[ ค ำ ธ ร ร ม ะ ]
[ เพิ่มเติมคำธรรมะล่าสุดวันพุธที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๗ ]

[ ๑๖ ]
พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
                ในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีเสียงกล่าวกันว่า
                ความคิดจิตใจของคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อม
                ความประพฤติที่เป็นความทุจริตหลายอย่าง มีท่าที
                ที่จะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพากันยอมรับ
                และสมยอมให้กระทำกันได้เป็นธรรมดา
                สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมัวลงไป
                เป็นปัญหาใหญ่ ที่เหมือนกระแสคลื่นอันไหลบ่าเข้ามาท่วมทั่วไปหมด
                จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการฝืนคลื่นที่กล่าวนั้น
                                ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆ
                                ที่เรารู้คิดด้วยใจจริงว่าชั่วว่าเสื่อม
                                เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่าง
                                ที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ
                                เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่า
                                เป็นความดี เป็นความถูกต้องและเป็นธรรม
                                ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ
                                ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป
                                และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีได้เป็นลำดับ

[ ๑๕ ]
'มหาปรินิพพานสูตร'
จากหน้า ๒๐๐ - หนังสือ คู่มือพระภิกษุ
พุทธศาสนสุภาษิตเกี่ยวกับพระภิกษุจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง
ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
           ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ
           บูชา นอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเหล่านี้ หามิได้
           ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม
           เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติธรรมอยู่
           ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต
           ด้วยการบูชาอย่างยอด

[ ๑๔ ]
'วรธรรมคติ'
จากหนังสือ แสงส่องใจ - พระมหากรุณาของพระพุทธเจ้า
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
                คนมีปัญญาทุกคนย่อมภูมิใจเป็นที่สุด
                ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา
                โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้เกิดเป็นคนไทย ที่ยิ่งด้วยปัญญา
                น้อมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
                มาตลอดกาลนานไกล ทุกยุคทุกสมัย
                จนซึมซับทั่วจิตใจ ตราบจนทุกวันนี้
                                จะคิดสิ่งใด จะพูดสิ่งใด จะทำสิ่งใด
                                คนผู้มีปัญญาย่อมสำนึกเทิดทูน
                                ความมีสิริมงคลสูงสุดของชาติทุกขณะจิต
                                ระแวดระวังเพียงชีวิต รักษาพระพุทธศาสนา
                                อันเป็นสมบัติมงคลล้ำค่าที่สุด
                                อย่างเต็มสติปัญญาความสามารถ
                                ให้ดำรงความเป็นศาสนาประจำชาติไทย
                                ตลอดไปชั่วกัลปาวสาน

[ ๑๓ ]
           สงฺกิเลเส หิงฺสตีติ สงฺโฆ
           ผู้ใดย่อมเบียดเบียนหรือทำลายสังกิเลส ๑๐
           (คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
           ความถือตัว ความเห็นผิด ความสงสัยลังเลใจ
           ความหดหู่ท้อถอย ความฟุ้งซ่าน
           ความไม่ละอายต่อบาป การทำบาป ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป)
           ผู้นั้นชื่อว่า ‘สงฆ์’ ดังนี้

[ ๑๒ ]
พระอัสสชิเถระ แสดงแก่ อุปติสสปริพาชก (พระสารีบุตร)
ถึงเหตุและผล อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา
อุปติสสปริพาชกได้ฟังเนื้อความเพียงเท่านี้
ก็เข้าใจแทงตลอดหมดสิ้น สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
                                เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา            เตสํ เหตุํ ตถาคโต
                                เตสญฺจ โย นิโรโธ จ              เอวํวาที มหาสมโณ
                                ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
                                พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
                                และความดับของธรรมเหล่านั้น
                                พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้
                                                                                วินย. ม.๔/ ๖๔-๖๕/ ๗๒-๗๔

[ ๑๑ ]
จากหนังสือ 'ปริยัติ-ปฏิบัติธรรม'
โดย ศ.นพ. เชวง เดชะไกศยะ
      ช่างไม้ย่อมถากไม้ให้ตรงได้
      ช่างศรย่อมถากศรให้ตรงได้ ฉันใด
      ผู้มีปัญญา ย่อมยังกุศลจิตให้เกิดขึ้นได้เสมอ      
      แม้จะอยู่ในอารมณ์ใดก็ตาม ฉันนั้น

[ ๑๐ ]
จากหนังสือ 'วิปัสสนากรรมฐาน'
โดย ฝ่ายวิชาการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย
      ปุพฺเพ ทานานิกํ ทตฺวา            อาทานิ ลภตี สุขํ
      มูเลว สิญฺจิตํ โหตุ                   อคฺเค จ ผลทายกํ.

      ให้ทานเป็นต้นก่อน จึงได้สุขบัดนี้ เหมือนรดน้ำที่โคนให้ผลที่ปลายฯ
                                                                                                สทฺทสารตฺถชาลินี
      อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ            กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
      ปมุขํ สมฺมธมฺมานํ             ตสฺมา วิโสธเย.

      ศีลเป็นเบื้องต้นและเป็นฐานที่ตั้ง
      อีกทั้งเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของความดีงามทั้งหลาย
      เป็นช่องทางเข้ามาของกุศลธรรมทุกประการ
      เพราะฉะนั้น นรชนพึงทำศีลของตนให้บริสุทธิ์เถิดฯ
                                                                                                ขุ.เถร ๒๖/๓๔๖
      สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ            จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
      อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ                         โส อิมํ วิชฏฺเย ชฏนฺติ.

      นรชนผู้เห็น (ภัยในวัฏฏะ) ฉลาด มีความเพียร มีปัญญาบริหารตน
      ตั้งอยู่ในศีลแล้วอบรมจิต (ภาวนา) และปัญญาอยู่นั้น
      พึงถางชัฏ (ตัณหา) นี้ได้แลฯ
                                                                                                สํ.ส. ๑๕/๒๐

[ ๙ ]
(สุริยูปมาสูตรที่ ๑ สีสปาปรรณวรรค)
(สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น
      สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด
      สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔
      ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน
                                      อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ได้ว่า
                                      จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย
                                      นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาฯ

[ ๘ ]
ศรันย์ ไมตรีเวช
(เขียนไว้เมื่อปีใหม่ ๒๕๔๓)
      อันปีใหม่ใช่จะใหม่ดังใครบอก
      ก็วันหลอกวันหนึ่งไม่ถึงไหน
      กี่วันเดือนเคลื่อนผ่านมานานไกล
      ไม่เห็นใกล้ใจใหม่ไปได้เอง
                                ถ้ายังย่ำซ้ำกับที่อย่างปีเก่า
                                รอกิเลสเหตุเศร้ามาข่มเหง
                                ก็เหมือนเช่นเล่นดนตรีไม่กี่เพลง
                                เฝ้าบรรเลงกระเตงไปไม่เปลี่ยนแปลง
                                                                เหมือนผุดยิ้มกลางใจในวันว่าง
                                                                วันกระจ่างต่างไปเพราะใกล้แสง
                                                                แห่งความรู้ดูอบอุ่นและเรืองแรง
                                                                รอวันแจ้งแทงตลอดจนปลอดภัย
                                                อันใจใหม่สิใหม่เอี่ยมไหนเทียมได้
                                                เลิกเวียนว่ายตายเกิดในภพไหน
                                                ทางสายกลางสว่างว่างสร้างด้วยใจ
                                                สำเร็จดีก็มีใจที่ใหม่เอง
[ ๗ ]
(พระพุทธพจน์)
( คัดจากหนังสือ หลวงพ่อหนอ โดย พระเทพสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทธิ) )
จกฺขุนา สํวโร สาธุ สาธุ โสเตน สํวโร
ฆาเนน สํวโร สาธุ สาธุ ชิวฺหาย สํวโร
กาเยน สํวโร สาธุ สาธุ วาจาย สํวโร
มนสา สํวโร สาธุ สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร
สพฺพตฺถ สํวุโต ภิกฺขุ สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ.
      ความสำรวมทางตา เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางหู เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางจมูก เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางลิ้น เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางกาย เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางวาจา เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ความสำรวมทางใจ เป็นคุณยังประโยชน์ให้สำเร็จ
      ท่านผู้สำรวมแล้วในทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ดังนี้

[ ๖ ]
( พระธรรมโกศาจารย์ [ปัญญานันทภิกขุ] )
(จากหนังสือ ๙๐ ปี ปัญญานันทะ ๔๐ ปี วัดชลประทานรังสฤษฏ์)
      ขอให้ธรรมะจงล้างความสกปรกคือความเห็นผิด
      และการกระทำผิดๆ ของชาวพุทธให้หายไป
      จงพ้นจากความเขลา ความหลง
      จงได้หันมานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
      โดยประการเดียว
      การสั่นเซียมซี รดน้ำมนต์ เสี่ยงทายด้วยวิธีการต่างๆ
      จงหายไปจากผืนแผ่นดินไทย
      ขอให้อาจารย์เสกพระ เครื่องรางทั้งหลาย
      จงได้เสกคนให้เป็นคนดีที่มีพระในใจ
      มิใช่มีพระห้อยคอแต่เมาเช้าถึงเย็น
      ขอให้พวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย
      จงกลับกลายเป็นคนมีความเห็นชอบ
      ตามทำนองคลองธรรม
      นี่คือพรของข้าพเจ้ามอบให้แก่ท่านทั้งหลาย
      ตามทัศนะของพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์
      ไม่มีสิ่งโสโครกสกปรกใดๆ เจือปน
      ขอท่านทั้งหลายจงรับพรนี้
      ไปปฏิบัติตามทางของพระพุทธองค์เถิด

[ ๕ ]
(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
(คัดจากหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ ๒๓๘๘ หน้า ๑๙)
      ผู้นับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าเป็นชาติเชื้อใด และแม้อยู่ในนิกายใด
      ล้วนถือทางปฏิบัติในกาย วาจา ใจ เป็นอย่างเดียวกัน
      คือ ย่อมพยายามอยู่ทุกเมื่อที่จะรักษากาย วาจา ใจ ให้สะอาด
      ด้วยระเบียบปฏิบัติอันดีงามและสุจริตที่จะควบคุมประคองใจ
      ให้สงบด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

[ ๔ ]
(ดัดแปลงมาจากคำของคุณ Listener)
(ในกระทู้ลานธรรม)
      ขอทุกย่างก้าว จงเป็นโอกาสแห่งการเดินจงกรม
      ขอทุกลมหายใจ จงเป็นโอกาสแห่งการเจริญสติ
      ขอทุกคำพูด จงเป็นโอกาสแห่งเมตตาและสัจจะ
      ขอทุกความคิดและการกระทำ จงเป็นสัมมาทิฏฐิ

[ ๓ ]
(พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
(คัดจากหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ ๒๓๘๗ หน้า ๑๗)
      ทุกคนที่ถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ
      จะต้องสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาตามภูมิปัญญา
      ความสามารถและโอกาสของตนที่มีอยู่      
      เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่กระจ่าง ถูกต้อง
      พระศาสนาก็จะมั่นคงขึ้นได้...

[ ๒ ]
(จากหนังสือ 'กรรมและการสิ้นกรรม')
(พระดุษฎี เมธังกุโร)
      การกระทำนี้มีอยู่ แต่ ผู้กระทำไม่มี
      ไม่มีผู้กระทำ ไม่มีผู้รับผลของการกระทำ
      มีแต่การกระทำ และ ผลของการกระทำ      
      เท่านั้น

[ ๑ ]
(พระพุทธพจน์)
      สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
      เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา
      ความเข้าไประงับดับสังขาร แล้วไม่เกิดอีก      
      เป็นสุขดังนี้
                                [ อนิจจา วตะ สังขารา อุปปาทะ วะยะธัมมิโน
                                อุปปะชิตวา นิรุฌชันติ เตสัง วูปะสโมสุโข ]

 

เจริญในธรรม
| deedi_deedi@email.com |
1