ก่อตั้งเมื่อปี 2499 ณ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่ที่เดิมเป็นของชาวบ้านตาดและน้องชายของหลวงตา ประมาณ 163 ไร่ ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร โดยขับรถมาตามถนนอุดร-ขอนแก่นเลี้ยวขวาทางเข้าบ้านคำกลิ้งเข้าไปตามทางเรื่อยๆจนเห็นป้ายหมู่บ้านตาดซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง แล้วต่อไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าโรงเรียนบ้านตาดเลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนจะถึงหน้าวัดบ้านตาดพอดี ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบเรียบง่าย ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ ซึ่งแต่เดิมบริเวณวัดก็เป็นป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่นาๆชนิด จนกระทั่งตอนนี้ก็ได้เป็นสถานที่พึ่งพิงของสัตว์ในเขตอภัยทานหลากชนิด เหมือนก่อน แต่สัตว์ใหญ่ๆ เช่น ช้าง เสือ สัตว์เหล่านี้ได้อพยพไปประเทศลาว ที่เหลืออยู่ อาทิ เช่น ไก่ป่า กระรอก กระแต แย้ นก กระจง เต่า หมูป่า ลิง เป็นต้น ที่นั่นคือวัดป่าบ้านตาด เมื่อก้าวย่างเข้าสู่บริเวณวัดจะพบศาลาการเปรียญซึ่งเป็นศาลาไม้หลังใหญ่
และมีเพียงหลังเดียวในวัดนี้ เดิมทีเป็นศาลาชั้นเดียวยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ส่วนด้านบนศาลานั้น ให้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานของวัดตลอดจนเป็นที่ประชุมทำสังฆกรรมร่วมกัน เช่น สวดพระปาฏิโมกข์ อธิษฐานเข้าพรรษา สวดปวารณาและกรานกฐินเป็นต้น ตู้ด้านขวาองค์พระประธานนั้นเป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงตาบัวรวมทั้งอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ด้านล่างศาลานั้นใช้เป็นที่สำหรับฉันภัตตาหารเช้า สหถานที่ที่หลวงตาบัวใช้ในการแสดงธรรมเทศนาและปฎิสันถารกับศรัทธาฆราวาสญาติโยม ที่มาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาดสายไม่เว้นแต่ละวัน กุฏิของพระภิกษุสามเณรแต่ละรูป เป็นกุฏิเรียบง่าย พอแก่การบังแดด ลม ฝน จะสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร เพื่อกันการรบกวนจากสัตว์เลื้อยคลาน ความชื้นจากพื้นดิน ฯลฯ มีขนาดเพียงพอสำหรับอยู่เพียงองค์เดียว ฝาผนังส่วนใหญ่ใช้จีวรเก่าขึงแทน เพื่อกันลม กันฝน ใช้มุ้งกลดกันยุงภายในกุฏิจะมีเพียงกลด เสื่อปูนอน ผ้าห่ม เครื่องอัฎฐบริขาร ตะเกียงหรือเทียนไขและของใช้จำเป็นอื่นๆ ด้านหัวนอนจะมีพระพุทธรูปหรือรูปครูบาอาจารย์ติดไว้ เพื่อกราบไหว้บูชากำลังใจในการบำเพ็ญภาวนา ทุกกุฏิจะมีทางเดินจงกรมอย่างน้อย 1 เส้น ยาวประมาณ 25 ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้ดูร่มเย็น ในยามค่ำคืนการเดินจงกรมจะใช้โคมเทียนจุดสว่างพอให้เห็นทาง กุฏิแต่ละหลังจะมองไม่เห็นกันประหนึ่งว่า อยู่ท่ามกลางป่าเพียงองค์เดียว เพื่อให้สัปปายะสะดวกในการบำเพ็ญสมณธรรมกุฎิที่สร้างถาวรมีอยู่รวมประมาณ 10 กว่าหลังเป็นกุฏิของหลวงตา ภิกษุสูงอายุ กุฏิของญาติโยม ตามปรกญาติโยมทั้งหญิงและชายมักมาขออยู่พักปฏิบัติธรรมภาวนา เป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ประมาณ 50-100 คน จัดแยกเขตกันระหว่างพระภิกษุสามเณร ญาติโยมชายและหญิงอย่างเป็นระเบียบ