ปีที่ 2 ฉบับที่ 782 ประจำวันศุกร์ที่ 3 เดือนกันยายน พ.ศ. 2542

หน้า 1

นิคหกรรมใหม่ หัวดำฟ้องพระ

บีบมหาเถร ห้ามตัดสินคดี ให้ดูแค่นโยบาย

ตร.เพิ่ม 3ข้อหา

กระทรวงศึกษาฯ ร่างกฎนิคหกรรมใหม่เสร็จแล้ว ต่อไปพระถูกฟ้องขึ้นแค่ 2 ศาล มส.หมดสิทธิตัดสินคดี ทำหน้าที่ด้านนโยบายเท่านั้น รวมทั้งระบุชัดเจน ฆราวาสฟ้องพระได้ เตรียมเสนอให้มหาเถรสมาคม พิจารณาแล้ว ด้านกองปราบมั่นใจส่งฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายสัปดาห์หน้า พร้อมเพิ่มข้อหาแจ้งความเท็จเข้าไปอีก รวมเป็น 3 คดี ขู่ถ้านัดหน้า ไม่มาให้การ เตรียมยกเลิกประกัน "มาณพ" ออกโรงยำพระที่ไม่มาให้การตำรวจขาดพรรษา

ดร.วิชัย ตันศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้รับร่างกฎมหาเถรสมาคม ที่เกี่ยวกับกฎนิคหกรรม ฉบับแก้ไขปรับปรุงจากกรมการศาสนาแล้ว ซึ่งในร่าง ปรับปรุงนี้ ได้เสนอปรับโครงสร้างการดำเนินงานใหม่ ให้ปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎนิคหกรรมที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว จากเดิมมีขั้นตอนถึง 65 ขั้น เหลือ 32 ขั้นตอน และเดิมที่กำหนดให้มีการพิจารณาอธิกรณ์ถึง 3 ศาลสงฆ์ คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาลดลงเหลือเพียง 2 ศาล คือ ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ซึ่งลอกเลียน มาจาก การสอบวินัยของทางราชการ   โดยยุบศาลฎีกา ซึ่งเป็นการพิจารณาในชั้นของ กรมการมหาเถรสมาคม

ดร.วิชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้มีการปรับจำนวนคณะผู้พิจารณา และปรับจำนวนคณะผู้พิจารณาชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ จากเดิมที่กำหนดไว้ 3 รูป เพิ่มเป็น 5 รูป และ กำหนดระยะเวลาการพิจารณาในชั้นต้น และอุทธรณ์ไว้ชั้นละ 90 วัน หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จในเวลา สามารถเสนอขอขยายเวลาได้ตามเหตุผลความจำเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เปลี่ยนจากเดิม ที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้

สำหรับผู้กล่าวหานั้น ในร่างกฎใหม่ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ทั้งฆราวาส และพระสงฆ์ สามารถยื่นฟ้องกล่าวโทษพระได้ โดยไม่ต้องมีการตีความกันอีก และสำหรับ มหาเถร สมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดของสงฆ์ ได้ระบุว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่ในด้านนโยบาย ไม่ต้องลงไปเกี่ยวข้องในด้านปฏิบัติ ร่างฉบับปรับปรุงใหม่นี้ จะเสนอให้คณะกรรมการระดับกระทรวง ซึ่งมี นายไพบูลย์ เสียงก้อง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิจารณาอีกครั้ง ก่อนนำเสนอมหาเถรสมาคม

ตามที่ทางวัดพระธรรมกาย แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่สามารถตามตัวพระ 4 รูป มาพบพนักงานสอบสวนได้ ตามที่นัดหมายนั้น

นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กรมการศาสนา กล่าวว่า หลักพระพุทธศาสนา กำหนดให้พระภิกษุสงฆ์ที่จำวัดในช่วงเข้าพรรษา ห้ามออกจากวัด ซึ่งทุกวัดมีกฎ ระเบียบ ที่เคร่งครัด ดังนั้น การที่พระของวัดพระธรรมกาย ออกจากวัดเกิน 7 วัน ถือว่า ผิดศีล และจะทำให้ลดจำนวนวันที่บวชลง

ส่วนเรื่องการจัดตั้งนิกาย หรือลัทธิ ทางวัดไม่สามารถก่อตั้งได้ เนื่องจากวัดพระธรรมกาย เกิดมาจากฐานของพระพุทธศาสนา จะต้องมีการออกจากพระพุทธศาสนาเสียก่อน และต้องใช้พื้นที่ สถานที่อื่น โดยไม่ใช่วัดพระธรรมกาย

นอกจากนี้ ในเรื่องที่พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ปฏิเสธที่จะทำรายงานการปฏิบัติหน้าที่ เสนอต่าเจ้าคณะใหญ่หนกลาง จนส่งผลให้เรื่องล่าช้า และเห็นว่า การทำงานของ มหาเถรสมาคม เป็นงานที่ละเอียดอ่อน และมีขั้นตอนมากมาย จึงต้องทำใจ แต่คิดว่า การพิจารณาในครั้งหน้า (6 ก.ย) นี้ จะมีการรับรองได้

ส่วนที่กองปราบปราม นายเพทาย มณีไพโรจน์ นายประกันของพระธัมมชโย ที่บริจาคเงินร่วมกับ นายผ่อง เล่งอี้ ไปซื้อที่ดินที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เดินทางมารับทราบ การ เลื่อนส่งตัวพระธัมมชโย และนายถาวร พรหมถาวร ให้กับอัยการ ตามกำหนดนัดหมาย เพราะสำนวนยังไม่เสร็จสิ้น โดย นายเพทาย เดินทางมาพร้อมกับนายถาวร และกล่าวว่า พระธัมมชโยไม่ได้เดินทางมาด้วย เพราะป่วยเป็นโรคท้องร่วง และโรคเบาหวาน

พล.ต.ท.วาสนากล่าวว่า ทางพนักงานสอบสวน ได้มีการนัดหมายกับนายประกัน ของผู้ต้องหา เพื่อที่จะส่งสำนวน แต่เนื่องจากสำนวนยังไม่เสร็จ จึงได้ขอเลื่อนนัดหมาย ไปก่อน นอกจากนี้ทางวัด ก็ได้แจ้งมาว่า ทนายความของผู้ต้องหาในวันนี้ ติดภาระกิจเช่นกัน

รวมทั้งตัวพระธัมมชโย ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ก็ได้แจ้งมาว่า ป่วย พร้อมกันนี้ ได้แนบใบรับรองแพทย์มายื่นให้พนักงานสอบสวนด้วย โดยแจ้งว่าท้องเสีย และมีอาการอ่อนเพลีย ซึ่งทางพนักงานสอบสวน ก็รับพิจารณา แต่ในวันนี้ ก็ได้มีการระบุเงื่อนไขให้นายประกันเพิ่มเติมว่า หากผู้ต้องหาทั้ง 2 จะย้ายที่อยู่ หรือเดินทางไปต่างประเทศ ให้นายประกัน แจ้ง พนักงานสอบสวนทันที

สำหรับความคืบหน้าในคดีดังกล่าว ทางพนักงานสอบสวน สามารถส่งสำนวนให้อัยการได้ ภายในอาทิตย์หน้า ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 ข้อหา คือ 2 ข้อหาเดิม ยักยอกทรัพย์ และ เป็นเจ้าพนักงาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ อีก 1 ข้อหา ที่แจ้งเพิ่มเติมคือ แจ้งความเท็จ ครบตามที่กรมการศาสนา ได้แจ้งความไว้ทั้งหมด

ในเรื่องพยานทั้ง 5 ปาก ของฝ่ายวัดพระธรรมกาย ที่ไม่มาตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวนนั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอบอีกต่อไป แต่จะทำรายงาน ให้อัยการ ทราบว่า ไม่สามารถที่จะติดต่อพยานได้ และคิดว่า ไม่เป็นผลดีต่อทางวัดพระธรรมกายเท่าใดนัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ พล.ต.ท.วาสนา ตอบว่า ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีแต่ผู้บังคับบัญชา กำชับมาว่า ให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เท่านั้น และขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า เรื่องนี้ ไม่มีการเมืองเข้ามากดดัน

ด้าน นายแพทย์เพทาย มณีไพโรจน์ กล่าวว่า ที่เดินทางมานั้น มาตามหมายนัดของพนักงานสอบสวน ส่วนตัวหลวงพ่อ ไม่สามารถเดินทางมาได้ เพราะมีอาการป่วย ด้วยโรค เบาหวาน และท้องเสีย มีอาการอ่อนเพลีย ตนจึงได้นำใบรับรองแพทย์มามอบให้

พ.ต.ท.จรุงวิทย์ ภุมมา รอง ผกก.3 ป. กล่าวว่า ในเบื้องต้น ทางคณะพนักงานสอบสวนคิดว่า คงป่วยจริง จึงคงยังไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหาส่งอัยการ หรือทำการสอบปากคำ เพิ่ม เติม และทางคณะพนักงานสอบสวนก็ได้รับคำยืนยันจากทางนายประกันว่า สามารถที่จะพาตัวผู้ต้องหาทั้งสอง เดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนได้ในครั้งต่อไป และคิดว่า ผู้ต้องหา ไม่หลบหลีกไปไหน

อย่างไร ก็ตาม ในวันที่จะมีการนำสำนวนส่งมอบให้อัยการนั้น ตามหลักกฎหมายแล้ว ก็ต้องมีการนำตัวผู้ต้องหาไปมอบตัวให้อัยการด้วย ถ้าหากยังบิดพริ้วอีก ทางพนักงาน สอบสวน ก็จะพิจารณาปรับเงินประกัน และออกหมายจับกุมตัวอีกครั้ง

[หน้าหลัก] [หน้า1][วิวาทะ][ปุจฉา]

1