ปีที่ 2 ฉบับที่ 833 ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2542 |
กรรมการลำเอียงมวยฟอร์มโต อาจถูกจับแพ้อย่างไร้เหตุผล
กรณีธรรมกาย ทั้งคน และวัด มีเรื่องที่จะให้พูดอยู่ ยอมรับว่าชักอ่อนล้า เพราะสู้กันมานาน เช้าวันเสาร์มีกีฬามวยเทศให้ดูทางทีวี ก็ดูไปแบบเซ็งสุดขีด เพราะไม่มีรายการไหน มีค่าพอจะเบิกเปลือกตาดูในวันหยุดได้ แทบจะทุกช่องเป็นเหมือนกันหมด
ตกเที่ยงก็ยังเป็นกีฬาเท่านั้นที่พอจะดูคุ้มกับการเมื่อยเปลือกตา ก็มวยอีกนั่นแหละ แต่มันเป็นมวยไทย ไม่ใช่มวยเทศ
มีการแตะต่อย หมัดเท้าเข่าศอก ถ้าซัดกันไม่ลงแบบน็อคเอ๊าท์ ก็สู้กันไปจนกว่าจะครบยก ค่อยลุ้นเรื่องคะแนน
มีให้เลือกอยู่ 3 ทาง คือ แพ้ ชนะ และเสมอ
ย้อนไปมองเส้นทางที่ชาวธรรมกายสู้กันมากับบรรดาสื่อผู้กำหนดนโยบายให้นักการเมือง ผู้อ่อนหัวเรื่องพระพุทธศาสนาเดินตาม
บอกได้เลยว่า ณ นาทีนี้ เหมือนกับนักมวยสู้กันบนเวที
ฝ่ายหนึ่งคือชาวธรรมกาย อีกฝ่ายหนึ่งเป็นบรรดาสื่อทั้งหลาย ทั้งวิทยุ ทีวี และหนังสือพิมพ์
ธรรมดาเมื่อนักมวยสู้กันบนเวทีนั้น จะต้องมี 3 คนเสมอ สองคนคือนักมวย คนที่สามคือ กรรมการ
กรรมการคือผู้ชี้ขาดบนเวที สั่งแยกสั่งชก หรือแม้แต่สั่งตัดคะแนนนักมวยที่ชกผิดกติกา กรรมการมีอำนาจสิทธิ์ขาดเพียงผู้เดียว
บ่อยไปที่นักมวยบางคนไม่ได้รับความยุติธรรมจากกรรมการ ห้ามมวยบนเวทีเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากกรรมการลำเอียง บอกได้คำเดียวครับว่า ชนะยาก และมีทางแพ้มากกว่าชนะ
คนดูมวยบางคน ก่นโคตรเหง้ากรรมการออกมาด่าดังๆ เสียงลอดไมค์ออกมาให้คนทางบ้านได้ยินชัดๆ
"ไอ้เตี้ย แม่งเสือกขึ้นไปเป็นกรรมการ กฎกติกามวยไม่รู้จะไปห้ามมวยได้ไง"
ผมยังไม่ได้บอกว่า ใครคือกรรมการบนเวที ขณะที่นักมวยสองฝ่ายนั้น พอรู้แล้ว คงจะคาดเดากันได้แล้วว่า กรรมการโง่ๆ คนนั้นเป็นใคร
ใช่แล้ว ท่านเดาถูกแล้ว ก็นักการเมืองระดับรัฐมนตรี ทั้งว่าการและช่วยว่าการนั่นแหละ
คนเขาเล่าให้ฟังเป็นตุเป็นตะว่า รัฐมนตรีใหญ่ท่านหนึ่ง ก่อนที่จะมีบุญวาสนามาถึงขั้นนี้ เคยนั่งตบยุงอยู่ในป่า พวกป่าด้วยกันมองว่าบ่อมีก๊าย นอกจากตัวอ้วนๆ เพราะหน่วยก้านไม่ให้ ถ้าเป็นม้าก็นอกสายนอก แต่ที่ไหนได้ คนเราไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ เกิดได้เป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดิน
เผอิญ!
ก่อนหน้านี้ แม่ผู้บังเกิดเกล้าเกิดชี้ (ตาย) ญาติพี่น้องนิมนต์พระมาในงานศพ พอพระให้ศีลห้า ซึ่งเด็กตัวเล็กๆ ก็ว่าศีลห้าได้ แต่เจ้าหมอนี่ ว่าศีลห้าตามพระไม่ได้
ขนาดว่าตามพระ ยังว่าศีลห้าไม่ได้ แต่กลัวจะเสียฟอร์ม เลยทำปากขมุบขมุบว่าไปอย่างงั้นเอง
งานเสร็จลงอย่างทุกลักทุกเล เจ้าอ้วนลูกชายซิ้มคนตายค่อยโล่งอก ชั่วโมงบ่ายของวันเดียวกัน มีพิธีกงเต๊ก เจ้าอ้วนทำหน้ายุ่ง นึกว่าจะโชคร้ายไปว่าศีลห้าตามพระอีก
โชคดีจริงๆ พิธีกงเต๊กไม่มีการรบกวนเจ้าอ้วนเลย
เจ้าอ้วนบอกว่า อย่างนี้เตี่ยจะตายอีกคนก็ได้ ไม่ต้องมาหนักใจ ว่าศีลห้าตามพระให้เมื่อยปาก และอายคนเขาเปล่าๆ
นี่ไงคนที่เป็นกรรมการห้ามมวยบนเวทีละ
เมื่อมันเป็นเช่นนี้ ชาวธรรมกายจะคาดหวังอะไรจากนักการเมืองเส็งเคร็งได้ล่ะครับ
จะบวชปีแล้วกรณีธรรมกาย ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้
คณะกรรมการมหาเถรสมาคม มีมติตัดสินออกมาอย่างไร สื่อก็ไม่ยอมรัฐบาล รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็เล่นเกมเก้าอี้ดนตรีงานถนัด
เร่งออกกฎหมายหัวดำปกครองพระ
จนถูกพระทั่วประเทศด่ากันขรม
รัฐมนตรีออกมาแก้ผ้าเอาหน้ารอด โบ้วส่งเดชไปว่า พ.ร.บ.ฆราวาสหัวดำล้วงย่ามพระ เอ๊ยไม่ใช่... พ.ร.บ.ฆราวาสหัวดำคุมเข้มสงฆ์ แท้จริงแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ไม่ได้มีส่วนร่วมยกร่างกฎหมายดังกล่าวแม้แต่น้อย
แต่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว เป็นฝีมือของคณะกรรมาธิการศาสนาฯ เป็นผู้ร่างล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ
แต่ลึกๆ แล้วกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมการศาสนา ก็พยายามผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับอัปลักษณ์ ทั้ง 2 ฉบับ ให้ผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีโดยเร็ววัน
แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ได้เป็นคนร่าง แต่ให้การสนับสนุน พ.ร.บ.ฉบับอัปลักษณ์อย่างเต็มแรง
รัฐมนตรีอย่าเล่นเกมแก้ผ้าเอาหน้ารอดกันหน่อยเลยครับ
ได้ยินพระทั่วประเทศท่านตำหนิติติง ก็หัวหดไม่กล้าออกมารับความเป็นจริง
จึงเป็นความมืดบอดอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ขันอาสาเข้ามาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเชิดชูพระบางรูปไว้เหนือหัว ปล่อยให้สื่อรุมประนามพระเถระอีกหลายสิบรูป
การปกป้องพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง จะต้องนำหลักการของพระพุทธศาสนามาพิจารณา ต้องนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาไตร่ตรองหาทางออก ไม่ใช่เอาตัวบุคคลมาเป็นมาตรวัดความถูกต้อง ความชอบธรรม
หาไม่แล้วความวิบัติ ความหายนะจะตามมาอย่างเลี่ยงหลีกมิได้
โซตัส