ปีที่ 2 ฉบับที่ 584 วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2542 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล

รายงาน

ไขปริศนา

วัดพระธรรมกาย

1. วัดพระธรรมกายคิดว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้สังคมไทยดีขึ้น

การทำให้สังคมไทยดีขึ้น ต้องมองว่าเป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคน อย่าเกี่ยงให้เป็นหน้าที่ของวัด ของโรงเรียน ของสื่อมวลชน ของรัฐบาล หรือของคนใดคนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว ทุกคน ทุกหน่วยงาน จะต้องช่วยกัน ทำหน้าที่ของตน ถ้าทุกคนเอาแต่หวัง อยากให้สังคมไทยดี แต่ไม่ได้ลงมือกระทำ สังคมก็คงไม่ดีขึ้นได้ และอย่าเพิ่งไปท้อใจแต่ต้นว่า เป็นปัญหาใหญ่ ลำพังตัวเรา คงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้ เลยไม่ยอมทำอะไร ขอให้คิด แล้วลงมือทำอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง คนดีๆ เขาเห็นประโยชน์ เขาก็จะมาช่วยกัน ถ้าทุกคนคิด แล้วทำอย่างนี้ ช่วยกัน คนละไม้ คนละมือ สังคมไทยก็จะดีขึ้น อย่างแน่นอน

ในส่วนของการปลูกฝังศีลธรรมนี้ แน่นอนว่า พระภิกษุสงฆ์และวัด เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ถ้าวัดทั้ง 30,000 กว่าวัด พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 300,000 กว่ารูป ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันเผยแผ่ พระพุทธศาสนา อย่างจริงจัง ก็คงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ศีลธรรมของคน ในสังคมดีขึ้น ทำให้ผู้คนมีศีลธรรม มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว ประจำจิตใจ ไม่สร้างความเดือดร้อน ให้แก่สังคม วัดพระธรรมกาย ในฐานะวัดๆ หนึ่งในประเทศไทย ก็ได้พยายาม ทำหน้าที่ของตน ในส่วนนี้ อย่างเต็มกำลัง มาตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ให้การศึกษาอบรม พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาของวัด ทั้งในด้านปริยัติ และปฏิบัติ และให้ช่วยกันอบรม สั่งสอน ศีลธรรมแก่ประชาชน ชักชวนประชาชน เข้าวัด ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา จัดกิจกรรม การปลูกฝังคุณธรรม ทั้งในและนอกสถานที่ มากมายหลายอย่าง

ผลของการทุ่มเท อุทิศชีวิต ทำงานอย่างจริงจัง มาตลอด 29 ปี วัดก็ทำงานได้ผลในระดับหนึ่ง มีประชาชนสนใจเข้าร่วมกิจกรรม อบรมคุณธรรมจำนวนมาก แต่ทางวัดตระหนักดีว่า การปลูกฝังคุณธรรม แก่ประชาชนทั้งแผ่นดิน เป็นงานใหญ่ ต้องให้วัดทุกวัดในประเทศไทย ร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน ดังนั้นวัดพระธรรมกาย จึงได้เชิญชวน ให้มาร่วมกันสร้างกระแส ของการทำความดี ให้เกิดขึ้น โดยในวันสำคัญ ทางศาสนา ได้นิมนต์ พระภิกษุสงฆ์ ครั้งละเป็นจำนวนพัน จากทั่วประเทศมาอยู่ธุดงค์ ปฏิบัติธรรม รับฟังโอวาทจาก พระเถระ ผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ โดยได้ทำมาเป็นเวลา 13 ปีเต็ม

เพราะมุ่งหวังตั้งใจว่า พระทุกรูป จะได้เป็นเนื้อนาบุญ ให้กับสาธุชน ที่มาร่วมงาน และเมื่อทุกรูป ได้เห็น กิจกรรมทั้งหมดแล้ว จะได้เกิดความเชื่อมั่นว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นของดีจริง ถ้าตั้งใจศึกษา และเผยแผ่ อย่างจริงจังแล้ว ประชาชนจะให้ความสนใจ โดยไม่จำเป็น ต้องอาศัยมหรสพ ดนตรี คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ มารวมคน เพราะการเทศนาธรรม และสอนทำสมาธิ ก็สามารถ รวมชาวพุทธได้ พระภิกษุรูปใด ต้องการทราบวิธีการทำงาน ของวัดพระธรรมกาย ก็ถ่ายทอดให้กันอย่างเต็มที่ เพราะหวังว่า ท่านจะได้กลับไปพัฒนาวัด และท้องถิ่นของตน

เมื่อทุกวัดในประเทศไทย ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำงานอย่างนี้ วัดก็จะเป็นที่พึ่ง ของชาวพุทธ ได้อย่างแท้จริง พระพุทธศาสนา ก็จะเจริญขึ้น สังคมไทยเราก็จะดีขึ้น

2. เคล็ดลับความสำเร็จของวัดพระธรรมกายคืออะไร

ทำไมจึงมีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาเข้าวัด ปฏิบัติธรรมกันมาก

เงื่อนไขที่ทำให้วัดพระธรรมกาย ทำงานด้านการอบรม ศีลธรรมได้ผลมาบ้าง ในระดับหนึ่ง นั้น อาจสรุปได้ 4 ประเด็นดังนี้

1. มีอุดมการณ์ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโย ท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และหมู่คณะรุ่นบุกเบิก ได้ตั้งปณิธานร่วมกันไว้ว่า จะสร้างพระให้เป็นพระ สร้างวัดให้เป็นวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ สำหรับสร้างคนให้เป็นคนดีของสังคม พระทุกรูป บวชเพราะมีความตระหนักซาบซึ้ง ในคุณของพระรัตนตรัย และเมื่อบวชแล้ว ก็ตั้งใจบวชอุทิศชีวิตให้พระพุทธศาสนา ไม่คิดลาสิกขา หมู่คณะที่ตามมา ในรุ่นหลังๆ ก็มีอุดมการณ์ ในทำนองเดียวกัน ปัจจุบัน วัดพระธรรมกาย มีบุคลากรประจำคือ พระภิกษุ สามเณร จำนวนพันเศษ อุบาสก อุบาสิกา ศิษย์วัด ประมาณ 700 คน คนเกือบ 2,000 คน ที่มีอุดมการณ์เหมือนกัน ที่จะสร้างคนดีให้กับสังคม ทุ่มเททำงานสัปดาห์ละ 7 วัน โดยไม่มีวันหยุด เมื่อรวมกับกำลัง ของญาติโยมสาธุชน ที่มีศรัทธา เห็นประโยชน์ เห็นความตั้งใจจริงของวัดแล้วก็สามารถทำงานได้มาก

2. ทำงานจริง พัฒนางานตลอด เมื่อเริ่มสร้างวัด เมื่อ 30 ปีก่อนโน้น หมู่คณะรุ่นบุกเบิก เป็นพระหนุ่ม คนหนุ่ม ส่วนใหญ่มีอายุเพียง 20 ปีเศษ ยังมีประสบการณ์น้อย แต่มีความตั้งใจมุ่งมั่น จริงจัง ที่จะปฏิบัติฝึกฝนตนเอง และเผยแผ่ธรรม ก็ทำงานมา แบบลองผิดลองถูก ทำไปแล้ว ผลไม่เป็นอย่างที่คิด ก็มาก แต่ก็ไม่ท้อถอย พยายามสรุปผล และปรับปรุงพัฒนางาน มาโดยตลอด เรียนรู้ จากการทำงานจริง ประสบการณ์ เป็นตัวสอนเรา ให้สามารถพัฒนางานให้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น โดยมีคติในการทำงานของวัดอยู่ว่า "ไม่ได้ไม่มี ไม่ดีไม่ได้ ต้องได้และดี ให้ดีกว่าดีที่สุด" โดยเราถือว่าการทำงานของศาสนาให้ดี เป็นแบบอย่างได้นั้น เป็นการแสดงถึงความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างหนึ่ง

3. เปิดกว้างรับฟังความเห็นของทุกคน ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด เนื่องจากประสบการณ์ของเรามีน้อย จึงพยายามไปศึกษาดู จากวัดต่างๆ ที่ตั้งมานานแล้วทั้ง 70 กว่าจังหวัด ในยุคนั้น หมู่คณะรุ่นบุกเบิก เดินทางไปดูมา เกือบทั่วทุกจังหวัด ยกเว้นแม่ฮ่องสอน จังหวัดเดียว เพราะ การคมนาคมไม่สะดวก ที่ไหน ได้ยินเสียงเล่าลือว่า มีดีอะไร ก็ไปดู ไปศึกษามาหมด พยายามศึกษารวบรวมข้อดีของวัดต่างๆ มาเป็นแบบอย่าง ในการสร้างวัด ติดปัญหาอะไร ก็มักไปกราบขอคำแนะนำ จากพระเถระผู้ใหญ่ หลายๆ รูป ซึ่งท่านเห็นความตั้งใจจริง ในการทำงาน ก็เมตตาแนะนำสั่งสอนมาโดยตลอด ปัจจุบัน แม้งานของวัด จะพัฒนามาได้ในระดับหนึ่ง แต่ทางวัดก็ยังคงเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น ในการทำงาน จากทุกฝ่ายเสมอมา แม้ญาติโยมสาธุชนที่มาวัด ใครมีความสามารถด้านใด มีความเชี่ยวชาญ มีความเห็นอย่างไร ทางวัดก็รับฟัง และขอให้มาช่วยกันทำงาน พัฒนางานไป ความสำเร็จของวัดพระธรรมกายในปัจจุบัน จึงมาจากการร่วมแรงร่วมใจ รวมสติปัญญา ความสามารถของบุคคลต่างๆ จำนวนมาก

4. ทำงานเป็นทีม ไม่ยึดติดตัวบุคคล จะสังเกตเห็นว่า วัดต่างๆ ที่มีชื่อเสียงขึ้นมา ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะ มีเจ้าอาวาสเป็นพระภิกษุ ที่ได้รับความเคารพเลื่อมใส จากประชาชน ประชาชนจะรู้จักพระ มากกว่ารู้จักวัด พูดง่ายๆ ว่า "หลวงพ่อดัง มากกว่าวัดดัง" เมื่อพระภิกษุที่ได้รับ ความเคารพศรัทธานั้น มรณภาพไป วัดนั้นก็ซบเซาไป บางทีเกือบกลายเป็นวัดร้างไปเลย ก็มี แต่วัดพระธรรมกาย เน้นการทำงานเป็นทีม มีคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมา ช่วยกลั่นกรองงาน ก่อนถึงการตัดสินใจของเจ้าอาวาส ในขั้นสุดท้าย มีการกระจาย การทำงานเป็นระบบ ทำให้สามารถทำงาน ได้กว้างขวาง มีประสิทธิภาพ ทุกคนสามารถ ใช้ศักยภาพของตนเอง ในการทำงาน ได้อย่างเต็มที่ เราพยายาม สร้างระบบงาน ให้ไม่ยึดติดตัวบุคคล เพื่อว่า แม้เจ้าอาวาส และหมู่คณะรุ่นบุกเบิก ละโลกไปแล้ว ระบบงานต่างๆ ก็ยังอยู่ และวัดก็ยังคง สามารถทำหน้าที่ เผยแผ่คุณธรรม แก่ประชาชนได้ตลอดไป

ด้วยเหตุนี้เองจะเห็นได้ว่า สำหรับวัดพระธรรมกายแล้ว ประชาชนจะรู้จักชื่อวัด มากกว่าชื่อเจ้าอาวาส คือ "วัดดัง มากกว่าหลวงพ่อดัง"

ไอ้ทิด

1