ปีที่ 2 ฉบับที่ 581 วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2542 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 ปีขาล
ประวัติพระบานเย็นแสบ
ถูกจับติดคุกนาน 5 ปี ข้อหาแรง บุกเผาวัด
วัดธรรมกาย ร่อนหนังสือ ชี้แจงกรณีที่ดินชาวนา ยืนยันทำถูกฎหมายทุกขั้นตอน และคดีต่างๆ ได้เสร็จสิ้น ไปหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องเก่า เผย พระบานเย็น สมัยเป็นฆราวาส เคยนำพรรคพวก บุกเข้าไป เผากุฏิ และศาลาปฏิบัติธรรมในวัด แถมกล่าวใส่ร้ายวัดกลางท้องสนามหลวง จนถูกตำรวจจับกุมติดคุกไป 5 ปี 6 เดือน ด้าน ผ่อง เล้งอี้ เตรียมทนายฟ้อง นสพ. แล้ว ตรวจบันทึก ไม่เห็นมีชื่อ นสพ. เอาไปลงได้อย่างไร
นายผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ตนยังคงยืนยันจะฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ และ สยามรัฐ เหมือนเดิม ตอนนี้กำลังให้ทนายความดูเรื่องอยู่ และจะไม่ยอมประนีประนอมเด็ดขาด เพราะต้องการ ให้เป็นบรรทัดฐานสืบไปในอนาคต
การที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า ตนไปโกงชาวนา ทั้งๆ ที่ในการแจ้งความที่กองปราบปราม ไม่มีชื่อของตน ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด แสดงว่า หนังสือพิมพ์ดังกล่าว จงใจใส่ร้ายตนให้เกิดความเสียหาย ไม่ทราบว่า ไปลงข่าวกัน ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีความเป็นจริงแม้แต่น้อย
ด้านมูลนิธิธรรมกาย พระปลัดสุธรรม สุธัมโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิธรรมกาย ได้ชี้แจง เรื่องที่ดินไปยังสื่อมวลชนฉบับต่างๆ ในเอกสารชี้แจง ฉบับที่ 3/2542 ระบุว่า ตามที่ สื่อมวลชนหลายฉบับ ได้รายงานข่าวว่า พระบานเย็น ชินวโร (ดวงระยศ) พร้อมชาวบ้าน 20 คน ได้ร้องทุกข์ต่อ กองปราบปราม แจ้งคามดำเนินคดีกับ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ และคณะ ในข้อหาร่วมกัน หลอกลวงฉ้อโกงชาวนา ที่เช่านาจากกองมรดก พร้อมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 5 ข้อ มีเรื่องละเมิด พ.ร.บ. เช่าที่ดิน พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดิน และหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ เป็นต้น
มูลนิธิธรรมกาย ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเป็นข้อกล่าวหา เดิมๆ โดยบุคคลกลุ่มเดิม ซึ่งเคยมีการตรวจสอบชี้แจง และดำเนินคดี มีหลักฐานเป็นที่ยุติแล้ว ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2536 ดังมีข้อความจริงพึงทราบดังนี้
มูลนิธิธรรมกาย ได้ซื้อที่ดินมาจากกองมรดกของ ม.ร.ว.สุวพันธ์ สนิทวงศ์ ตั้งแต่ปี 2526 จำนวนทั้งสิ้น 2,000 ไร่เศษ เพื่อจัดสร้างเป็นธุดงคสถาน โดยได้ดำเนินการบอกเลิกการเช่านา กับผู้เช่านา ทั้งหมด 64 ราย โดยถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 27, 31 (1) และ 37 (3) แล้ว ผู้เช่านาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง และรับค่าตอบแทน ใดๆ
อย่างไรก็ดี แม้ตามกฎหมายชาวนาจะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่มูลนิธิฯ ก็ถือหลัก เมตตา ให้ความช่วยเหลือ ในการขนย้ายจากที่นาแก่ชาวนาก็ให้ความร่วมมือต่อมูลนิธิฯ ด้วยดี จำนวน 57 ราย และต่อมาเพิ่มเติมอีก 2 ราย เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2531
ในที่สุดคงเหลืออดีตผู้เช่านาเพียง 5 ราย ที่ยังคงดื้อแพ่ง ไม่ยอมย้ายออกไปตามกฎหมาย กลับชักชวนสมัครพรรคพวก ที่เป็นบุคคลภายนอก นำโดย นายบานเย็น ดวงระยศ เรียกร้องต่อ มูลนิธิฯ เกินสมควรกว่าเหตุ อาทิ เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปที่ดิน และขอที่ดินของมูลนิธิ รายละ 20 ไร่ เป็นต้น
เมื่อไม่ได้รับตามข้อเรียกร้อง ก็ได้เข้าไปก่อความไม่สงบตามลำดับ เช่น ประท้วงด้วยถ้อยคำที่มีเนื้อความ เป็นเท็จ ประกาศเผาตัว พยายามจะเผาวัด และทุบพระพุทธรูป หมายทำลายภาพพจน์ และศรัทธาของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อมูลนิธิฯ และวัดพระธรรมกาย เป็นอย่างมาก ในที่สุดมูลนิธิฯ จึงได้ฟ้องอดีตผู้เช่านาทั้ง 5 ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2531
ศาลจังหวัดธัญบุรี มีคำพิพากษา และถึงที่สุดแล้ว ลงวันที่ 26 ก.ย. 2531 ให้ผู้เช่านาทั้ง 5 ราย ออกจากพื้นที่ ของมูลนิธิธรรมกาย
มูลนิธิธรรมกาย ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาที่พระบานเย็น (อดีตนายบานเย็น ดวงระยศ) ร้องต่อ กองปราบในปัจจุบันนี้ เป็นข้อกล่าวหาเดิมๆ โดยคณะเดิม ที่มีผลสรุปยุติแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาว่า คดโกงชาวนาเรื่องที่นาทำกิน ละเมิด พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร 2524 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดิน เพื่อการเกษตร 2518 กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ทั้งนี้ทุกท่านสามารถตรวจสอบหลักฐานในเรื่องนี้ได้จากรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงของกองปราบปราม สมัยพล.ต.ต.บุญชู วังกานนท์ เป็นผบก.ป. เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2530 และต่อมา นายบานเย็น ดวงระยศ ซึ่งเคยนำ พรรคพวก ถือคบเพลิงบุกรุกเข้าไปในเขตวัด และมูลนิธิฯ เพื่อจะทำการเผาโรงเรือน กุฏิพระ และศาลา ปฏิบัติธรรม ได้นำขบวนหมิ่นประมาทวัดพระธรรมกาย ที่ท้องสนามหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินคดี ตามกฎหมาย และศาลอาญาได้มีคำพิพากษา ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1912/2536 ประกอบคดีหมายเลขแดงที่ 1912/2536 ประกอบคดีหมายเลขแดง 3262/2534 เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2536 ให้ต้องโทษจำคุก 5 ปี 6 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3262/2534 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด