THE END OF THE WORLD

๏ Why does the sun go on shining
Why does the sea rush to shore
Don't they know it's the end of the world
Cause you don't love me anymore

๏ Why do the birds go on singing
Why do the stars glow above
Don't they know It's the end of the world
It ended when I lost your love.

๏ I wake up in the morning and I wonder
Why everything's the same as it was
I can't understand. No I can't understand
How life goes on the way it does

๏ Why does my heart go on beating ?
Why do these eyes of mine cry
Don't they know It's the end of the world
It's ended when you said goodbye ...

• วันโลกแตก

๏ ไม่รู้สิ สุริยัน เฉิดฉันส่อง
คลื่นฟูฟ่อง จากทะเล เห่โหมฝั่ง
ใครจะรู้ โลกนี้ มีวันพัง
เพราะแน่งน้อย ร้อยชั่ง แปรพักตร์ไป

๏ เสียงวิหค นกร้อง ก้องระนาว
โน่นแสงดาว ส่องมา จากฟ้าใส
ใครจะรู้ ว่าพี่ นี้ตรอมใจ
ร้าวฤทัย เป็นที่สุด รักหลุดลอย

๏ พอตื่นเช้า ชักงง สงกายิ่ง
ไยทุกสิ่ง เหมือนเดิม ทุกหย่อมหยอย
ไม่เข้าใจ จริงจริง ทิงนองนอย
ฤๅจะปล่อย ให้มัน ไปตามทาง

๏ เหตุไฉน หัวใจ ไม่หยุดเต้น
ไยน้ำตา สาดกระเซ็น มาเป็นหาง
ใครจะรู้ รักพี่ นี้อับปาง
ดังโลกแตก เพราะน้องนาง มาอำลา ๚

“สวัสดีครับ ผมต๊อกพูดครับ”
“เฮ้ย! ไอ้ต๊อกเหรอ! ดีใจจังวุ้ย หาตัวแทบตาย!”
“ใครน่ะ มีอะไรเหรอ?”
“จำเพื่อนสุดที่รักไม่ได้หรือไง ทอมไง วันเสาร์นี้ว่างมั้ย ?
มีเรื่องรบกวนหน่อยว่ะ สำคัญที่สุดในชีวิต”

ต๊อกรู้สึกงงมาก ที่จู่ๆ เจ้าทอมอดีตเพื่อนซี้ ที่ห่างเหินกันไปแรมปีโทรมาในครั้งนี้

“อะไรล่ะ? ที่ว่าสำคัญ แล้วเราจะช่วยอะไรนายได้?” ต๊อกถามไปด้วยความฉงน
“คืองี้ เรื่องมันยาว เดี๋ยวตอนเที่ยงไปกินข้าวด้วยกัน แล้วจะบอก อยู่ตึกเก่าใช่มั้ย”
“เออๆ ...” ยังไม่ทันที่ต๊อกจะพูดอะไรต่อ ทอมก็วางหูไป

ครั้นตอนเที่ยงเจอกัน ทอมก็เล่าให้ต๊อกฟังว่า วันเสาร์นี้ซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ
ทอมต้องการให้ต๊อกไปช่วยเล่นอีเลคโทน ที่โรงเรียนอนุบาลซึ่งทอมกำลังจีบสาวอยู่ที่นั่น

“เฮ้ย! เดี๋ยวนี้เอ็งจีบเด็กอนุบาลเหรอวะ ? อิอิ” ต๊อกแกล้งตวาด
“บ้าซิ! กำลังจีบลูกสาวเจ้าของโรงเรียนโว้ย เอ็งไปแต่ตัว
มีเครื่องให้พร้อมว่ะ ช่วยหน่อยนะ” ทอมทำหน้าอ้อน

“แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ฟังเพลงใหม่เลยนะ ไม่รู้จะเล่นอะไรว่ะ
ไม่ไปดีกว่า ไม่พร้อมน่ะ” ต๊อกแกล้งเล่นตัว

“เฮ้ยต๊อก! อย่าล้อเล่นน่ะ ไหว้ล่ะวะ เสาร์เดียว ...
ถ้าไม่ได้เอ็งข้าจบเห่แน่เลย นี่ก็ไปรับปากเค้าไว้แล้ว ... ” ทอมลุ้นสุดตัว

“แล้วเค้ามีเพื่อนรึเปล่าล่ะ ?” ต๊อกหยั่งเชิง
“โธ่! ไอ้เวร! บอกมาตั้งแต่แรกก็ได้ ทำเล่นตัว ...
เค้ามีเพื่อนอยู่คนนึง เรียบร้อยและน่ารักด้วยว่ะ สนมั้ย?” ทอมทำหน้ากะล่อน

“งั้นโอเค ... ว่างอยู่พอดี” ต๊อกใจง่ายขึ้นมาทันที

พอถึงวันเสาร์ ทอมก็พาต๊อกเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ย่านชานเมือง
โรงเรียนนี้มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลถึงชั้นประถมต้น แต่งกายในชุดลำลองน่ารักกันทุกคน
ภายในบริเวณจัดงานมีการตกแต่งด้วยกระดาษสายรุ้งและลูกโป่งสวรรค์เต็มไปหมด
มีอีเลคโทนและสแตนด์ไมโครโฟนตั้งอยู่ที่มุมลานหน้าตึก แต่ไม่ได้ยกเป็นฟลอร์
เด็กๆ ต่างก็แอบมาร้อง “ฮัลโหลๆ” แล้วก็วิ่งหนีไป แล้ววนเวียนกันมาใหม่

ต๊อกนั่งปรับแต่งเครื่องเสียงและทดลองอีเลคโทนได้สักพัก ก็มีเสียงทักทายขึ้นว่า
“สวัสดีค่ะ .. คุณต๊อกใช่มั้ยค่ะ ทอมไปไหนแล้วล่ะคะ?” ยุพาเอ่ยทักต๊อกด้วยความมั่นใจ
“โอ๊ะ! สวัสดีครับ ผมต๊อกใช่แล้วครับ ไม่รู้ทอมไปไหน สงสัยไปทิ้งระเบิดมั้งครับ อิอิ” ต๊อกทำตัวเป็นกันเอง
“นี่ครูเหมียวค่ะ  เป็นผู้ดูแลเด็กๆ ที่จะขึ้นมาร้องเพลงในวันนี้ค่ะ” ยุพาแนะนำเหมียวกับต๊อกให้รู้จักกัน
“สวัสดีครับ คุณเหมียว” ต๊อกทักทายและสบตานิดหนึ่ง ก็พลันคิดในใจว่า ‘ใช่เลยคนนี้’
“สวัสดีค่ะ” ครูเหมียวตอบพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

เมื่อเด็กๆเห็นคุณครูเหมียวมาอยู่หน้าเวที ก็เข้ามาห้อมล้อม แล้วเข้าแถวตามคิวที่จะร้องเพลง
ต๊อกเห็นดังนั้นก็รู้สึกประทับใจมาก ประทับใจทั้งนักเรียนตัวน้อยๆ และคุณครูผู้ใจดีที่น่ารัก
จากนั้นดนตรีก็เริ่มบรรเลง เด็กก็ทะยอยร้องเพลงกันตามคิว ต๊อกก็เล่นได้มั่ง มั่วมั่ง สนุกสนานกันทุกคน

หลังจากเล่นไปได้สักชั่วโมงกว่าๆ ทอมก็มาบอกให้ต๊อกไปนั่งพักผ่อนก่อน
โดยมีการแสดงของเด็กสลับฉาก เช่นการเต้นระบำประกอบเพลงจากเทปที่เตรียมไว้
ซึ่งมีคุณครูอีกสองท่านเป็นผู้กำกับเวทีและดูแลเด็ก ส่วนครูเหมียวก็ได้พักเช่นกัน

“งานนี้ถ้าไม่ได้คุณต๊อก เด็กๆ ก็คงไม่สนุกอย่างนี้นะคะ จริงมั้ยคะครูเหมียว?” ยุพาเปิดทางให้
“ค่ะ! เหมียวก็กำลังจะขอบคุณคุณต๊อกอยู่พอดี เล่นดนตรีเก่งจังนะคะ” ครูเหมียวกล่าวชม
“เจ้าต๊อกมันเก่งแต่เล่นดนตรีน่ะครับ ที่บ้านเลยขาดคนหุงข้าว ... อิอิอิ” เจ้าทอมกระเซ้า
“อ๋อ! เหรอคะ ไม่น่าเชื่อนะคะ ฮิฮิ” ครูเหมียวนึกขำ
“โห ... ให้ผมพูดมั่งสิครับ ... เอ้อ! ... คือ ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน เดี๋ยวผมไปเข้าห้องน้ำก่อนดีกว่า”
ว่าแล้วต๊อกก็รีบเดินไปเข้าห้องน้ำ ไปยืนหน้ากระจกแล้วบ่นกับตัวเองว่า “เอ็งนี่ควายจริงๆ”

หลังจากต๊อกกลับมาบริเวณงาน ต๊อกก็บอกกับครูเหมียวว่า
“เดี๋ยวคุณครูเหมียวต้องร้องเพลงให้น้องๆฟังซักเพลงนะครับ”

เจอไม้นี้ ครูเหมียวทั้งงงทั้งเขิน ก็เลยตอบไปว่า “ร้องไม่ค่อยเป็นค่ะ ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี”
ต๊อกก็เลยหยิบหนังสือเพลงขึ้นมาแล้วก็เปิดไปเจอหน้า ๑๓ ชื่อเพลง The End of The World
“เพลงนี้ร้องได้มั้ยครับ ?” ต๊อกถาม
“โอ้! เพลงโปรดเลยค่ะ คุณต๊อกต้องช่วยประสานด้วยนะคะ” ครูเหมียวตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ได้เลยครับ คุณครู” ต๊อกรับคำพร้อมส่งยิ้มแฉ่งให้ทุกคน

แม้ครูเหมียวและเจ้าต๊อกจะไม่ใช่นักร้องและนักดนตรีมืออาชีพก็ตาม
แต่การขับร้องการเล่นดนตรีและการประสานเสียงในวันนั้นนับว่ายอดเยี่ยมและไพเราะที่สุด
เท่าที่ครูเหมียวและเจ้าต๊อกเคยร้องเพลงมา นัยว่ามีการส่งภาษาตาและภาษาใจลงในบทเพลงด้วย

หลังจากนั้นเจ้าต๊อกและครูเหมียว ก็ได้คบหาเป็นเพื่อนสนิทและพอที่จะรู้ใจกันมากขึ้นตามลำดับ
สามเดือนต่อมา ยุพาและเจ้าทอม ก็เริ่มเตรียมแผนการที่จะจัดงานแต่งงานขึ้น เพราะคบกันมาได้ปีกว่าแล้ว
ต๊อกและครูเหมียวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะรับเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวในงานนี้

พอถึงวันงานแต่งงาน ของทอมและยุพา ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันขึ้น
ได้มีนางฟ้าสององค์ เหาะลงมาจากสวรรค์ แล้วบอกกับทุกคนว่า ...

“ครูเหมียว ... คือ ‘นางฟ้า’ ที่หนีลงมาเที่ยวบนโลกมนุษย์
และบัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับไปขับร้องเพลงกล่อมสวรรค์
ตามบัญชาแห่งสุริยะเทพ ผู้ใดจะขัดขวางมิได้ ... ”

ครั้นสิ้นเสียง ...
นางฟ้าทั้งสององค์ก็เข้ามาประคองนางฟ้าเหมียวเหาะกลับสวรรค์ในทันใด

แขกเหรื่อที่มาในงานต่างเงียบกริบ แม้เสียงดนตรีที่ขับกล่อมก็ไม่มี
เพราะบรรดานักดนตรีบนเวทีต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด

แต่มีเสียงหนึ่ง ที่ยังคงแว่วก้องอยู่ในหูของเจ้าต๊อก ซึ่งยืนตาค้างอยู่
เสียงนั้นก็คือเสียงเพลง The End of The World ที่เคยร้องคู่กันนั่นเอง

ต่อภาค ๒ : You're My World
1