ปีที่ 7 ฉบับที่ 663 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2542

สหัสวรรษที่ 3

ข้อเท็จจริงกรณีวัดพระธรรมกาย

กับความอยู่รอดของคณะสงฆ์ไทย (3)

สถาบันพุทธศาสนากับการเมือง

ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 ได้มีความพยายามให้บรรจุ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งพุทธศาสนิกชนไทย คงจะจำได้ดี ถึงการรณรงค์ในเรื่องนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด

เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ปรากฏว่า พระพุทธศาสนามิได้เป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มาแต่ โบราณกาล ตั้งแต่ตั้งประเทศสมัยสุโขทัย

ในยุครัตนโกสินทร์ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 สมเด็จพระปิยมหาราช ได้มีพระบรมราชโองการ เป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งบรรจุศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ ปรากฏไว้ในตราแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นตราหน้าหมวกตำรวจแห่งชาติ และตราของคำพิพากษา (ความหมาย คำอธิบาย ภายในดวงตรา ให้ค้นคว้าได้ที่ กองอาญาสิทธิ์ สำนักพระราชวัง)

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในพระอาญาของพระองค์ท่าน ยังได้ระบุถึงข้าราชการไทย ต้องนับถือศาสนาพุทธเท่านั้น ยกเว้น ที่ท่านโปรดเกล้า ด้วยพระองค์เอง เป็นกรณีพิเศษ แต่เหตุไฉนในรัฐธรรมนูญของชาติ จึงไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ถือว่า เป็นการละเมิด หมิ่นพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่??? เพราะพระบรมราชโองการพระมหากษัตริย์ ถือเป็นกฎหมาย จะยกเลิกโดยปริยายมิได้

คำตอบก็คือ ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้คัดค้านในเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์ และประธานผู้นี้ครั้งหนึ่ง ก็เป็นผู้ที่ถูกทางราชการระบุว่า มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อชาติ ต้องหลบหนีออกนอกประเทส และที่สำคัญคือ นับถือศาสนาคริสต์ ประกอบกับสมาชิกสภาร่างส่วนใหญ่ และนักการเมืองขณะนั้น ส่วนใหญ่ อดีตเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับ การอบรมอุดมการณ์ต่อต้านพุทธศาสนา ว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นยาเสพติด

จนกระทั่ง มหาเถรสมาคมในสมัยก่อน ต้องจัดคณะพระธรรมฑูต ออกสู่ประชาชนในชนบท เพื่อดึงประชาชนกลับ จึงจะเห็นว่า เมื่อร่าง รัฐธรรมนูญสภา จึงไม่มีผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล (ปี 2540) ผู้ใดออกมาคัดค้าน ที่รัฐธรรมนูญ ไม่บรรจุศาสนาพุทธ เป็น ศาสนา ประจำชาติ

ผลประโยชน์ของกลุ่มนอกศาสนา กับนักการเมือง

ในการออก พระราชบัญญัติ แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ในพ.ศ. 2535 เป็นการแก้ไขในเรื่องของ มูลนิธิ และ สมาคม โดยเฉพาะ ผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ ในขณะนั้น คือ คนๆ เดียวกับผู้ที่ไม่ยอมให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นคริสเตียน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ (พ.ศ.2542) เขาผู้นี้ เป็นผู้มีอิทธิพลต่อพรรคการเมือง ซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีคลัง ซึ่งดูแล ทางด้านการเงินและเป็นผู้ดำเนินการวางแผนเศรษฐกิจไทย ก็เป็นคริสเตียน และเวลากำจัดพุทธศาสนาก็มาถึง

พรบ. ดังกล่าวนั้นมีชื่อว่า "พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่" สาระ สำคัญอยู่ที่ มาตรา 8 และมาตรา 11 ของ พรบ.นี้ว่า

มาตรา 8 "ให้บรรดา สมาคม ที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นสมาคมตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

สมาคมใด ที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อว่า "สมาคม" ประกอบ กับชื่อของสมาคม ให้ยื่นคำขอแก้ไขข้อบังคับของสมาคมให้ถูกต้อง ตามมาตรา 80 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ... ฯลฯ

มาตรา 11 "ให้บรรดา มูลนิธิ ที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นมูลนิธิตาม พระราชบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ตรวจชำระใหม่... ฯลฯ

มูลนิธิใด ที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิได้ใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า "มูลนิธิ" ประกอบ กับชื่อของมูลนิธิ ให้ยื่นคำขอแก้ไขข้อบังครับของมูลนิธิให้ถูกต้องตามมาตรา 113... ฯลฯ

จึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การแก้ไขพรบ.นี้ จะมุ่งตรงไปที่ "สมาคม" และ "มูลนิธิ" เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า สมาคมและมูลนิธิ ส่วนใหญ่นั้น จะเป็นไปเพื่อการกุศล โดยเฉพาะมูลนิธิทางพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเป็นของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งจะมีสมาคมพุทธศาสนามากกว่า 3,000 แห่ง และเมื่อมีการจัดระบบ สมาคม และมูลนิธิใหม่แล้ว ยังจัดระบบการโอนสิทธิ์ หรืออำนาจในการทำเอกสารต่างๆ ของสมาคม และมูลนิธิใหม่ ทั้งหมดอีกด้วย และไม่ปรากฏเหตุผลการแก้ไขใด ๆ ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้

"มาตรา 4 เอกสารที่มีการใช้ตราประทับแทนการลงลายมือชื่อตาม มาตรา 9 วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ ก่อนการ แก้ไข เพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งได้กระทำขึ้น ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีผลสมบูรณ์เสมือนกับลงลายมือชื่อต่อไป"

และเมื่อตามไปดู มาตรา 9 วรรค 2 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ บรรพ 1 หลักทั่วไปลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ก็จะพบว่า

มาตรา 9 ... ฯลฯ

"ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงใด ตราประทับ หรือ เครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น ที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยาน ลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้ว ให้เสมอกับลงลายมือชื่อ" ... ฯลฯ

นี่คือกฎหมายอนุญาตให้ปลอมลายเซ็นต์ได้นั่นเอง หมายความว่ายังไง?? ก็หมายความว่า เมื่อประทับตราวัด หรือมูลนิธิแล้ว นายหมู นายแมว ลงนามเป็นพยาน เอกสารที่ประทับตรานั้น ถือว่า ถูกต้องตามกฎหมาย ... งงไหมครับ อย่างงเลยครับ เขาแก้กฎหมาย มาล้มวัด โดยเฉพาะ ???

เบ็ญจ์ บาระกุล (แทน)

[หน้าหลัก] [ปุจฉา] [สหัสวรรษ]

1