การแก้ไขแบบไม่ส่งข้อมูลซ้ำ


















ารแก้ไขแบบไม่ส่งข้อมูลซ้ำ เรียกว่า Forward Error Correction ถูกออกแบบมาสำหรับการผิดเพี้ยนข้อมูลที่เกิดขึ้นเพียงบิตเดียว (single-bit error) ต่อข้อมูลหนึ่งบล็อก (Block) ข้อมูลสำหรับการแก้ไขจะถูกส่งไปพร้อมกับข้อมูลจริงทำให้มีปริมาณข้อมูลโดยรวมสูงมาก ถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลผิดเพี้ยนที่มากกว่าหนึ่งบิต (multiple-bit error) แล้วยิ่งจะทำให้ปริมาณข้อมูลโดยรวมสูงขึ้นไปอีกจนทำให้ไม่เหมาะสมแก่การนำมาใช้งานจริง เช่น บางวิธีกำหนดให้ส่งข้อมูลเป็นปริมาณสองเท่าของข้อมูลจริง (total redundancy) เลยทีเดียว
ตัวอย่างของวิธีการแก้ไขแบบไม่ส่งข้อมูลซ้ำที่ได้รับความนิยมอย่างสูงได้แก่ การแก้ไขข้อมูลแบบแฮมมิ่ง (Hamming code) ซึ่งคิดค้นขึ้นมาโดย R.W Hamming ซึ่งนำวิธีการแบบแพริตี้มาประยุกต์ใช้ให้มีความเที่ยงตรงสูงขึ้นโดยการเพิ่มบิตข้อมูลสำหรับควบคุมเข้าไปด้วย
ารแก้ไขข้อมูลแบบแฮมมิ่งใช้แพริตี้บิตคู่ (Even parity) จำนวนหลายบิตในการตรวจสอบข้อมูล เช่น ข้อมูลขนาด 4 บิต คือ 1100 ที่เขียนกำกับด้วย D1,D2, D3 และD4 ตามลำดับ โดยมีข้อมูลควบคุมแพริตี้แบบคู่จำนวน 3 บิต คือ 011 ที่เขียนกำกับด้วย P1,P2 และ P3 ตามลำดับ ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาผสมกันและจัดลำดับใหม่กลายเป็นข้อมูลขนาด 7 บิต ข้อมูลควบคุมแต่ละตัวใช้สำหรับการตรวจสอบข้อมูลจริงจำนวน 3 บิต (จากทั้งหมด 4 บิต) ข้อมูลควบคุมบิต P1 ใช้กับข้อมูลจริงตัวที่ D1,D2 และ D4 (กลายเป็น 0110) ในทำนองเดียวกันบิต P2 ใช้กับข้อมูลตัวที่ D1,D3 และ D4 (กลายเป็น 1100) และบิต P3 ใช้กับข้อมูลตัวที่ D2,D3 และ D4 (กลายเป็น 1100) จะเห็นได้ว่าข้อมูลทุกกลุ่มจะมีคุณสมบัติแพริตี้คู่เหมือนกันหมด วิธีการนี้นิยมไปใช้ในการส่งข้อมูลที่ผู้รับไม่สามารถแจ้งความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้ส่งได้ เช่น การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว หรือในบางกรณีที่การส่งข้อมูลมีปัญหาด้านอื่นมาบังคับ เช่น การสื่อสารผ่านดาวเทียมที่มีค่าใช้จ่ายในการส่งข้อมูลสูงมาก (ถ้าต้องส่งข้อมูลชุดเดิมซ้ำ) เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มบิตข้อมูลควบคุมเข้าไปกับข้อมูลจริง

กลับหน้าแรก
1