ปีที่ 2 ฉบับพิเศษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2542
พิเศษ 3
ใครให้ทำ-ทำให้ใคร
ในระยะปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีข่าวใดที่จะนำความเศร้าสลดใจไปกว่า ข่าวกระทรวงศึกษาธิการแจ้ง ความดำเนินคดีกับ พระราช ภาวนาวิสุทธิ์ ในข้อหาเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ นอกจากนั้นยังมีข้าราชการ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องหลายคน รวมทั้ง รมช.ศึกษาฯ นายอาคม เอ่งฉ้วน เปลี่ยนหน้ากัน ออกมาแถลงข่าวในทำนองว่า หากเจ้าพนักงานสอบสวน มีดุลยพินิจไม่ให้ประกันตัว ก็ต้องสึกจากพระภิกษุ ฟังแล้วยิ่งน่าหวาด เสียวเข้าไปใหญ่ ในฐานะชาวพุทธ ย่อมไม่ตกอยู่ในมงคลตื่นข่าว เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายและหลักฐาน พยานแวดล้อมแล้ว ขัดต่อความ เป็นจริงและปกติวิสัย ดังนี้
1. ใครเป็นเจ้าของที่ดิน ต้นเหตุของเรื่องนี้เกิด จากการโอนที่ดิน ฉะนั้นต้องมาดูกันว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ซึ่งเรียกว่า ผู้ทรงสิทธิ์ ปรากฏตามเอกสารสิทธิ์ว่า เป็นของ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อันได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จากการบริจาคเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะเจาะจง ผู้บริจาค อนุญาตให้นำที่ดินไปใช้ตามอัธยาศัย หรือจะใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม (ธุดงคสถาน) จะเป็นการดีที่สุด เพราะปัจจุบันพระภิกษุผู้ปฏิบัติทางสมาธิ จะหาที่อันเป็นสัปปายะปฏิบัติธรรมนั้น หาได้ยากยิ่ง แต่มิได้มีเจตนาให้เป็นที่วัด เพื่อสร้างวัด อันมีอยู่มากมายทั่วประเทศ ที่ดินอันพระราชภาวนา วิสุทธิ์ได้รับริจาคมานั้น ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1623 ให้การคุ้มครองสมบัติของพระไว้อย่างเด่นชัด และรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ให้คุ้มครองสิทธิ์ ดังกล่าวตาม มาตรา 27 มาตรา 48 จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ดังกล่าวเพียงผู้เดียว โดยถูกต้องตามกฎหมายทั้งปวง และมีสิทธิ์จะมอบหรือ ไม่มอบให้ใครก็ได้ทั้งสิ้น แต่ท่านก็ได้มีจิตศรัทธา โอนที่ดินดังกล่าวให้กับวัดพระ-ธรรมกาย (ปรากฏตามหนังสือแสดงเจตนาเรื่องที่ดิน) และตัว แทนผู้โอนคือ นายมานิต รัตนสุวรรณ
2. ใครเป็นผู้รับโอน ผู้มีส่วนได้เสียในผลประโยชน์โดยตรงก็คือ วัดพระธรรมกาย และไม่เคยปรากฏว่ากรรมการวัดพระธรรมกาย ได้มีการ ฟ้องร้องเรียก สิทธิ์การครอบครองที่ดินใดๆ กับพระราชภาวนาวิสุทธิ์มาก่อนเลย เมื่อวัดพระธรรมกายได้รับหนังสือ แสดงเจตนาดังกล่าวตาม (1) วัดพระธรรมกาย จึงเป็นคู่ สัญญาเพียงผู้เดียว ตามหลักแห่งการทำนิติกรรม (ปพ.มาตรา 149) โดยมีตัวแทนวัดพระธรรมกายผู้รับโอนคือ นาย วิระศักดิ์ ฮาดดา เป็นคู่สัญญา
3. กรมศาสนา และ รมช.ศึกษาฯ คือฐานะอะไร เป็นธรรมชาติ และเป็นธรรมดาที่ประชาชน และสังคมต้องเชื่อถือ ในการแถลงข่าวของ ข้าราชการ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง การแถลงข่าวของกรมการศาสนา ระบุว่า ได้รับมอบอำนาจให้ทำการ แทนวัดพระธรรมกาย โดยการแสดงเอกสาร (หนังสือแสดงเจตนาเรื่องที่ดิน) โดยอ้างว่าเป็น หนังสือมอบอำนาจ ซึ่งโดยความเป็นจริงนั้น วัดพระธรรมกาย ไม่เคยมอบอำนาจให้กรมการศาสนา ทำนิติกรรมใดๆ แทนเลย เอกสารที่กรมศาสนานำมาแสดงนั้น เป็นเพียงเอกสารให้กรมศาสนานำหนังสือแสดงเจตนานั้น เสนอต่อมหาเถรสมาคม เพื่อใช้ในการประชุม ฉะนั้นโดยความเป็นจริงและข้อแท้จริง กรมศาสนาจึงไม่มีหน้าที่ใดๆ ตามกฎหมาย ที่จะทำการแทนวัดพระธรรมกาย ด้วย ประการทั้งปวง มีฐานะเป็นเพียงพยาน เท่านั้น เพียงทำหน้าที่ประสานงาน และอำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาเมื่อร้องขอ โดยเฉพาะ นายอาคม เอ่งฉ้วน ไม่ปรากฏมีฐานะใดๆ ทางกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมการโอนที่ดินเลยในทุกกรณี
4. ใครให้ทำ ตามที่ได้กล่าวมาใน (1) (2) และ (3) จะเห็นได้ชัดว่า คู่สัญญาในการโอนที่ดินนี้จะมีอยู่แค่บุคคล 2 คนเท่านั้นคือ ฝ่ายผู้โอน คือ นายมานิต รัตนสุวรรณ ตัวแทนของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ และ นายวิระศักดิ์ ฮาดดา ตัวแทนของ วัดพระธรรมกาย ไม่ปรากฏว่ามีการแต่งตั้งใดๆ เป็นทางการ จากวัดพระธรรมกาย ให้กรมการศาสนาทำการแทนทั้งสิ้น หาก เรามองดูเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ท่านผู้อ่านเป็นคนไปซื้อที่ดิน จากบริษัทผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ท่านผู้อ่านก็จะเป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้รับโอน บริษัทผู้ขายก็คือคู่สัญญาฝ่ายผู้โอน การตกลงว่า จะโอนกันแบบไหน ช้า หรือเร็ว เป็นเรื่องของการยอมรับเงื่อนไข ซึ่งกันและกันระหว่าง ผู้โอนกับผู้รับโอน คนอื่นไม่เกี่ยว เมื่อพิจารณาตามเอกสารบันทึกการหารือ เกี่ยวกับการโอนที่ดิน วันที่ 1 มิ.ย. 2542 จะเห็นได้ว่า นี่คือเงื่อนไขระหว่างคู่สัญญา ที่จะตกลงกัน ผู้ได้ประโยชน์คือวัดพระธรรมกาย ซึ่งตัวแทน วัดพระธรรมกาย ก็ได้ลงนาม ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลง ในการรับโอนที่ดิน อันจะได้รับบริจาคจาก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ โดยตัวแทนลงนามแทน ถูกต้องครบถ้วน ตามหลักนิติกรรม มี 1. นายพิภพ กาญจนะ 2.นายเชลียง เทียมสนิท 3. นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิสุทธิ์ 4. นางจุฬารัตน์ บุญยากร เจ้าหน้าที่ของกรมการศาสนา ลงนามเป็นพยาน ซึ่งไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องสิทธิ์ใดๆ กับคู่สัญญาทั้งสอง
ในระยะเวลาต่อมา ได้มีการแถลงข่าวของเจ้า หน้าที่กรมการศาสนา และ รมช.ศึกษาฯ ปรากฏต่อสื่อมวลชนว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พยายามบ่ายเบี่ยง จะไม่ยอมโอนที่ดินให้ ตามที่ให้สัญญาไว้ หากไม่เป็นไปตามสัญญา ต้องจัดการกล่าวโทษ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ตามที่ได้ กล่าวไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอยู่ในฐานะพยาน และ รมช.อาคมฯ ยิ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้รับมอบหมายจาก ผู้จะต้องได้ รับประโยชน์คือ วัดพระธรรมกาย แต่ใครให้ทำหน้าที่ออกมา ทวงสิทธิ์ในการโอน หรือจำนวนที่ดินที่ต้องโอน การเรียกเอาโฉนดจาก พระราช ภาวนาวิสุทธิ์ โดยไม่มีอำนาจ ทางกฎหมาย รวมทั้งการให้นำโฉนดทั้งหมดมาให้กับกรมศาสนา ลักษณะการกระทำดังกล่าวนี้ เป็นไปโดยพลการ ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากกล่าวกันตามกฎหมายแล้ว เรื่องภายในวัดหรือผลประโยชน์ของวัดนั้น เป็นเรื่องของเจ้าอาวาสทั้งสิ้น ปรากฏคำ พิพากษา ฎีกา ที่ 763/2513 เรื่อง พรบ.คณะสงฆ์เรื่องการจัดการวัด ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่า เรื่องการบำรุงรักษาวัดนั้น กฎหมายให้อยู่ในอำนาจ และ หน้าที่ของเจ้าอาวาสโดยเฉพาะ บุคคลอื่นใดหามีสิทธิ์ที่จะอาจเอื้อมเข้าไปจัดการโดยพลการไม่...
ดังนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาอันเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา จึงมิชอบด้วยกฎหมาย ด้วยประการทั้งปวง และทั้งๆ ที่กรมการศาสนา มีประสบการณ์และชำนาญ ในด้านเกี่ยวกับงานสงฆ์อยู่แล้ว เหตุใดจึงอาจกล่าวว่า ไม่ทราบในกรณีนี้ ทำในฐานะอะไร ใครให้ทำ
วันที่ 10 มิ.ย. 2542 นายมานิตฯ ตัวแทนพระ-ราชภาวนาวิสุทธิ์ คู่สัญญาฝ่ายผู้โอน ได้นำโฉนดที่ดินจำนวน 300 กว่าไร่ เพื่อนำมามอบให้ นายวิระศักดิ์ฯ ตัวแทนวัดพระธรรมกาย คู่สัญญาฝ่ายผู้รับโอน โดยมี เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา สักขีเป็นพยาน
แต่ รมช.ศึกษาฯ ซึ่งไม่มีฐานะทางกฎหมายใดๆ อันเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรม ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้แจ้ง ความเท็จ กระทำผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้ (กับใคร ???) ซึ่งการโอนที่ดินนี้จะต้องโอนทั้งหมด เท่ากับจำนวนโฉนดที่ได้นำมามอบให้ไว้คือ 1,747 ไร่ ไม่ใช่โอนเพียง 300 กว่าไร่ อย่างนี้ รับโอนไม่ได้
ตามความจริงแล้ว บุคคลที่จะรับโอนหรือไม่ คือหน้าที่ของตัวแทนวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ จาก การทำนิติกรรมการโอนที่ดินครั้งนี้ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่ได้มีการโอนที่ดินใดๆ เกิดขึ้น
วันที่ 11 มิ.ย. 2542 นายอาคมฯ รมช.ศึกษา ได้มีคำสั่งให้ นายพิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา ไปแจ้งความกล่าวโทษ ซึ่งนายพิภพ กาญจนะ ได้มอบหมายให้นายเชลียง เทียมสนิท ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไปแจ้งความกล่าวโทษพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของที่ดินโดยชอบ และมีจิตเจตนาจะบริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย ต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่กองปราบปราม ว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ไม่ยอมโอนที่ดินให้กับวัดพระ ธรรมกาย ทั้งๆ ที่ตนเอง (นายเชวงฯ) มีชื่อเป็นเพียงพยาน (ปรากฏตามเอกสาร) มิได้เป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด และไม่มีฐานะใดๆ ทางกฎหมาย อันอาจยกกล่าวอ้าง ในการร้องทุกกล่าวโทษทั้งสิ้น ดังได้กล่าวไปแล้ว และนี่คือ เรื่องแปลกแต่จริง
5. ทำให้ใคร สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวพุทธก็คือ เจตนาของผู้กระทำคือ นายอาคม เอ่งฉ้วน มีเจตนาประสงค์ต่อผลอย่างไร หากพิจารณาว่า ต้องการให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ โอนที่ดินให้กับวัดพระธรรมกายให้หมด เท่าที่มีอยู่ในชื่อของท่านนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร เนื่องจากทางกฎหมายนั้น ทรัพย์สินอันเป็นสมบัติของพระนั้น หากมีการสิกขาลาเพศ จากการเป็นพระภิกษุแล้ว ทรัพย์สินนั้นก็มิใช่จะตกเป็น ของวัด ยังเป็นสมบัติของผู้นั้นต่อไป ตามมาตรา 1623 และมีการสร้างกระแสโดยการแถลงข่าวว่า เป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน หากไม่ให้ ประกันตัวก็ต้องสึก และหากมีการลาสิกขา คือสึกจริง วัดพระธรรมกายอาจจะไม่ได้รับโอนที่ดินเลย แม้แต่สักแปลงก็ได้ เพราะเป็นสิทธิ์อันชอบ ธรรมตามกฎหมายของ พระราชภาวนาวิสุทธิ์อีกด้วย ฉะนั้น ข้ออ้างว่า การแจ้งความกล่าวโทษเพื่อให้มีการโอนที่ดิน เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เป็นการแจ้งความด้วยความสุจริตว่า จะให้มีการโอน แต่เจตนาแท้จริงคือ ต้องการให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์สึกจากพระภิกษุ ไม่มีเหตุผลใด มากไปกว่านั้น เพราะ
1. ตามหนังสือแสดงเจตนาเจตนาเรื่องที่ดินในนามส่วนตัว ไม่ได้ระบุว่าโอนเมื่อใด
2. สัญญานี้ได้ทำระหว่างพระภาวนาวิสุทธิ์กับวัด พระธรรมกาย ไม่ได้ทำกับกรมการศาสนา
3. มติมหาเถรสมาคมซึ่งนายอาคมฯ กล่าวถึงนั้น ไม่ได้ระบุว่า ให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ต้องโอนที่ดินให้แก่วัดแต่อย่างใด (เพราะจะขัดต่อ ปพ.1623)
4. การละเมิดพระธรรมวินัยมิได้เกิดขึ้น เพราะการให้เป็นไปตามคำยินยอมของผู้บริจาค เป็นหน้าที่ของพระภิกษุที่จะต้องรักษาศรัทธา (เจตนาเดิม) ของผู้บริจาคตามพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นวัตรปฏิบัติแห่งสงฆ์โดยปกติ
5. การเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ได้มีคำพิพากษา ฎีกาที่ 259/2509 เรื่องพระราชบัญญัติ แม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 45 จะบัญญัติให้ถือว่า พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ในการปกครองคณะสงฆ์ เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญาก็ดี ก็มีแต่อำนาจสอบสวนอธิกรณ์ และสั่งลงโทษเฉพาะแต่พระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเท่านั้น ฯลฯ
6. ตามคำสั่งของนายอาคมฯ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 27, 38, 48 ทำให้นิติกรรมใดๆ อันจะกระทำลงไป เป็นโมฆะ
จากที่กล่าวมาแล้วนี้จะเห็นได้ว่า นายอาคม เอ่ง ฉ้วน ถือว่า เป็นบุคคลที่ไว้วางใจของประชาชน จึงได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความรู้ความสามารถ มีสติสัมปชัญญะเป็นเลิศ จนได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล ให้เป็นรัฐมนตรีทำหน้าที่ดูแลกำกับและ บริหารงานใน กระทรวง ศึกษาธิการ และมีกรมการศาสนา ซึ่งดูแลงานด้านศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นหน่วยงานใต้บังคับบัญชา เป็นข้าราชการรับเงิน เดือนประจำ ตามวิธีงบประมาณ จัดเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย
ในทุกสัปดาห์ รัฐบาลจัดให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อรับรู้แนวนโยบายปฏิบัติ ซึ่งนายอาคมฯ ย่อมต้องรับรู้ข้อมูลใดๆ อันเกี่ยวข้อง ด้วยงานภายใต้การบริหารของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีวัดพระธรรมกายเป็นที่สนใจของประชาชนและประชาชาติ เป็น เหตุที่เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง มาเกินกว่าครึ่งปี จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่ได้รับรู้ใดๆ
เมื่อ 24 พ.ค. 2542 ที่นายสหัสชัย โภคสมบัติ ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ในกรณีให้มีการสอบสวน พระลิขิต แม้นายอรรคพล สรสุชาติ โฆษกรัฐบาล อันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ยังทราบเรื่องดี ปรากฏเป็นหลักฐานต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 4 มิ.ย. 2542 ได้มีหนังสือร้องเรียนมายังนายอาคมฯ หมายเลข 820 ให้สั่งการสอบสวนกรณีเดียวกัน ซึ่งเท่ากับนายอาคมฯ ได้รับแจ้งความเป็นหลักฐานแล้ว ทั้งสิ้น
ในฐานะของเจ้าพนักงานอันมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งทางกฎหมาย และเป็นรับผิดชอบกรณีพิเศษ จากคณะรัฐมนตรี ควรที่จะสั่งการ ให้หน่วยงานใต้บังคับบัญชาโดยตรงซึ่งปฏิบัติ งานร่วมกันมาตลอด สอบสวนดำเนินการ หาข้อเท็จจริงจึงจะชอบ แต่ก็มิได้กระทำเช่นนั้น อัน วิญญูชน ผู้มีหน้าที่รับมอบหมายพึงกระทำ แสดงให้เห็นถึงเจตนาอันมิชอบ และ กรณีที่ต้องสอบสวนนั้น จะเป็นการป้องกันการเสื่อมเสียต่อ องค์ประมุขแห่งสงฆ์ และความเสียหายแก่สังฆมณฑลทั้งประเทศ อันมีผลกระทบไปสู่ความมั่นคงของสังคม ประเทศชาติ และประชาชนผู้เป็น พุทธศาสนิกชน เนื่องเพราะพุทธศาสนา เป็นสถาบันหลักของประเทศ
การใช้อำนาจหน้าที่ขอแถลงข่าวใดๆ อันเป็นการข่มขืนใจให้ พระราช ภาวนาวิสุทธิ์ ยอมมอบโฉนดที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินให้ ทั้งๆ ที่ตน ไม่มีฐานะทางนิติกรรมใดๆ แม้กระทั่ง มีส่วนได้ส่วนเสียในการโอนสิทธิ์ การครอบครองที่ดินดังกล่าว แต่กลับให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ไปแจ้งความ กล่าวโทษ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จึงเป็นการกระทำตรงกันข้าม กับสิ่งอันเจ้าพนักงานพึงกระทำโดยชอบ ด้วยตำแหน่งและหน้าที่
ฉะนั้น การกระทำทั้งสิ้นของนายอาคม เอ่งฉ้วน และพวก ในกรรมเดียวนี้อาจปรับเข้าครบองค์ประกอบ แห่งความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา ได้หลายสถาน เช่น มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามา ให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพัน บาท หรือประหารชีวิต
เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็เกิดคำถามขึ้นในใจของท่านผู้อ่านว่า
แล้ว นายอาคมฯ ทำไปทำไม เพื่ออะไร ใครให้ทำ-ทำให้ใคร
ก็นั่นน่ะซิ ผมเอง ก็สงสัยเหมือนกันนั่นแหละ???
เบญจ์ บาระกุล