิน
จะได้ยับยั่งไม่ให้แม่เสือกินลูกเสือ ลูกศิษย์ก็ออกหาซากสัตว์ ได้สักพัก
พรหมดาบสเฝ้ามองดูกริยาของแม่เสืออยู่ เห็นแม่สือต้องตะครุบกินลูกเสือแน่
จึงตั้งใจสละชีวิตร่างกายเป็นทาน อย่างเด็ดเดี่ยว แล้วตั้งปณิธานว่า "เราขอสละชีวิตเป็นทานเป็นอาหารของแม่เสือ เราปราถาเพื่อปลดทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นทุกข์
ให้พ้นจากทุกข์" แล้วประกาศออกว่า "ขอทวยเทพทั้งหลายทรงรับรู้ เราจะถวายร่างกายและชีวิตนี้เป็นทานให้แก่แม่สือเพื่อรักษาชีวิตลูกเสือ เราปราถนาจะรื้อสัตว์ทั้งหลายออกจากความทุกข์
ขอให้ทวยเทพเทวดาจงมากระทำอนุโทนาสาธุการด้วยเทอญ" แล้วพรหมดาบสจึงกระโดดลงไปเบื้องล่าง
ร่างกายตกบงเบื้องหน้าแม่สือทันที่ แล้วไปจุติบนเทวโลก
หลังจากนั้นก็เวียนเกิดเวียนตาย อีกนานแสนนาน
มานพหนุ่มช่างทอง
กาลต่อมาพระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นบุตรของช่างทอง และเป็นมานพหนุ่มช่างทองมีรูปสิริเลิศงดงาม ในเมื่องแห่งนั้น มีฝีมือในการทำทองนั้นยอดเยียม
ชื่อเสียงในการทำทองขจรไปไกล เพราะความมีฝีมือนี้เอง ได้มีเศรษฐีของเมื่องมาทำการว่าจ้างให้ทำทองรูปพรรณ
ให้บุตรสาวที่จะเข้างานวิวาห์มงคล เมื่อเห็นรูปร่างของหนุ่มช่างทองก็เกิดรังเล แต่ไม่สามารถหาช่างทองที่ฝีมือดีกว่านี้ได้อีกเลย
จึงกล่าวกับหนุ่มช่างทองว่า ถ้าท่านเห็นมือ
และเท้าของบุตรสาวของเราอย่างเดียวท่านสามารถทำทอง ได้สวยสดงดงามหรือไม่? หนุ่มช่างทองก็บอกว่าทำได้ เหตุผลของท่านเศรษฐีทำแบบนี้ เพราะบุตรสาวเป็นหญิงที่สวดสดงดงาม
เมื่อเห็นหน้าตากันจะทำให้ทั้งสองเกิดหวั่นไหว มีปัญหาในการแต่งงานของลูกสาวกับบุตรชายของเพื่อนเศรษฐี ที่หมั่นหมายไว้แล้วเป็นการตัดไฟเสียต้นลม
เมื่อถึงวันที่หนุ่มช่างทอง ทำการตรวจวัดมือและเท้าของบุตรสาวเศรษฐี
ที่บ้านของเศรษฐี ท่านเศรษฐีได้ทำฉากกั่น ให้บุตรสาวยื้นเฉพาะมือและเท้าออกมาเท่านั้น
แต่บุตรสาวเกิดความสงสัยว่าทำไม่บิดาจึงทำอย่างนี้ ในขณะที่หนุ่มช่างทองกำลังตรวจวัดอยู่ บุตรสาวเศรษฐี ก็แอบดูตามช่องที่มองเห็นได้ เมื่อเห็นรูปร่างหนุ่มช่างทองเกิดหลงรักทันที
จึงทำการเขียนอักษร นัดแนะหนุ่มช่างทองทันที่
ว่าในค่ำคืนนี้นัดเจอกันที่ส่วนหลังบ้านที่เป็นต้นไม้ใหญ่ ฝ่ายหนุ่มช่างทองเมื่อเสร็จภารกิจ
ก็กลับไปยังเรือนของตน ทำงานทำทองตลอด
เมื่อตกค่ำก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปตามนัด ที่ กาญจนวดีกุมารีบุตรสาวเศรษฐีได้เขียนอกษรไว้
แต่มานพหนุ่มช่างทองมาถึงต้นไม้ใหญ่ก่อน
นั่งรออยู่
เพราะทำงานมาทั้งวัน เมื่อเจอบรรยากาศร่มรื่นจึงเผลอหลับไป เมื่อนางกาญจนวดีกุมารีมาถึงก็เห็นหนุ่มช่างทองหลับไปแล้ว
ซึ่งในสมัยนั้นมีการถือกันว่า ถ้าผู้ใดนอนหลับอยู่ห้ามปลุกขึ้นมาเพราะจะเป็นบาป นางจึงนั่งรอเป็นเวลาพักใหญ่
เห็นว่าไม่ตื่น จึงว่าขันใส่ดอกไม้ไว้ แล้วเขียนอักษรไว้ว่า
นางได้มาแล้วแต่ท่านหลับอยู่ จึงว่างขันดอกไม้ไว้ให้ทราบ และในราตรีต่อไปขอนัดเจอที่เดิม
แล้วจากไป เมื่อหนุ่มช่างทองตืนขึ้นมาเห็นขันดอกไม้ จึงรู้ว่านางได้มาแล้วและได้อ่านข้อความที่นางเขียนไว้
ตกค่ำวันต่อมาหนุ่มช่างทองก็ออกไปตามนัดเหมือนเดิม
ก็ไปถึงต้นไม้ใหญ่ก่อนอีก ด้วยความอ่อนแรงจากการงานจึงเผลอหลับไปอีก นางกาญจนวดีกุมารีเมื่อมาถึงก็เห็นหลับเหมือนเดิม จึงเขียนอักษรนัดแนะเหมือนเดิม หนุ่มช่างทองเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบอักษรที่นัดแนะ
ก็ให้นึกโกรธตนเองที่เผลอหลับมาสองวันแล้ว
พอตกค่ำวันที่ 3 ครั้งนี้หนุ่มช่างทองพยายามเตือนตนเองอย่างเต็มที่ไม่ให้เผลอหลับ แต่ต้านไว้ไม่อยู่เลยเผลอหลับไปอีก
เมื่อกาญจนวดีกุมารี มาเห็น ก็คิดว่า บุญไม่ต้องกันที่จะได้อยู่ร่วมกัน
เพราะตนจะเข้างานวิวาห็ นางจึงวางขันดอกไม้ไว้อย่างเดียว ให้รู้ว่านางได้มาตามนัดแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้เขียนอักษนัดแนะประการใด
เมื่อหนุ่มช่างทองตื่นขึ้นมา ก็โกรธตนเองที่เผลอหลับ จึงกลับบ้านด้วยความผิดหวังที่จะดูหน้าและรูปร่างเพียงสักครั้ง
แล้วนางกาญจนวดีกุมารี ก็เข้าวิวาห์กับบุตรชายเศษรฐี
ตามกำหนดการ ฝ่ายหนุ่มช่างทองก็คล่ำครวญถึงนางกาญจนวดี ว่าสมควรจะอยู่ร่วมภิรมณ์กับตนและควรเป็นของเรา เพราะหญิงก็มีใจกับตน จึงคิดหาอุบาย
ได้ทำเครืองทองที่ดีเลิศขึ้นมาชุดหนึ่ง
แล้วนำไปถวาย มหาอุปราช มหาอุปราชทรงพอพระทัย
จึงทรงถามหนุ่มช่างทองว่า มีประสงค์อันใดที่นำเครื่องทองอันดีเลิศมาถวาย
หมุ่นช่างทองจึงบอกจุดประสงค์ มหาอุปราชจึงรับปากและจะออกอุบายช่วยเหลือ หลังจากนั้นก็ให้หนุ่มช่างทองแต่ตัวเป็นสตรี ปลอมเป็นน้องหญิงของมหาอุปราช แล้วทรงกระบวนช้างผ่านไปยังบ้านเศรษฐีแล้วตรัสบอกกับท่านเศษรฐีว่า
จะเอาน้องหญิ่งมาฝาก ที่บ้านเศรษฐี เพราะออกไปปราบข้าศึกที่ชายแดน และห็นว่าท่านได้สร้างเรื่อนใหม่
ที่พอจะฝากน้องหญิงได้
แล้วมหาอุปราชถามอีกว่า "เรือนนั้นเป็นเรื่อนของใครของใครหรือ? "
เศรษฐีจึงตอบว่า "เป็นเรือนของบุตรสาวที่พึ่งแต่งงาน"
มหาอุปราชกล่าว
"อย่างนั้นก็ดีสิ ! จะได้ให้น้องหญิงพักอยู่ที่นั้น และจะได้ให้บุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพื่อนของน้องหญิง
ให้นางงดการอยู่ร่วมกับสมามีชั่วคราว ห้ามผู้ชายแม้กระทั้งสามีของบุตรสาวท่านเข้าไปในส่วนของชั้นเรือนที่น้องหญิงพักอยู่ โดยมีบุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพือน แล้วเราจะกลับมารับหนึ่งหญิงในภายหลัง"
เศรษฐีด้วยความเกรงในอำนาจของอุปราช
และเห็นว่าท่านอุปราชทรงห่วงใยน้องหญิงคนนี้มาก จึงรับทำตามที่มหาอุปราชกับชับด้วยความเต็มใจ
หลังจากนั้นหนุ่มช่างทองได้อยูร่วมกับนางกาญจนวดี
เป็นเวลา 3 เดือนโดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย
จนมหาอุปราชมารับกลับไป
ด้วยผลกรรมที่พระโพธิสัตว์ ผิดลูกผิดเมียของผู้อื่นเมื่อสิ้นอายุขัยของตกนรกทันที่
เวียนเกิดตายระหว่างอบายภูมิ(ภพต่ำ)เป็นเวลานาน แล้วเกิดเป็นกระเทยและเป็นผู้หญิง เป็นพันชาติ
รวมเวลา ถึง 14 มหากัป
เมื่อทำกรรมหนักเพียงชีวิตเดียว
ก็ตกลงในภพภูมิที่ต่ำจะทำให้สร้างบุญกุศลนั้นยาก เพราะใจจะตกต่ำไปด้วย ย่อมกระทำกรรมเล็กๆ
น้อยๆ ไปเรี่อยกว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายมหากัป นับประสาอะไรกับผู้ที่ไม่ปรารถนาสร้างบารมี(อย่างใดอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา)
จะวนเวียนอยู่โดยไม่รู้ทิศรู้ทางเป็นเวลานานนับแสนแสนอสงไขย จนประมาณไม่ได้
เจ้าหญิงสุมิตตาเทวี
จากกรรมที่พระโพธิสัตว์ทำผิดศีลกาเมมิจฉา แล้วตกนรก เป็นเวลานานแสนนาน
หลังจากนั้น ถือกำเนิดเป็น ฬา เป็นโค เป็นคนพิการ เป็นตาบอด เป็นคนหูหนวก
เป็นกระเทย และเป็นสตรี อย่างละ 500 ชาติ เป็นการชี้ให้เห็นว่า
เป็นมนุษย์ผิดศีลอย่างเด็ดขาด ด้วยอำนาจแห่ง โทสะ และราคะ อย่างรุนแรง
และติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเดือน หลังจากนั้นไม่ได้สร้างบุญกุศลกรรม
ที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อ ผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลพรต หรือต่อธรรมที่กำหนดให้รักษาศลี
5 อย่างศรัทธา ในภายหลัง
บาปที่ทำไปแล้วนั้นมีกำลังรุนแรง
ให้เป็นชนกกรรม คือจะส่งผลทันที่เมื่อได้ตายไปจากภพปัจจุบัน สัตว์ใดที่ทำบาปอย่างรุนแรง เมื่อตกลงเบื้องต่ำอบายภูมิ จะหลุดออกจากอบายภูมิโดยเร็วพลันนั้นอยากยิ่ง
มากล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยเศษกรรมชาติสุดท้าย ด้วยมีบุญเก่าหนุนนำ
จึงเกิดเป็นสตรีในวงค์กษัตริย์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี
เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช และในกัปนั้นเป็นสารกัป เพราะ
มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพียงพระองค์เดียว ทรงพระนามว่า พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า
พระองค์เป็นราชบุตรของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช แต่ต่างมารกับเจ้าหญีงสุมิตตาเทวี
และพระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพี่ชายของพระนาง เมื่อพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น
พระทรงทำให้พระธรรมปรากฏขึ้น ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างได้รับรสพระธรรมนั้น
จำนาณมากมายเหลือคณานับ บังเกิด พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นรัตณตรัย
กระจรไปทั่วสากลจักรวาล
กล่าวถึงพระนางสุมีตตาเทวี ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นในพระเชษรฐาเป็นทุนเดิม
เมื่อพระเชษรฐา ตรัสรู้เป็นพระบุราณทีปังกรพุทธเจ้า ความศรัทธาย่อมมีมาขึ้นเป็นทวีคุณ
วันหนึ่งเวลาใกล้คำพระนางยืนอยู่บนปราสาทมองลงมาเบื้องล่าง ก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต อยู่ที่หน้าราชวังของพระนาง
จึงคิดในพระทัยว่า " พระคุณเจ้ามาบิณฑบาตอะไรหนอ ถึงได้มาใก้ลค่ำ" จึงทรงสั่งให้บุรุษรับใช้ไปถามพระภิกษุ พระภิกษุรูปนั้นบอกว่า
จะมาบิณฑบาตน้ำมัน เมื่อพระนางทรงทราบ
จึงได้อาราธนาพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมา ณ อาสนะ อันสมควร แล้วพระนางทรงดำรัสถามว่า
"พระผู้เป็นเจ้า มีความประสงค์น้ำมันไปเพื่อทำอะไร?" พระผู้เป็นเจ้าตอบว่า
" อาตมา
บิณฑบาตน้ำมันเป็นอันมากเพื่อ จุดประทีปมากมาย ทำการสักการะบุชาแด่พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า
จนสิ้นราตียันรุ่งสาง พร้อมทั้งมีเหล่าพระอริยะสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน
อาตมารับทำภารกิจนี้เสมอมา" พระนางสุมิตตาเทวีได้รับทราบดังนั้นมีศรัทธาเป็นอันมาก
ก็ดำริในพระทัยว่า "พระเชษฐาของ
เราได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ทรงทำประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในกาลเบื้องหน้าขอให้เราได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์โลกเหมือนพระองค์"
หลังจากนั้นพระนางทรงเอาน้ำมันถวายพระคุณเจ้า
จนเต็มบาตร พร้อมทั้งกล่าววาจาปณิธานว่า
"ด้วยอนิสงสผลทานนี้
ขอจงเป็นปัจจัยให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าจงสำเร็จผลตามที่ปรารถนา และขอให้พระคุณเจ้าจงมีจิตช่วย กราบทูล พระองค์ด้วยว่า พระน้องนาง ของพระพุทธองค์ ซึ่งมีนามว่า
สุมิตตากุมารี มีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์
และขอตั้งความปารถนาว่า
ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคต
ให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่า สิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อนำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด"
หลังจากนั้นพระนางก็ส่งพระคุณเจ้ากลับไป
ผ่ายพระคุณเจ้า ครั้งนี้ได้น้ำมันมากกว่าทุกวันที่แล้วมา
จึงจุดประทีปได้สว่างไสว มากกว่าทุกวัน ครั้นแล้วก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า
" ข้าแต่พระผู้มีพระภาค คืนนี้ข้าพระองค์ได้จุดประทีปบูชาได้มากกว่าคืนก่อนๆ ด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันพระน้องนางสุมิตตาเทวีของพระองค์ถวายมา
และพระนางกล่าววาจาอธิษฐานว่า พระนางมีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนา ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคต ให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง
และขอให้มีพระนามว่า สิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อนำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด ข้าพระองค์จึงขอโอกาสกราบทูลถามต่อพระองค์ว่า ความปารถนาของพระน้องนางจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า ?"
พระพุทธองค์เมื่อได้สดับฟัง จึงตรัสว่า " พระน้องนาง
ยังเป็นสตรีเพศอยู่ จึงยังไม่สมควรรับลัทธยาเทศพยากรณ์"
พระคุณเจ้าจึงทูลถามต่อ "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็พระน้องนางของพระองค์จักไม่มีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า"
พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาดูในอดีดภาคของพระน้องนาง
ก็ทรงทราบว่า พระน้องนางสุมิตตาเทวี ได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้นานนักหนา
เมือต้นอสงไขย ตั้งแต่เป็นมานพแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทร
และมีทรงพิจารณาดูไปในอนาคต ก็ทรงทราบ ว่าพระน้องนาง
อาจสำเร็จซึงพุทธภูมิตามความปรารถนา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า
"กาลข้างหน้า
นับจากนี้ไป 16 อสงไขยเศาแสนกัป จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าทีปังกร
ซึ่งมีนามเสมอกับเรานี้ อุบัติขึ้นในโลก แล้วพระน้องนางจะได้รับลัทธยาเทศพยากรณ์ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น"
เมื่อพระคุณเจ้าได้รับฟังคำตรัสของพระพุทธองค์
ก็กราบทูลลา หลังจากนั้นก็ได้ไปยังปราสาท
ของพระนางสุมิตตาเทวี แล้วบอกข้อความ แก่พระนางตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสทุกประการ
นำความปีติแก่พระนางเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวปวารณา ให้พระคุณเจ้า
จงมารับน้ำมันในสำนักของพระนางทุกวัน
ในวันถัดมาพระนางสุมิตตาราชกุมารี
ก็จัดแจงอาหารอย่างประณีตเป็นอันมาพร้อมทั้งเครื่องสักการะบูชาถวายบิณฑบาตแก่หมู่ พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง และพระนางทรงเบื่อหน่ายเพศสตรีเป็นกำลัง ครั้นสิ้นอายุขัย ก็ได้เสวยทิพยสมบัติในดุสิตเทวโลก
เริ่มอธิษฐานในใจ
อรตีเทวราชราชา
เมื่อพระนางสุมิตตาราชกุมารี
สิ้นพระชนมายุ ก็ไปเกิดบนดุสิตเทวโลก เป็นเทพบุตร
หลังจากนั้นก็เวียนเกิดเวียนตายอีกนานแสนนาน เป็นเวลา ถึงหนึ่งแสนกัป ในกัปที่
หนึ่งแสนนั้นเป็น สารกัป คือบังเกิดมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น หนึ่งพระองค์ ทรงพระนามว่า
พระพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้า และในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ก็ได้เกิดเป็นกษัตริย์
ทรงพระนามว่า พระเจ้าอรดีเทวราชบพิตร และมีอำมาตย์นามว่า สิริคุตมหาอำมาตย์
เป็นอาจารย์บอกอรรถธรรม
ในกาลครั้งนั้น พระพรหมเทวพุทธเจ้า
ทรงเสด็จมายังพระนครของพระเจ้าอรดีเทวราชบพิตร
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดชาวประชามากมาย
พร้อมทั้งทรงฉัพพัณณรังษีหกประการซ่านออกจากพุทธสรีระ คลอบคลุมทั้งพระนาคร
รัศมีรุ่งเรื่องสว่างไสวน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ในขณะนั้น พระเจ้าอรดีเทวราชบพิตร
กำลังประทับนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ บนมหาปราสาท มีสิริคุตมหาอำมาตย์หมอบเฝ้าอยู่
ครั้นพระเจ้าอรดี ทอดพระเนตรเห็นพุทธรังษีปรากฏอย่างอัศจรรย์
ทรงตกพระทัยหวดเสียวเป็นที่สุดมีอาการแทบจะทรุดลง ท่านสิริคุตมหาอำมาตย์
เมื่อเห็นพระเจ้าอรดีทรงสะดุ้งตกพระทัยดังนั้น จึงได้มองไปที่ช่องหน้าต่าง
ก็แลเห็นพระบรมศาสดา ทรงประกอบด้วย มหาปริสลักษณ์ พร้อมฉัพพรรณรังษีสว่างไสวไปทั่ว
ก็ทราบได้ทันที่ว่าเป็นพระสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า
เพราะท่านเป็นศึกษามามาก และท่านก็คือพระโพธิสัตว์ ที่จะได้ตรัสรู้
เป็นพระศรีอริยเมตไตรพุทธเจ้า ซึ่งสร้างสมบารมีมายาวนานกว่า พระเจ้าอรดีเทวราช
และได้เคยประสบพระพุทธเจ้าในอดีดมาหลายร้อยชาติ
เมื่อทราบด้วยใจชัดอย่างนั้น
ก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบลนลานกราบทูลพระเจ้าอรดีเทวราชว่า
" ข้าแต่มหาราช
มหาราชทรงอย่าได้หวาดพระทัย แสงพระรัศมีที่เห็นนั้นเป็นแสงแห่ง
รัศมีของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นมหาบุรุษเอกของโลก ทรงอุบัติเพื่อเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
รื้อสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากทุกข์
เป็นบรมศาสดาของหมู่เทพและมนุษย์ ทรงนำสรรพสัตว์ทั้งหลายบรรลุพระนิพพาน"
เมื่อพระอรดีเทวราช ได้ทรงฟังดังนั้น
ทรงมีจิตใจปีติยินดีมากนัก ปีติซาบซ่านไปทั่วพระสรีระ เสด็จเพื่อจะทอดพระเนตร
แต่เพราะปีติมีกำลังแรงกล้า ทำให้พระองค์มีพระพักต์มืดมนขณะหนึ่ง
ล้มลงจากชานพระทวาร ลงมาเบื้องล่างน่ากลัวจะสิ้นพระชนม์
แต่ด้วยพระราชศรัทธาอันแรงกล้า จึงบังเกิดอัศจรรย์มีดอกบัวเท่ากงเกวียน
ผุดขึ้นมารับประคับประคองพระองค์ไว้ ครั้นทรงได้สติทรงเลื่อนจากดอกบัว
เสด็จไปด้วยพระบาทเปล่า
เข้าไปหาเฉพาะพระพักตร์แห่งองค์สมเด็จพระพรหมเทวา
สัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วถวายนมัสการกระทำสักการะบูชาด้วยศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ทรงนิ่งงัน
อยู่เป็นเวลานาน
ภายหลังพระเจ้าอรดีเทวราช
ก็ทรงบำเพ็ญกุศลมากมาย ต่อพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก
แล้วบังเกิดความคิดปราถนาซึ่งพระพุทธภูมิ จึงทรงซบพระเศียรเกล้าลงกราบ
ตั้งพระทัยปรารถนาพุทธภูมิว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้สัพพัญญู พระองค์ยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ให้ล่วงพ้นจากภพได้พ้นจากทุกข์ได้ ขอให้ข้าพระองค์ได้ตรัสรู้ดั่งเช่นพระพุทธองค์และสามารถเปลื้องสัตว์โลกทั้งหลาย
ให้ล่วงจากภพจากทุกข์ได้ดังเช่นพระพุทธองค์"
เป็นการอธิษฐานสร้างบารมีปารถนาในใจเป็นชาติแรกต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า
หลังจากนั้นพระอรดีเทวราชทรงหมั่นสร้างบุญกุศล
สร้างบารมีอย่างมากมาย
จนสิ้นพระชนม์ชีพ เวียนเกิดตายอีกนานแสนนาน เมื่อได้ประสบพบพระพุทธเจ้า
ก็ทรงตั้งความปารถนาพุทธภูมิในใจตลอด 7 อสงไขย ภายใน 7
อสงไขยพระโพธิสัตว์ได้เจอพระพุทธเจ้าดังนี้
(สรุปมาจาก หนังสือ สัมภารวิบาก ของท่าน นาคะปะทีป ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วย)
นันทะอสงไขย
1 พบ พระพุทธเจ้า
5,000 พระองค์
สุนันทะอสงไขย
2 พบพระพุทธเจ้า
9,000 พระองค์
ปัฐวีอสงไขย
3 พบพระพุทธเจ้า
10,000 พระองค์
มัณทะอสงไขย
4 พบพระพุทธเจ้า
11,000 พระองค์
ธรณีอสงไขย
5 พบพระพุทธเจ้า
20,000 พระองค์
สาคระอสงไขย
6 พบพระพุทธเจ้า
30,000 พระองค์
ปุณทริกะอสงไขย
7 พบพระพุทธเจ้า
40,000 พระองค์
รวมใน
7 อสงไขย
ได้พบพระพุทธเจ้า 125,000 พระองค์
วิเคราะห์
จะเห็นว่าอสงไขยก่อนหน้า 7
อสงไขยนี้
มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นน้อยมาก
ตามเนื้อเรื่องจากข้างบน มีเพียง 1 พระองค์
คือพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า
เรี่มออกวาจาปรารถนาพุทธภูมิต่อพระพักตร์พุทธเจ้า
พระเจ้าสาครจักรพรรดิ
หลังจากที่พระโพธิสัตว์เวียนเกิดตาย และสั่งสมสร้างบารมี กัปใหนที่เป็น สูญกัป (กัป ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น) เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ออกบวชเป็น
ฤาษี บ้าง ดาบสบ้าง นักพรตบ้าง อยู่ในป่า ภาวนาจนสำเร็จปฐมฌาน
หลังจากดับสังขารสิ้นอายุขัย ก็ไปอุบัติเป็นพระพรหม เสวยสุขอยู่เป็นเวลา 1 กัป แล้วจุติจากพรหมโลก เกิดเป็นโอรสของกษัตริย์ ณ ธัญญวดีมหานคร
ได้พระนามว่า สาครราชกุมาร เมื่อเจรีญวัยขึ้นพระบิดาสวรรคต สาครราชกุมารก็ได้
สืบราชสัมบัติต่อ พระองค์ทรงมีทศพิธราชธรรม ทรงอุตสาหะ ปฏิบัติในจักรพรรดิวัตร
ตามที่เหล่าราชปุโรหิตจารย์ และพระฤาษี กำหนดถวาย และในวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ ก็จะทรงอุโบสศีล(ศีล 8) พระองค์ปฏิบัติอย่างเสม่ำเสมอมิได้ขาด
ด้วยเดชะบุญแห่งราชกุศล
จึงบันดาลให้สัตตรัตนะอุบัติเกิดขึ้น คือ
1. จักรแก้ว
อันมีมหิทธิ สารารถไปใหนได้ดังใจประสงค์
2. ช้างแก้ว
3. ม้าแก้ว
4. แก้วมนี
อันส่องสว่างโชติช่วง
5. นางแก้ว ที่เป็นคู่ของจักรพรรดิ
6. ขุนคลังแก้ว
7. ขุนพลแก้ว
พระองค์จึงทรงเป็นพระจักรพรรดิ์ ปกครองอาณาจักร์ทั้งหมดสุดขอบที่มหาสมุทรทั้ง
4 ทิศ ทรงมีพระนามว่า พระเจ้าสาครจักรพรรดิ
กาลครั้งนั้น
ปรากฏมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทรงมีพระนามว่า พระปุราณศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมือพระองค์ตรัสรู้ แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาธัมมจักปปวัตนสูตร ทำให้ทั่วโลกธาตุ เกิดหวั่นไหว เป็นอัศจรรย์ จึงทำให้จักรแก้ว ของ พระสาครจักรพรรดิ ตกลงจากที่ตั้ง ทำให้พระจักรพรรดิตกพระทัยเป็นอย่างมาก จึงตรัสถามพระโหราราชครู พระโหราราชครู กราบทูลว่า
เหตุอันทำให้จักรแก้วเลื่อนตกลงไปนั้นมี 2 ประการ คือ
1. เป็นนิมิตแห่งอันตรายต่อพระชนม์
ของพระจักรพรรดิ
2. เป็นนิมิตแห่ง
พระสมเด็จสัมมาพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก
เมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้วเหตุที่จะเป็น อันตรายต่อพระชนม์นั้นหามีไม่ จึงเป็นเพียงกรณีเดียวคือ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก
แล้วพระโหราราชครู ก็กล่าวถึงคุณของพระพุทธเจ้าอีกมาก พระจักรพรรดิ์พอได้สดับฟังดังนั้นมีพระทัยปีติยินดีอย่างยิ่ง
จึงตรัสออกมาว่า
" เราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ในวันนี้
ให้ข้าราชบริภารเตรียมสิ่งของให้พร้อม "
ขณะเดินทางอยู่ ก็คิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า
จึงมีปีติอย่างมากมาย และด้วยบารมีที่สังสมมา เมื่อได้เฝ้าพระพุทธองค์
จึงเกิดดำริในพระทัยว่า " พระพทธเจ้าทรงคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นเอกในไตรโลก ยังสรรพสัตว์ให้ล่วงพ้นจากทุกข์
จากภพ ด้วยพระเมตตาและพระกรุณา ต่อสรรพสัตว์
เราก็มีความปรารถนาล่วงพ้นจากทุกข์
จากภพ แล้วก็จะนำสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นด้วย" เพิ่มความมุ่งมั่นในพุทธภูมิยิ่งขึ้น
แทนที่จะท้อถอย แล้วก็เสด็จกลับสู่พระนคร
เมื่อกลับถึงพระนคร ทรงรับสังให้สร้างปราสาทกุฎิอันเป็นที่อยู่ของสงฆ์
ด้วยไม่แก่นจันทร์มากมายหลายหลัง ก็คือเป็นการสร้างวัดขึ้นมา
แล้วสร้างที่พระทับของพระพุทธองค์ ทุกอย่างทำด้วยไม้แก่นจัทร์ ครั้นมหาวิหารสำเร็จ
พระสาครโพธิสัตว์ ก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงถวายวิหาร(วัด) แก่พระพุทธองค์
และรับเสด็จมายังมหาวิหาร ถวายปัตตาหารแด่องค์พระสมเด็จสัมมาพุทธเจ้า
และเหล่าภิกษุสงฆ์
เมื่อพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุสงฆ์ ทรงอนุโมทนาแล้ว บัดนั้น พระสาครจักรพรรดิมีใจผ่องแผ้วยินดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าววาจา
ปราถนาพุทธภูมิ ต่อพระพักตร์ของพระพุทธองค์ว่า "
ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลนี้ ขอจงป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่า พระศากยมุนีโคดม เสมอด้วยพระนามของพระพุทธองค์ด้วยเทอญ"
แล้วกล่าววาจาต่อไปอีกว่า
" พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ แล้วยังสรรพสัตว์ใหรู้ตาม
พระพุทธองค์ทรงพ้นจากบ่วงแห่งทุกข์ แล้วยังสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ด้วย ข้าพระองค์ก็ขอให้เป็นดั่งพระพุทธองค์นั้นเถิด"
พระปุราณศรีศากยมุนีพุทธเจ้า จึงตรัสว่า
"ดูกรมหาบพิตร การที่จะปรารถนาซึ่งพระพุทธภูมินั้น
ย่อมเป็นการยากยิ่งนักที่บุคคลจะทำสำเร็จได้ ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจเข็มแข็ง
เพียรพยายาม สร้างสมความดี สร้างสมบารมี แม้ชีวิตจะหาไม่แทบทุกชาติ
มหาบพิตรยังคงประสงค์หรือ"
มหาจักรพรรดิ์ เมื่อได้สดับดังนั้นด้วยกำลังปีติแก่กล้า จงออกพระวาจาว่า "
ข้าพระองค์ ขอเพียรพยายามสร้างบารมี แม้ชีวิตจะหาไม่ ก็หาท้อถอย"
พระพุทธองค์ทรงตรวจสอบด้วยสัพพัญญูตาญาณ
จึงทราบว่า ปณิธานของพระจักรพรรดิ์โพธิสัตว์นี้ อีกนานแสนนาน ถึง 12 อสงไขย กับเศษแสนมหากัปจึงจะสำเร็จได้ ดังนั้นพระองค์ทรงให้โอวาทว่า
"ดูกรมหาบพิตร ถ้าพระองค์ประสงค์ปรารถนาโพธิญาณแล้ว
จงบำเพ็ญเพียร บารมี 30 ให้ครบบริบูรณ์เถิด" พระพุทธองคทรงแนะนำ แต่หาได้ตรัสพุทธพยากรณ์ไม่
พระสาครจักรพรรดิโพธิสัตว์ เมื่อได้รับพุทธโอวาทดังนั้น
ก็มีจิตใจยินดีเป็นอย่างยิ่งนักหนา หลังจากนั้นทรงมั่นเพียรสร้างบารมี
ในที่สุดก็ทรงออกบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ชำนาญในพระไตรปีฏก
และทรงบำเพ็ญเพียรในสมถกรรมฐาน จนถึงฝั่งอภิญญา ครันเมื่อสิ้นประชนมายุ
ก็ขึ้นไปอุบัติบนพรหมโลก
หลังจากนั้นพระอนิยตโพธิสัตว์ ก็เวียนเกิดตายอีกนานแสนนาน
เมือได้พบพระพุทธเจ้า ก็ได้ออกวาจาปารถนาต่อพระพักตร์ทุกครั้งไป ในระยะเวลา 9 อสงไขยที่อนิยตโพธิสัตว์ได้พบพระพุทธเจ้า
สรุปจากหนังสือ สัมภารวิบาก ดังนี้
เริ่มต้น
พระปุราณศรีศากยมุนีชินสีห์พุทธเจ้า(พระเจ้าสาครจักรพรรดิ์)
สัพพถัททะอสงไขย 8 พบ พระพุทธเจ้า 50,000 พระองค์
สัพพผุลละอสงไขย 9
พบพระพุทธเจ้า 60,000 พระองค์
สัพพรตนะอสงไขย
10 พบพระพุทธเจ้า
70,000 พระองค์
อสุภขันธะอสงไขย 11
พบพระพุทธเจ้า 80,000 พระองค์
มานีภัททะอสงไขย 12
พบพระพุทธเจ้า 90,000 พระองค์
ปทุมะอสงไขย
13 พบพระพุทธเจ้า 20,000 พระองค์
อุสภะอสงไขย
14 พบพระพุทธเจ้า 10,000 พระองค์
ขันธคมะอสงไขย
15 พบพระพุทธเจ้า 5,000 พระองค์
สัพพผาละอสงไขย 16
พบพระพุทธเจ้า 2,000 พระองค์
รวมได้พบพระพุทธเจ้าใน 9
อสงไขย 387,000 พระองค์
เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ ในช่วง 4 อสงไขย
สุเมธดาบส
กัปแรกในตอนต้นอสงไขยที่
17 ที่เพียรสร้างบารมีมา เป็นสารมณฑกัป
คือเป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ มีดังนี้
1.พระตัณหังกรพุทธเจ้า
2.พระเมธังกรพุทธเจ้า
3.พระสรนังกรพุทธเจ้า
4.พระทีปังกรพุทธเจ้า
พระอนิยตโพธิสัตว์
ก็ได้เกิดเป็นมนุษย์สมัยของ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรนังกรพุทธเจ้า
แต่หาได้รับพุทธพยากรณ์ไม่ เพราะวาสนาบารมียังไม่สมบูรณ์
เมื่อกาลเวลาจะถึงสมัยพุทธภูมิ ของสมเด็จพระสัมมาทีปังกรพุทธเจ้า อนิยตโพธิสัตว์ ก็จุติเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล
ซึ่งเป็นบุตรโทน มีทรัพย์สินมากมาย เป็นผู้เชียวชาญในเชิงมนต์ และรู้แจ้งในไตรเภท
มีนามว่า สุเมธ เมื่อบิดามารดาได้สิ้นชีวิตหมดแล้ว
ท่านสุเมธ ก็ดำหริกับตัวเองด้วยจินตามยปัญญาว่า
"ทรัพย์สิ้นที่เรามีมากมายนั้น ช่วยอะไรได้เพราะชีวิตนี้ก็ต้อง แก่ ต้องเจ็บและต้องตาย แล้วทรัพย์สินก็ไม่สามารถติดตามไปได้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดโดยไม่รู้ถึงจุดหมายปลายทาง เราจึงห่วงอะไรกับสิ่งที่เป็นภายนอก ควรแสวงหาโมกธรรม
อันเกษม เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ในจิตใจเสียดีกว่า
เมื่อท่านสุเมธคิดได้ดังนี้
จึงตัดสินใจบริจากทรัพย์สินอันมากมาย เป็นเวลาเป็นเดือนจึงหมดสิ้น เหลือแต่บริขารออกบวชเป็นดาบส สุเมธดาบสได้สร้างอาศรม อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง บำเพ็ญภาวนาจนบรรลุ ถึงฝั่งอภิญญา 5
และสนใจอยู่ในการเข้าสมาบัติเป็นประจำ เมื่อสมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ทรงสั่งสอนสรรพสัตว์
ให้ก้าวล่วงพ้นจากภพ จากวัฐฏสงสาร และเสียงกล่าวถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
กระจรไกลไปทั่ว แต่สุเมธดาบสหาได้รับรู้ไม่เพราะมัวแต่สนใจเข้าสมาบัติ
ณ
วันหนึ่งสุเมธดาบสออกจากฌานสมาบัติ ประสงค์รสอาหารที่ต่างจากผลไม้ จึงดำริที่จะบิณฑบาตในเมื่อง
จึงเข้าอภิญญาเหาะไปในนภากาศ ซึ่งในขณะนั้น พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงเสด็จโปรดประชาสัตว์ มีผู้คนรอรับเสด็จมากมายเรียงรายกันเป็นทิวแถว
เมื่อสุเมธดาบสเหาะมาทางอากาศ ก็ได้ยินเสียงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมา ๆ
และเห็นหมู่เหล่าเทพเทวดา ทำการพุทธบุชากันมากมายด้วยทิพย์จักษุ เมื่อได้ยินได้เห็นเหล่ามนุษย์และเทพเทวดาทำพุทธบุชา
จึงบังเกิดความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จงเหาะลงบริเวณ ที่ฝุงชนเรียงแถวกันรอรับเสด็จ และแลเห็นฝุงชนกำลังทำทางดำเนิน รับเสด็จให้ราบเรียบ แต่ละท่านก็แบ่งเป็นส่วนๆ สุเมธดาบสก็มีความประสงค์ที่จะสร้างบุญกุศลแด่องค์สมเด็จพระสมมาสัมพุทธเจ้า จึงขอแบ่งที่มาส่วนหนึ่ง ชาวบ้านก็แบ่งให้ที่ส่วนหนึ่ง สุเมธดาบสมีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
จึงนำดินขนทราย มาทำทางดำเนินให้ราบเรียบ แต่ตรงส่วนที่สุเมธดาบสทำนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อมีน้ำขัง
สุเมธดาบสทำทางเกือบเสร็จแล้ว เหลือพืนที่เพียง 1
ช่วงตัวที่ยังมีน้ำขังอยู่
และพระพุทธองค์ก็กำลังเสด็จมา ซึ่งจะขนดินทรายมาถมก็ไม่ทันการณ์
จึงเอาลำตัวนอนคว่ำปิดช่วงที่น้ำขังนั้น ก็มีจิตจินตนาการด้วยความปีติยินดีไปว่า " เราได้ทำมหากุศลนี้แก่พระพุทธองค์ และเหล่าพระสาวก
เพื่อประสงค์ให้ตรัสรู้ เป็นดังพระพุทธองค์ในภายหน้า " ขณะนั้นพระทีปังกรพุทธเจ้าทรงเสด็จมาถึงเบื้องหน้า
สุเมธมาบสก็กราบทูลว่า "ขอให้พระพุทธองค์ทรงดำเนินไปบนหลังข้าพระองค์
ไม่ให้พระบาทของพระองค์เปียกด้วยโคลนโตม" ครั้นนั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระสัพพัญญูตาญาณ
แล้วตรัสพระวาจา แก่ชาวประชาพุทธบริษัททั้งหลายในที่นั้นว่า
"ถ้าท่านทั้งหลายแคล้วคลาดจากอมตธรรมไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในศาสนาของเรานี้
และยังต้องท่องเทียวในภพสงสาร นานไปในอนาคตกาลเบื้องหน้า ก็จงปรารถนาให้ใด้บรรลุในศาสนาของดาบสนี้เถิด
ในอีก 4 อสังไขย แสนกัปดาษสผู้นี้จะได้ตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในโลก มีนามว่า
พระศรีศากยมุนีโคดม พุทธเจ้า" หลังจากนั้นทั้งมนุษย์และหลายเทพเทวดาก็กล่าวสาธุการ
สนั่นดังไปทั่ว
ขณะนั้นก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งเข้ามากราบแทบพระบาทของพุทธองค์
แล้วกล่าววาจาว่า "
ข้าพระบาทได้แลเห็นท่านดาบส ลงมาจากนภากาศ ข้าพระบาทมีความศรัทธาในท่านดาบส เห็นท่านดาษสสร้างทางและทอดกายเป็นสะพาน ข้าพระบาทมีปีติและศรัทธายิ่งขึ้น
และเมื่อพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ ท่านดาบสว่า จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
ข้าพระบาทศรัทธาปิติยินดียิ่งขึ้น ก็มีใจรักปราถนาเป็นคู่สูขคู่ทุกข์คู่อยาก ช่วยสร้างสมบารมีให้สมบูรณ์"
เมื่อพระพุทธองค์ตรวจสอบด้วยพระสัพพัญญูตาญาณแล้วจึงตรัสวาจาพยากรณ์ว่า
"ความปรารถนา
ของนางจะสำเร็จตามปรารถนาจะได้เป็นพระชายาทรงนามว่า ยโสธารา" เหล่ามนุษย์และเทพยดาต่างสาธุการดังก้อง
แล้วพระพุทธองค์ยกพระบาทเบื้องขวาดำเนินไปบนกายของสุเมธดาบส ตามด้วยพระอริยะสาวก เหยียบกายสะพานนั้นไป ถ้าในขณะที่สุเมธดาบสทอดกายเป็นสะพาน และดำริในใจก่อนที่ว่า "ปรารถนาละกิเลสบรรลุถึงนิพพานโดยเร็วพลัน" เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง
พระพุทธองค์ก็จะแสดงธรรมให้ฟังเพี่ยงกึงบทคาถา สุเมธดาบสก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในทันที่
แต่เมือสุเมธดาบสปรารถนาในพระโพธิญาณอย่างไม่ย่อท้อ พระพุทธองค์จึงตรัสพุทธพยากรณ์
เมื่อพระภิกษุสงฆ์เดินไปหมดแล้ว
นิยตโพธิสัตว์สุเมธดาบส (นิยตโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตวที่เทียงแท้แน่นอน)
ก็ลุกขึ้นแล้วเหาะไปที่สงบ แล้วนั่งพิจารณาตัวเองด้วยอภิญญาหามีมหาฤาษีใดเทียบได้
พิจารณาบารมีทั้ง 30 ที่เพียรได้บำเพ็ญมา
เมื่อครบถว้นสมบูรณ์ ก็บังเกิดแผ่นดินสั่นหวันไหว แล้วเหล่าเทพเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุก็ประชุมกันสักการะด้วยทิพย์สุคนธมาลัย
แล้วกล่าวอำนวยพรว่า " ท่านสุเมธดาษส วันนี้ท่านได้รับพุทธยากรณ์แห่งองค์สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า
ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอนในอณาคต คำตรัสพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าเที่ยงแท้แน่นอนไม่มีเป็นสอง ขอให้ท่านดาบสทรงบำเพ็ญบารมีให้ถึงที่สุด
เพื่อประโยชน์แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย" เมื่อสุเมธดาบสนิยตโพธิสัตว์ได้เห็นหมู่มนุษย์และเทพเทวดาทำสักการะบูชา
และกล่าวคำอวยพรเป็นอันมาก ก็มีความยินดีปรีดา
จึงอธิษฐานมั่นด้วยวิริยะบารมี หน่วงเอาพุทธนุสติเป็นอารมณ์ นมัสการไปยังทิศ
ซึ่งพระทีปังกรพุทธเจ้าเสด็จอยู่ แล้วเหาะไปยังอาศรมแห่งตน
เจริญอภิญญาสมาบัติมิให้เสื่อม สิ้นอายุขัยไปอุบัติเกิดในพรหมโลก
หลังจากนั้นมาเป็น สูญอสงไขย ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลยถึง
1 อสงไขย พระนิยตโพธิสัตว์ก็เวียนเกิดตายอย่างนับไม่ถ้วน
แล้วมีอยู่กัปหนึ่งเป็นสารกัป เป็นกัปที่บังเกิดพระพุทธเจ้าเพียง 1 พระองค์พระนามว่า พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า ฝ่ายพระนิยตโพธิสัตว์ทรงเกิดเป็น พระเจ้าวิชิตาวีบรมจักรพรรดิ
เมื่อพระจักรพรรดิได้พบพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิทรงศรัทธาเลื่อมใสกระทำการต้อนรับ แล้วได้ทรงบำเพ็ญมหาทานแด่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ เป็นเวลาตลอดไตรมาส พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า ทรงกรทำพุทธพยากรณ์ซ่ำอีกว่า
"พระวิชิตาวีจักรพรรดิ์ ต่อไปในอนาคตจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนดั่งคถาคต
ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีพุทธเจ้าเป็นที่เที้ยงแท้"
พระจักรพรรดิ์ทรงศรัทธาเลื่อมใส
จึงทรงสละราชสมบัติ และทรงบรรพชาในสำนักของพุทธองค์ ทรงเล่าเรียนพระไตรปีฏก
และทรงบำเพ็ญกรรมฐาน จนสำเร็จอภิญญา ครั้นเมื่อพระองค์สวรรคต
ก็ทรงอุบัติเกิดเป็นพระพรหมบนพรหมโลก
หลังจากนั้นมาเป็น สูญอสงไขย ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลยถึง
1 อสงไขย พระนิยตโพธิสัตว์ก็เวียนเกิดตายอย่างนับไม่ถ้วน
แล้วอยู่มากัปหนึ่ง
เป็นสารมัณฑกัป คือจะมีพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 4 พระองค์
1.พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.พระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า
3.พระเรวตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
4.พระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมัย
พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ประกาศพระสัทธรรม
ให้แก่หมู่มวลสัตว์ทั้งหลายได้รู้แจ้ง ไปทั่วทั้งไตรภพ ในตอนนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล มีนามว่า สุรุจิพราหมณ์ ซึ่งศรัทธาเลื่อมใส
ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นอย่างมาก
วันหนึ่ง สุรุจิพราหมณ์
ได้ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า ได้พังพระธรรมเทศนา จากพระพุทธองค์ ด้วยความปีติและศรัทธา จึงได้อาราธนาว่า "ข้าแต่พระพุทธองค์ วันพรุ้งนี้ ข้าพระบาทของอาราธนา พระพุทธองค์พร้อมทั้งเหล่าพระภิกษุสงฆ์
ทั้งปวงไปรับอาหารบิณฑบาตของข้าพระบาท พระเจ้าข้า" พระสุมังคละศาสดาทรงรับอาราธนา
เมื่อสุรุจิพราหมณ์กลับมาถึงเรือน ก็คิดขึ้นว่า " ของไทยทานต่างๆ ทั้งภัตตาหาร และไตรจิวร
ที่จะถวายแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมาก อันมีพระพุทธองค์เป็นประธาน เราก็มีพอถวายได้ทั่วทุกองค์ แต่อาสนะ ที่รับพระภิกษุแสนกว่ารูป
รู้สึกว่าจะคับแคบ จะทำอย่างไรดี ?"
ทำให้สุรุจิพราหมณ์ครุ่นคิดวิตกกังวลอยู่
แต่ด้วยอำนาจอภินิหารทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ทำให้พระอินทร์ร้อนอาสน์ เมื่อพระอินทร์ตรวจดูก็ทรงรู้ว่า
"พระบรมโพธิสัตว์สุรุจิพราหมณ์ วิตกว่า อาสระรองรับพระภิกษุสงฆ์เรือนแสนไม่เพี่ยงพอในกาลนี้ เราจะต้องไปอนุเคราะห์ในบุญนั้น" พระอินทร์ก็แปลงเพศเป็นนายช่าง
ถือขวานเดินมาข้างหน้าพระโพธิสัตว์ แล้วพูดว่า
" ท่านมีความต้องการจ้างทำงานสิ่งใดบ้าง เราเป็นช่างกำลังหางานทำ"
สุรุจิโพธิสัตว์ กำลังวิตกอยู่จึงกล่าวว่า "ท่านทำอะไรได้บ้าง?"
พระอินทร์แปลงตอบว่า " เราทำการส่องสร้างได้ทั้งหมด"
สุรุจิโพธิสัตว์คลายวิตกไปหน่อยหนึ่ง จึงถามว่า "ท่านสร้างศาลา และอาสานะ รองรับพระแสนกว่ารูปได้หรือเปล่า ?"
พระอินทร์แปลงตอบว่า "เราทำได้ตามที่ท่านสั่ง"
สุรุจิโพธิสัตว์กล่าวว่า "ท่านคงทำให้เสร็จภายว้นเดียวไม่ได้ เพราะพรุ้งนี้เช้า
พระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุสงฆ์เป็นแสนรูปมารับบิณฑบาต ที่เรือนนี้ อาสานะในเรือนนี้คงไม่พอกับพระภิกษุสงฆ์"
พระอินทร์แปลงจึงกล่าวว่า "ถ้าเราทำได้ท่านจะให้ค่าจ้างอะไรกับเรา
?"
สุรุจิโพธิสัตว์ตอบทั่นที่ว่า "ท่านประสงค์ค่าจ้างเท่าใด
เราไม่ขัดข้อง แม้ชีวิตของเรา
เราสละให้ได้หาขัดข้องไม่ ขอให้ทำบุญนี้ให้สำเร็จ"
พระอินทร์แปลงจึงตอบรับว่า "เรารับทำงานให้ท่าน แล้วท่านอย่าลืมจ่ายค่าจ้างให้กับเรา"
สุรุจิโพธิสัตว์โล่งใจกล่าวว่า "อย่างนั้นเชิญท่าน
เร่งทำให้เลย " แล้วสุรุจิโพธิสัตว์ชี้อาณาบริเวณที่จะสร้าง และกล่าวว่า
"เราจะไปสั่งการกับบริวาร ให้จัดเตรียมเครื่องถวายทานในพรุ่งนี้" แล้วสุรุจิก็เข้าไปในเรือน
ฝ่ายพระอินทร์แปลงพอทราบบริเวณ ก็เนรมิต ศาลาอาสานะจัดทุกอย่างครบถ้วนบริบูรณ์
ด้วยอำนาจเทวา
จึงเข้าไปบอกสุรุจิโพธิสัตว์ว่า
"เราสร้าง อาสานะ และศาลาเสร็จแล้ว"
สุรุจิโพธิสัตว์ พอเห็นศาลาและอาสานะพร้อมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงกล่าวว่า "ท่านรอที่นี้ก่อนเราจะเข้าไปเอาทรัพย์เท่าที่เรามี มอบให้แก่ท่าน" พระโพธิสัตว์จึงเข้าไปในเรือน
แล้วหยิบทรัพย์มาเพื่อให้กับนายช่าง เมื่อหันกลับมา นายช่างคนนั้นหายไปแล้ว จึงรู้ได้ทันที่ด้วยปัญญาของพระโพธิสัตว์ว่า พระอินทร์ทรงมาอนุเคราะห์ในกองบุญกองกุศล
วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์และเหล่าพระสงฆ์เรือนแสนก็
รับบิณฑบาตที่เรื่อนของท่านสุรุจิพราหมณ์ ท่านก็อาราธนาพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์
ประทับที่ศาลา อันวิจิตรงดงาม ที่พระอินทร์เนดรมิตไว้ ถวายไทยทาน และจีวรครบทุกรูป
แล้วอาราธนา พระพุทธองค์และเหล่าภิกษุ ให้ประทับอยู่ต่อ เพื่อถวายทาน ให้ครบ 7 วัน
เมื่อกาลครบ 7 วัน พระพุทธองค์ทรงประทานภัตตานุโมทนากถา
แล้วทรงพิจารณาด้วยสัพพัญญูตาญาณ ถึงผลบุญของสุรุจิพราหมณ์
จงทรงทราบด้วยพระญาณทันที่ แล้วตรัสพุทธพยากรณ์ ว่า
"ท่านสุรุจิพราหมณ์ท่านนี้ กาลล่วงไปในอนาคตกำหนดได้ 2 อสงไขยเศษอีกแสนกัป จะได้ตรัสเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงนามว่าพระศรีศากยมุนีโคดม
ในภัทรกัปนั้น"
เมื่อสุรุจิโพธิสัตว์ทราบถานะตนเองก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานพระโพธิสัตว์คำนึงถึง การสร้างเนกขัมมบารี จึงออกบวชในพระพุทธศาสนา
ศึกษาพระไตรปีฏก และเจรีญพระกรรมฐาน จนสำเร็จอภิญญา หลังสิ้นอายุขัย
ไปเกิดเป็นพระพรหมอยู่บนพรหมโลก
หลังจากนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทำอธิมุตจากพรหมโลก
เพื่อสร้างสมบารมี
สมัย พระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อกาลว่าลวงเลยมาถึง
สมัยของพระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ก็กำเนิดเป็น พญานาคราช มีนามว่า พญาอดุลยวาสุกรี ปกครองนาคพิภพ
เมือได้รู้ว่า
"บัดนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก
ทรงพระนามว่า พระสุมนะพุทธเจ้า"
เมื่อพญาอดุลยวาสุกรี ได้ทราบข่าวดังนั้น
ก็มีใจปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงออกจากนาคพิภพ พร้อมทั้งเหล่าบริวาร
เฝ้าพระพุทธองค์พร้อมทั้งพระอริยะสงฆ์ สั่งให้บริวารนาคพิภพ
ทำการประโคมดนตรีที่ไพเราะเลิศ และได้อุทิศถวายทิพญภูษามีสีงามประเสริฐแด่พระพุทธองค์และเหล่าพระอริยสงฆ์
ทรงถึงพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง
ครังนั้นพระสุมนะพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พญาอดุลยนาคราชนี้ นานไปในอนาคตกำหนดได้ 2 อสงไขยกับอีกเศษแสนกัป จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
ทรงนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัปนั้น"
หลังจากนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ ก็เพียรสร้างบารมีเรื่อยๆ
มา เวียนเกิดตายอีกหลายชาติ
ถึงสมัมของ พระเรวตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์
มีนามว่า อติเทวมาณพ ศึกษาจนจบไตรเวทางคศาสตร์ วันหนึ่ง ได้มีโอกาศได้ฟังพระธรรมเทศนา
แสดงคุณแห่งปหานการละกิเลส จากพระโอษฐของสมเด็จพระเรวตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วมีจิตเลื่อมใสศรัทธาเป็นหนักหนา ยกมื่อไหว้ถึงหน้าผากถึงไตรสรณคมน์
พลางเปลื้องผ้าห่มสีสวยสดที่มีค่ามาก ออกทำสักการะบูชาพระสัทธรรมเทศนา
ในกาลนั้นพระเรวตะพุทธเจ้าทรงได้พุทธพยากรณ์ว่า
"อติเทวมาณพผู้นี้
นานไปในอนาคตจักได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง นามว่า
พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัป อันจะมี ณ ที่สุดแห่ง 2 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป"
เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ดังนั้น ก็มีจิตใจปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เพียรสร้างบารมี ครั้นสิ้นอายุ ก็ไปจุติในสุคติภูมิ แล้วเวียนเกิดตายเรื่อยมา
เมื่อถึงสมัยพระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล
มีนามว่า อชิตมานพ อยู่ในเมื่องรัมมวดีนคร วันหนึ่งได้ฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์
มีควมเลื่อมใสศัรทธายิ่งหนัก ภายหลังได้บำเพ็ญกุศลกับพระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ หลายครั้งหลายคลา
ในกาลครั้งนั้นได้สละทรัพย์บริจาคทานมากมายอยู่นานถึง 7 วัน
ในครั้งนั้นพระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงดำรัสพยากรร์ว่า
"อชิตพราหมณ์ผู้นี้
นานไปในอนาคตจักได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง นามว่า
พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัป อันจะมี ณ ที่สุดแห่ง 2 อสงไขยกับอีกแสนมหากัป"
เมื่ออชิตพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น ก็มีความปีติยินดี
อุตสหะบำเพ็ญกุศลสร้างพระบารมีต่อไป จนสิ้นอายุไขย ไปเกิดในเทวโลก
แล้วเวียนเกิดเวียนตายอยู่นานแสนนาน
ชั่งเป็นโชคร้ายของเหล่าสรรพสัตว์
ตลอด หนึ่งอสงไขย ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลย เป็นสูญญอสงไขย
เมื่อเริมกัปใหม่ ก็เป็น วรกัป คือกัปที่มีพระพุทธเจ้า
อุบัติขึ้น 3 พระองค์ มีพระนามดังนี้
1.สมเด็จพระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้า
2.สมเด้จพระปทุมะสัมพุทธเจ้า
3.สมเด็จพระนารทะสัมพุทธเจ้า
สมัยพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเหล่าสรรพสัตว์ให้รู้แจ้งในธรรม
อย่างมากมาย ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ กำเนิดเป็นเทวา เป็น พญายักขเสนาบดี มีฤทธาศักดานุภาพมาก ได้เป็นใหญ่กว่ายักษ์ ทั้งหลาย
ปกครองบริวาร เป็นแสนโกฏิตน เมื่อได้รับฟังข่าวว่า
"สมเด็จพระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติตรัสในโลกแล้ว"
พญายักขเสนาบดี
เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ตื่นตันปีติยินดีเป็นยิ่งหนัก
จึงนิรมิตมณฑปใหญ่อันงดงามประดับด้วยแก้วเจ็ดประการ
แล้วอาราธนา พระพุทธเจ้าพร้อมเหล่าพระอริยะสาวกเข้าไปในมณฑป บำเพ็ญมหาทานจำนวนมากตลอดเจ็ดวัน
ด้วยปารถนาพระโพธิญาณ
เมื่อพระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา พระองค์ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"ท่านพญายักขเสนาบดีนี้ นานไปในอนาคตกำหนดอีก 1 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
มีนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
เมื่อพญายักขเสนาบดีได้รับทราบอย่างนั้นมีความปีติยินดี
เพียรสร้างบามีต่อไป จนสิ้นอายุ เวียนเกิดตายต่อไป
สมัยพระปทุมะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงนำสัตว์ทั้งหลายเข้าสุ่แดนเกษมอย่างมากมาย
ในกาลครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เกิดในดิรัจฉานภูมิ ด้วยอำนาจแห่งกรรมของการเวียนว่ายตายเกิด
เป็นพญาราชสี อยู่ในป่าใหญ่ วันหนึ่งได้พบพระปทุมะพุทธเจ้าพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์
กำลังทรงนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ณ รุกขมูลโคนต้นไม้ใหญ่ พญาราขสี เห็นภาพ อันควรแก่การเลื่อมใส จึงมีจิตยินดีคิดว่า
"เราจักทำการพิทักษ์รักษา ผู้มีศีลอันสงบเหล่านี้
ไม่ให้มีอันตรายเข้ามาใก้ลด้วยชีวิต" แล้วเดินวนเวียนเฝ้าระวังภัยไม่ให้มีอันตราย
เกิดขึ้นกับพระพุทธองค์และพระสาวก ไม่ย่อมออกไปหาอาหารจนร่างกายผอมโช่ตลอดเวลา 7 วัน เมื่อพระพุทธองค์และพระสาวกออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงเห็นพญาราชสี เฝ้าระวังภัยให้พระองค์และภิกษุสงฆ์
พระองค์ทรงกล่าว พุทธพยากรณ์ว่า
"พญาราชสีนี้ นานไปในอนาคตกำหนดอีก 1 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
มีนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
แล้วพระพุทธองค์ก็จากไป ฝ่ายราชสีเมื่อสิ้นอายุขัยก็ไปจุติบนเทวโลก แล้วเวียนเกิดเวียนตายตามกรรมต่อไป
สมัยพระนารทะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมให้แก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ให้หลุดพ้นจากภพ ได้อย่างมากมายยิ่ง ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ และได้ออกบวชเป็นฤาษีในป่าใหญ่ บำเพ็ญพรตจนสำเร็จอภิญญา
5 วันหนึ่ง พระพุทธองค์และพระอริยสงฆ์พร้อมทั้งเหล่าอุบาสกอุบาสิกา
มากมายหลายท่าน พากันมาใกล้อาศรมของฤาษี ในครวนนั้น
พระฤาษีโพธิสัตว์ทรงอภิญญาทัศนาเห็น ก็มีความปีติยินดีเลื่อมใส จึงเนรมิตอาศรมมากมายให้มีจำนวนเพียงพอ กับพระพุทธองค์และหล่าวพระสาวก แล้วถวายให้นั่งเป็นที่เรียบร้อย
ครานั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม
แก่พระสาวกและมหาฤาษี ทำให้มหาฤาษีมีความปีติปราโมทย์เป็นที่สุด ในวันรุ้งขึ้น
จึงเหาะไปยังอุตตรทวีป เพื่อนำเอาภัตตาหารมาถวายพระพุทธองค์และพระสาวก
อย่างเพียงพอ กระทำอย่างนั้นอยู่เป็นเวลา 7 วัน วันสุดท้าย
สักการะด้วยแก่นจันทร์แดงอันมีคุณค่า พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา แล้วตรัสพยากรณ์ว่า
"มหาฤาษีผู้มีอนุภาพนี้ นานไปในอนาคตกำหนดอีก 1 อสงไขยกับอีกเศษแสนมหากัป จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
มีนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
หลังจากนั้นมหาฤาษีโพธิสัตว์
เพียรสร้างสมบารมี จนสิ้นอายุขัย ก็จุติเป็นพรหมบนพรหมโลก แล้วเวียนเกิดตายต่อไป
เป็นเวลา 1 อสงไขย ซึ่งเป็นสูญอสงไขย
ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลย
เป็นอันว่าพระโพธิสัตว์ สร้างบารมีหลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก ถึงตอนนี้ครบ 4 อสงไขย
พระนิยตโพธิสัตว์ได้พบพระพุทธเจ้าเพียง 9 พระองค์เท่านั้น ชึ่งนับว่าเป็นช่วง
เวลาที่มีพระพุทธเจ้าน้อยที่สุด แต่ต่อไปเบื้องหน้า พระนิยตโพธิสัตว์ต้องสร้างบารมีเพิ่มอีก
แสนมหากัปจึงสมบูรณ์
205. สร้างบารมีในช่วง
เศษแสนมหากัป
หลังจากศาสนาของพระนารทะพุทธเจ้าไปแล้ว
ก็เป็น สูญอสงไขย ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นเลยในหนึ่งอสงไขย เมื่อขึ้นต้นอสงไขยใหม่หรืออยู่ในเศษแสนมหากัปที่พระนิยตโพธิสัตว์เพียรส้รางบารี เป็น สารกัป คือเป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ เพียง 1 พระองค์เท่านั้นคือ
พระปทุมมุตระพุทธเจ้า (1)
ในคราวนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นนายบ้าน
ชือ ชฏิล ต่อมาได้ออกบวชเป็นดาบส มีตบะเดชอันเชียวชาญ เมื่อได้พบพระพุทธองค์ บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก
ได้ทำการถวายทานกับพระภิกษุสงฆ์ อันมีพระปทุมมุตระพุทธเจ้า เป็นประธาน
เมื่อสมเด็จพระปทุมมุตระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเสวยภัตตาหารและทรงแสดงอนุโมทนากถาแล้ว จึงตรัสพุทธพยาการณ์ว่า
"ชฏิลดาบสผู้นี้ นานไปในอนาคต จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
ทรงนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัป
อันจะมีในที่สุดหนึ่งแสนมหากัป"
หลังจากนั้นชฏิลดาบสก็เพียรพยายามสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้นไป
แล้วเวียนเกิดเวียนตายอีกนานแสนนาน
เมื่อพระศาสนาของพระปทุมมุตระหมดสิ้นไปแล้ว
ก็เป็นสูญกัปถึง 30,000 กัปทีเดียว จึงมี
มัณฑกัป บังเกิดขึ้น เป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์
พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสุชาตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า (2)
ในคราวนั้นนิยติโพธิสัตว์
ได้เกิดเป็นมานพหนุ่ม นาวว่า อุตตรมานพ มีสมบัติมากมายมหาศาลและบริวารจำนาณมากมาย
วันหนึ่งได้มีโอกาศพบพระพุทธองค์ ได้สดับพระธรรมเทศนา บังเกิดเลื่อมใสศรัทธา จึงบำเพ็ญทานอันยิ่งใหญ่แก่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
และภายหลัง จึงสละเพศฆารวสวิสัย ออกบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา
ครานั้น
พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"อุตตรภิกษุนี้ นานไปเบื้องหน้าในอนาคต
จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
หลังจากนั้นอุตตรภิกษุ ก็ได้เพียรสร้างบารมีต่อไป
แล้วเวียนเกิดเวียนตายอยู่หลายชาติ นับได้หนึ่งพุทธันดร
พระสุชาตะสัมมาสัมพุทธเจ้า (3)
ในคราวนั้น
พระนิยตโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดเป็น พระบรมจักรพรรดิ ทรงมีอำนาจแผ่ไปใน 4 ทวีป เมื่อได้ฟังข่าวว่าพระสุชาตะพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก
ทรงมีปีติยินดีเป็นยิ่งหนัก เมื่อทรงได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์
ทรงมีศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้ทรงถวายทานอันยิ่งใหญ่ และเป็นเลิศแก่พระภิกษุโดยมีพระสุชาตะสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
เป็นนิจ แล้วหลังจากนั้นพระองค์ ทรงสละราชสมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุ ดังนั้นชาวเมื่องต่าง นำเครืองราชบรรณาการต่างๆ
ถวายพระองค์ให้เป็นของสงฆ์ สร้างเป็นอารามใหญ่ แล้วทำการฉลองถวายทานอย่างยิ่งใหญ่
ชึงมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ในคราหนึ่งพระสุชาตะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระบรมจักรพรรดิภิกษุนี้ ต่อไปในอนาคต
จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
หลังจากนั้นพระบรมจักรพรรดิภิกษุโพธิสัตว์ ก็หมั่นเพียรสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้น ศึกษาในพระปริยัติธรรม
และบำเพ็ญพระกรรมฐาน จิ้นสวรรคต ก็เวียนเกิดเวียนตายอีกนานแสนนาน
เป็นสูญกัปไปอีกนาน
ถึง 60,000 กว่ากัป ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น
จนถึง วรกัป เกิดขึ้น มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 3
พระองค์
พระปียทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระธรรมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมัยพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า (4)
ในสมัยนั้นพระนิยตโพธิสัตว์
ได้กำเนิดในตระกุลพราหมณ์ มีนามว่า กัสสปะมานพ เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าและฟังพระธรรมเทศนา ก็มีความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก
หลังจากนั้นได้ถวายทานและสร้างอารามแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยทรัพย์สินจำนวนมากมาย
บัดนั้นพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"กัสสะปะมานพผู้นี้
ต่อไปในอนาคต จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า"
กัสสะปะมานพมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ก็หมั่นเพียรสร้างสมบารมียิ่งขึ้น
จนสิ้นอายุขัย ก็เวียนเกิดตายอีกหลายชาติ ในหนึ่งพุทธันดร
สมัยพระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า (5)
ในคราวนั้นพระนิยตโพธิสัตว์กำเนิดในตะกุลพราหมณ์มหาศาล นามว่า สุสิมะพราหมณ์ ในภายหลังมีใจที่จะออกบวช จึงสละทรัพย์ที่มีอยู่ออกบวช เป็นดาษส
บำเพ็ญพรตจนบรรลุอภิญญาสมาบัติ มีมหิทธาศักดานุภาพมาก
ทองเที่ยวไปในสวรรค์สองชั้นฟ้า คือชั้น จาตุ และดาวดึงส์ และได้นำเอาลายลักษณ์พระพุทธบาทมาทำเป็น พระพุทธบาทเจดีย์
เป็นที่บูชาของ ของปวงชน
เมื่อพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าอุบัติขึ้น วันหนึ่ง สุสิมะมหาฤาษีได้มีโอกาศฟังธรรมจากพระพุทธองค์
แล้วเกิดศรัทธาอย่างยิ่ง จึงได้เหาะไปยังเทวโลก เอาดอกไม้ทิพย์ต่างๆ
มาโปรยให้ตกลงมาเป็นการบูชา แล้วเอาดอกไม้ทิพย์ดอกใหญ่
ถือทำเป็นฉัตรบูชาพระพุทธองค์ ที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่
เมื่อพระพุทธองค์ทรงเทศนาจบลง จึงตรัสพุทธพยากรณ์แก่สุสิมะฤาษีว่า
"สุสิมะมหาฤาษีผู้นี้
ต่อไปในอนาคต จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมนุโคดม
ในภัทรกัปหนึ่ง"
สุสิมะมหาฤาษีมีจิตปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงเพียรสร้างสมบารมีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อสิ้นอายุไขยก็ไปเกิดบนพรหมโลก
สมัยพระธรรมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า (6)
ในกาลนั้นพระนิยตโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดเป็น องค์อัมรินทราธิราช
หรือ พระอินทร์ พระองค์ได้นำเทพบริวาร เสด็จลงจากวิมาน
มาบูชาสมเด็จพระธรรมทัศสีพุทธเจ้า ในสมัยประชุมใหญ่แห่งปวงเทวดา
ใน ณ
ที่นั้นพระธรรมทัสสีพุทธเจ้าทรงตรัสพยากรณ์ว่า
"สมเด็จพระอัมรินทรเทวาราชนี้
นานไปในอนาคต จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า
พระศรีศากยมุนีโคดม"
พระอินทร์ได้ทรบดังนั้นก็มีจิตใจยินดีเป็นล้นพ้น แล้วเพียรสร้างบารมีให้สมบูรณ์ขึ้น หลังจากนั้นก็เวียนเกิดตายอีกนานแสนนาน
กาลเวลา
เป็นสูญกัป ถึง 24 กัป ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น
แล้วก็บังเกิดเป็น สารกัป คือมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 1 พระองค์
สมัยพระสิทธัตถะสัมมาสัมพุทธเจ้า (7)
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกุลพราหมณ์มหาศาล
มีนามว่า มังคะมาณพ ภายหลังได้สละทรัพย์สมบัติจนหมดสิ้น ออกบวชเป็น ดาษส ก็ได้สำเร็จอภิญญาฌานสมาบัติ
วันหนึงได้เหาะไปฟังธรรมในสำนักพระสิทธัตถะพุทธเจ้า
ด้วยมีความศรัทธาเป็นอันมาก
จึงได้เหาะไปในป่าหิมพานต์ แล้วเลือกเอาผลชมพู่ลูกหว้า มาถวายพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุสงฆ์
คราวนั้นพระสิทธัตถะพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"ท่านมังคะดาบสนี้
นานไปในอนาคต 94 มหากัปต่อจากนี้ไป จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
พระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัปหนึ่ง"
เมื่อมังคะดาษสได้รับทราบดังนั้นจึงมีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เพียรสร้างบารมีต่อไป แล้วเกิดตายอีกหลายชาติ
เมื่อเริ่มกัปใหม่ก็เป็นสูญญกับ แต่กัปต่อมานับว่าเป็นบุญของหมู่ประชาสัตว์
เป็น มัณฑกัป ซึงมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2 พระองค์
พระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระมหาปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมัยพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า (8)
ในกาลนั้น พระนิยตโพธิสัตว์กำเนิดในตรกูลกษัตริย์
ได้ครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุชาตะมหาราช ภายหลังพระองค์ทรง เบื่อหน่ายราชสมบัติ
จึงได้สละราชสมบัติ ออกบวชเป็น ดาบส อยู่ในป่าใหญ่ ทรงบรรลุถึงฝั่ง อภิญญา
วันหนึ่งสุชาตะดาบส ได้มีโอกาศ ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์ ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก
จึงเหาะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เก็บดอกไม้ทิยพ์อันมากมาย ด้วยอำนาจฌานวิสัย แล้วทำการสักระบูชาแด่องค์พระติสสะพุทธเจ้า
ซึงกำลังเทศนาอยู่
เมื่อพระองค์ทรงเทศนาจบ ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระสุชาตะดาบสนี้
ต่อไปในอนาคต 92 มหากัป ต่อจากนี้ไป
จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภัทรกัป มีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
พระสุชาตะดาบส
เมื่อทราบดังนั้นก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ก็ทรงสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้น
จนสิ้นอายุขัย ก็เวียนเกิดตายอยู่ หนึ่งพุทธันดร
สมัยพระมหาปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า (9)
ในกาลนั้นพระนิยตโพธิสัตว์กำเนิดในตระกุลกษัตริย์
ได้ครองราชทรงพระนามว่า พระเจ้าวิชิตราชา วันหนึ่งเมื่อพระองค์ได้ทรงทราบว่า
พระมหาปุสสะพุทธเจ้าตรงอุบัติขึ้น พระองค์ทรงเสด็จเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า เมื่อได้ทรงสดับพระธรรมจากพุทธองค์ พระวิชิตราชา ก็ทรงสละราชสมบัติทังหมด ออกบวชเป็นพระภิกษุ
ทรงศึกษาพระไตรปีฏกจนแตกฉาน แสดงธรรมได้คล่องแคล้วยิ่งนัก
ในครานั้น
พรมหาปุสสะพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระวิชิตภิกษุพระองค์นี้ ต่อไปในอนาคต 92
มหากัป ต่อจากนี้ไป จะตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภัทรกัป
มีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
พระวิชิตภิกษุ ก็สร้างบามีต่อไป
แล้วเวียนเกิดตาย ไปอีกนาน
เมื่อเริ่มกัปใหม่
นับว่าเป็นโชคดีของประชาสัตว์ เพราะเป็น สารกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 1 พระองค์
สมัยพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า (10)
ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นาคราช
ทรงพระนามว่า ภุชงคนาคราช มีนาคบริวารมากมาย เมื่อได้ทราบข่าวว่า
พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอุบัติขึ้นในโลก ก็มีความเลื่อมใส จึงพาเหล่าบริวาร
และเนรมิตมณฑปใหญ่ อาราธนา พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก มาอาศัยแล้วถวายภัตตาหาร หลังจากนั้นพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พญาภุชงนาคราชนี้
นานไป 91 มหากัป
แต่กาลนี้ไป จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
ภุชงนาคราช เมื่อได้สดับฟัง ก็มีใจยินดีศรัทธาเป็นยิ่งนัก สร้างสมอบรมบารมีต่อไป
เวียนเกิดตาย อีกนานแสนนาน
หลังจากนั้นกาลเวลาเป็นสูญกัปถึง
60 มหากัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น
แล้วก็ปรากฏเป็น มัณฑกัป ซึ่งมีพระพุทธเเจ้า อุบัติขึ้น 2 พระองค์
พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า
สมัยพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า (11)
ในกาลนั้นพระนิยตโพธิสัตว์
กำเนิดเป็น พระเจ้าอรินทมะราชาธิราช ปกครองราชสมบัติ วันหนึ่งทรงมีโอกาศได้พบกับพระสิขีพุทธเจ้า
พระเจ้าอรินทมะราชา ทรงศรัทธาเป็นอย่างมาก จึงทรงบริจาคมหาทาน
แด่เหล่าพระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
ในครานั้น
พระสิขีพุทธเจ้า ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระเจ้าอรินทมะมหาราชนี้
นานไปในอนาคตกำหนดได้ 31 มหากัป
จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
พระเจ้าอรินทมะมหาราช
เมื่อได้สดับฟัง ก็เกิดความยินดีปรีดาเป็นหนักหนา
ตั้งพระทัยอุตสาหะสร้างสมอบรมบ่มบารมีต่อไป เกิดตายอีกหลายชาติ ไปหนึ่งพุทธันดร
สมัยพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า (12)
ในกาลนั้น
พระนิยตโพธิสัตว์ ได้เสวายราชสมบัติ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุทัสสนะมหาราช เมื่อพระองค์ได้ข่าวว่า
พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบังเกิดขึ้นในโลก พระองค์ทรงปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงดำเนิดไปเฝ้าพระพุทธเจ้าบังเกิดศรัทธา เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นพระองค์ทรงประกอบมหาทานเป็นอย่างมาก
แล้วทรงสละราชสมบัติ ออกบวชเป็นพระภิกษุ ศึกษาพระไตรปิฏก จนแตกฉาน
ในครานั้นพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระสุทัสสนะภิกษุ
นานไปในอนาคติอีก 31 มหากัป จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า
พระศรีศากยมุนีโคดม ในภัทรกัปนั้น"
หลังจากนันพระสุทัสสนะภิกษุก็ เพียรสร้างบารมีในพุทธภูมิให้เต็มเปลียมบริบูรณ์ขึ้น
แล้วเวียนเกิดตายอีกนานแสนนาน
ต่อจากมหากัปนั้นมาก็เป็น
สูญกัป ถึง 30 มหากัป แล้วก็มาถึงกัปที่สำคัญของพระนิยตโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
และเป็นภัทรกัป คือมีพระพุทธเจ้าถึง 5 พระองค์ ซึ่งเป็นกัปที่มีพระพุทธเจ้ามากที่สุด
เพราะตั้งแต่ 4 อสงไขย กับเศษแสนมหากัป ก็มีเพี่ยงกัปนี้กัปเดียวที่มีพระพุทธเจ้า
5 พระองค์ คือ
พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ และที่กล่าวถึงนั้นคือโพธิสัตว์อดีดชาติของพระองค์
พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่จะตรัสในอนาคตในกัปนี้
สมัยพระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า (13)
ครั้งนั้นพระนิยตโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พระเจ้าเขมะราชาธิราช
เป็นพระราชาปกครองประเทศ เมื่อพระองค์ได้ทรงพบ พระกกุสันธะพุทธเจ้า
พระองค์ทรงศรัทธาอย่างยิ่ง ทรงหมั่นฟังธรรมถวายมหาทานเป็นประจำ ในที่สุดพระองค์ทรงออกบวช ในพระพุทธศาสนา ศึกษาจนแตกฉานในพระธรรม
เป็นที่เลื่อมใสของชาวประชา
กาลวันหนึ่งพระกกุสันธะพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระเขมราชภิกษุนี้
จะได้ตรัสเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ เป็นลำดับองค์ที่ 4 มีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
หลังจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็สร้างสมบารมีให้สมบูรณ์ขึ้น
จนอายุขัยประมาณ 40,000 ปี ก็ เวียนเกิดตาย อยู่ 1 พุทธันดร
พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า (14)
ครั้งนั้นพระนิยตโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น พระเจ้าบรรพตบรมราชา
เป็นพระราชาปกครองประเทศ เมื่อพระองค์ได้ทรงพบ พระโกนาคมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก ทรงสละราชสมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา
ทรงศึกษาพระไตรปีฏกจนแตกฉาน เป็นที่เลื่อมใสของชาวประชา
กาลวันหนึ่งพระโกนาคมพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระบรรพตบรมราชาภิกษุนี้
จะได้ตรัสเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ เป็นลำดับองค์ที่ 4 หลังจากคถาคตไปองค์ที่ 2 มีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
หลังจากนั้นพระโพธิสัตว์ก็สร้างสมบารมีให้สมบูรณ์ขึ้น
จนอายุขัยประมาณ 30,000 ปี ก็ เวียนเกิดตาย อยู่ 1 พุทธันดร
สมัยพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า (15)
ครั้งนั้นพระนิยตโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
บุตรของพราหมณ์มหาศาล มีนามว่า โชติปาลมานพ ได้ศึกษาจบไตรเพท มีสหายนามว่า ฆฏิการมานพ
เป็นนายช่างทำหม้อ ฆฏิการมานพกล่าวชวน โชติปาลมานพ
ไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ถึง 3 ครั้ง 2 ครั้งแรก โชติปาลมานพไม่ยอมไป แล้วกล่าวทำนองว่า
"การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นของยาก และการที่มีผู้อวดอ้างว่าเป็นพระพุทธเจ้า
เราหาเชือไม่" ในครั้งที่ 3 ฆฏิการมานพซึ่งบรรลุเป็นพระอานาคามี
จำเป็นต้องจับศรีษะโชติปาลมานพแล้วกล่าวชวนอีกครั้ง โชติปาลมานพมีความแปลกใจ ในพฤติกรรมของเพื่อน
จึงยอมไปดู เมื่อได้ฟังธรรมจากพระกัสสปะพุทธเจ้า จึงมีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก
ออกบวชในพุทธศาสนาทันที่ ศึกษาพระไตรปฏิกจนแตกฉาน เป็นที่เลื่อมใสของชาวประชา
ครานั้น พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสพุทธพยากรณ์ว่า
"พระโชติปาลภิกขุนี้ จะได้ตรัสเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้
เป็นลำดับองคที่ 4 หลังจากคถาคต ในเบื้องหน้า
มีพระนามว่า พระศรีศากยมุนีโคดม"
หลังจากนั้นพระโชติปาลภิกษุ ก็อบรมบ่มบารมีจนอายุขัยประมาณ
20,000 ปี ก็สิ้นอายุขัย ไปจุติเป็นเทพยดา บนดาวดึงสเทวโลก
เป็นองค์อมรินทร์ปกครองเหล่าเทวดา ดาวดึงส์เทวโลก แล้วทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาเมื่อมีความจำเป็น
จนสิ้นศาสนาของพระกัสสปะพุทธเจ้า อายุไขยของมนุษย์ลดลง
1 ปีในทุก 100 ปี จากอายุ 20,000 ปี จนอายุไขยมนุษย์อยู่ที่ 120 ปี
พระอินทร์โพธิสัตว์ ก็ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ มีพระนามว่า พระเวสสันดรโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญ
มหาทานเป็นชาติสุดท้าย หลังจากสิ้นพระชนม์ ก็ได้ไปจุติเป็นเทพยดา บนชั้นดุสิตเทวโลก
มีพระนามว่า พระเสตุเกตุเพพบุตร เสวยทิย์สมบัติ จนพระชนมายุได้ 4,000 ปีทิพย์ อันเป็นประเพณีของพระมหาโพธิสัตว์ ก่อนที่จุติบนโลกมนุษย์ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า
ขณะที่เสวยสุขบนดุสิตเทวโลก ต้องเสวยสุข จนครบ อายุไขย คือ 4,000 ปีทิพย์ นับได้ 576 ล้านปีโลกมนุษย์ แล้วเหล่าเทพเทวดาทั่งทั้งหมื่นโลกธาตุ ก็ทรงอันเชีญพระองค์ ให้จุติเป็นมนุษย์
เพื่อตรัสเป็นพระพุทธเจ้า ที่ทรงคุณอันมหาศาล รือขนสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏฐสงสาร