พระธรรมเทศนา โดยหลวงพ่อวิชัย เขมิโย ๒๖ กันยายน ๒๕๔๒

พระธรรมเทศนา
หลวงพ่อวิชัย เขมิโย
วัดถ้ำผาจม เชียงราย
๒๖ กันยายน ๒๕๔๒
ศาลากาญจนาภืเษก

ผู้รู้แล้วย่อมไม่เป็นทุกข์ ที่ยังทุกข์เพราะยังไม่รู้
ผู้รู้จริงย่อมมีความเจริญอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเสื่อม
ทั้งนี้ ต้องอาศัย "ตัวรู้" เป็นตัวนำร่อง นำทาง

เรามีครู ๖ คน สอนเราอยู่ตลอดเวลา คือ ครู ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครูอื่นๆ ภายนอกนั้น นานๆ จะสอนเราที แต่ครูภายในทั้งหกนี้ สอนเราทุกขณะจิต

เมื่อมีความรู้ดี ก็จะมีสัจจะต่อตัวเองและผู้อื่น

"อะหัง สุขิโต โหมิ" เวลาเราแผ่เมตตาให้ตัวเอง เราทุกคนอยาก ได้ความสุข แต่ว่าอาการกิริยาของเรากลับทำแต่เรื่องที่เป็นทุกข์ ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะสามารถมี สัจจะ กับตัวเอง ให้ตัวเองมี ความสุข นั่นก็คือ ต้องทำ คิด พูด ให้ได้แบบนั้น (แบบที่ตั้งสัจจะไว้ ว่าจะอยากทำให้ตัวมีความสุข- deedi) อย่างเรื่องเล่าที่ว่า คุณยายคนหนึ่ง กลับจากไปทำบุญก็กรวดน้ำแผ่เมตตาให้ญาติมิตร ปากก็พูด "สัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ…" แต่ว่ามีแมวที่เลี้ยงไว้ (ไม่แน่ใจว่าจำถูกหรือเปล่าค่ะ) เข้ามาใกล้ คุณยายก็เหวี่ยงแมวออกไปเพราะรำคาญ แล้วก็ "สัพเพ สัตตา…" ต่อ แมวตัวนั้นสนิทกับคุณยาย ก็เข้ามาคลอเคลียอีก คุณยายก็ "สัพเพ สัตตา…" ไป ส่วนมือก็เหวี่ยงแมวออกไปอีกรอบจนร้องเหมียว พอรอบที่สาม แมวเข้ามาอีก "สัพเพ สัตตา…" ว่าแล้วมือก็เหวี่ยงแมว ไป แรงกว่าทั้งสองครั้ง คราวนี้แมวเงียบสนิท ไม่มีเสียง ไม่เข้ามาอีกเลย (คงแปลว่าแมวตายนะคะ- deedi)

สัจจะนี้ เป็นบารมีอีกอันหนึ่งด้วย ชีวิตถ้ารักสัจจะจริงๆ ศีลก็ไม่ต้องไปสมาทานกับพระ เพราะศีลจะมั่นอยู่ในตัวแล้ว ที่จริงๆ นั้นไม่ใช่ พระ "ให้ศีล" ท่านแค่ "บอกศีล" เรา เรื่องก็คือเป็นตัว ของเราเองต่างหากที่จะต้องยังให้ตัวเอง"มีศีล"

"เธอจงมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง" เวลาก่อนนอน ให้เอาพระธรรมเป็น ที่พึ่ง เพราะจะหลับสบายไร้กังวล ดีกว่าพึ่งพระเครื่องหรืออย่างอื่น บางคน ตายเพราะพระเครื่อง(แพงๆ)ก็ยังมี

จงพึ่งพระรัตนตรัยด้วยการรักษาท่าน เพื่อท่านจะได้รักษาเรา ศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ "ศาสนาขอ" แต่เป็น "ศาสนา ทำเอา" นี่คือแก่น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการความสุข ก็ต้องระวังรักษาจิตใจ อย่าให้โลภ โกรธ หลงและต้องพยายามกำจัด กิเลส ตัณหา อุปาทาน ออกไป อย่าทำ อะไรตามคำเรียกร้องของกิเลส ตัณหา

"แม่น้ำเสมอเหมือนด้วยตัณหา ไม่มี" หมายความว่า แม่น้ำจริงๆ นั้น ยังมีขอบเขต ยังวัดความลึก ความกว้าง ได้ แต่ตัณหา ไม่สามารถมีใคร วัดความกว้างยาวหรือความลึกได้ คำนวณไม่ได้เลย

กามตัณหา นั้น รุนแรงมาก ภวตัณหา ก็เช่นกัน ล้วนเป็นข้าศึกทางใจ ถ้าชนะ สองอย่างนี้ได้ ก็คือเราชนะทุกอย่างในโลกนี้แล้ว (เช่น ความขี้เกียจ โกรธ โลภ รัก อยาก ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นตัวทุกข์ทั้งนั้น ฯลฯ)

ให้ตั้งสัจจะ เป็นสัจจะบารมีของเรา เมื่อกามตัณหาและภวตัณหา เรียกร้องอะไรให้ "รู้ทัน" "หยุด" และ "อย่าให้" "อย่าทำตามใจ" ตามนั้น

ในบรรดาข้าศึกทางใจนั้น ความโกรธรุนแรงที่สุด ความกังวลใจรุนแรงที่สุด

เราปฏิบัติธรรมทำไม เราปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้ใจสงบรำงับจาก
กิเลสและหนี้ทั้งหลาย ผู้ไม่มีหนี้ คือ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว (หนี้บุญ หนี้คุณ หนี้กรรม หนี้เวร) เกิดเป็นคนต้องมีหนี้ ไม่มีหนี้ไม่ใช่คน เกิดเป็นคน ต้องมีทุกข์ ถ้าไม่ทุกข์ก็ไม่ใช่คน

มีสัจจะแล้วก็ต้องมี"เสียสละ" โดยเฉพาะเสียสละความรู้สึกใน จิตใจออกไป อย่าเก็บเอาไว้ ดังท่านว่า

"มีขันให้ทุบให้แตก" อย่าเก็บไว้ปล่อยออกไปให้หมด

"มีหัวให้ตีเสียให้แหลก" คือให้พิจารณาให้เป็นอะไรหนักใจ ดึงออกมาพินิจพิจารณา อย่านิ่งเฉย

"มีแขกมาบ้าน ไม่เปิดประตูต้อนรับ" ไม่รับสิ่งที่มากระทบทั้งปวง

คนฉลาด "นิ่ง" ไม่เถียงกับคนโง่ ถ้าไปเถียงด้วยก็รับคะแนนไปคนละ ๕๐ เท่ากัน

เมื่อเสียสละแล้ว ก็ให้เอา "ธรรมธิปไตย" เป็นใหญ่ คือ จะทำอะไร ก็ตามให้ถามพระพุทธเจ้าเสียก่อน (คือ ตั้งสติ พิจารณาความควรไม่ควร ก่อน แล้วจึงทำ- deedi) อย่างเช่นเรื่องในพระสูตร มีนายช่างเจียระนัยแก้ว ที่เก่งที่สุดในเมือง อุปถัมภ์ (เชิญ) พระอรหันต์รปหนึ่ง (พระติสสะ) (มาฉัน) ทุกวันมา ๑๒ ปี วันหนึ่ง นายช่างพระราชาส่งแก้วมาให้เจียระนัย นายช่าง วางแก้วไว้แล้วเชิญพระติสสะนั่งรอ ตัวเองเข้าไปเอาอาหารที่จะถวาย พอออกมา แก้วเจียระนัยของพระราชาหายไป เข้าใจว่าพระติสสะขโมย (พระติสสะเห็นว่านกกระเรียนที่นายช่างเลี้ยงไว้กลืนแก้วลงไปเพราะ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นก้อนเนื้อแดงๆ แต่พูดไม่ได้เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ รู้ว่าถ้าพูดไปนกกระเรียนจะต้องตาย) ก็ซ้อมพระติสสะเสียเกือบมรณะภาพ พระติสสะก็ไม่พูดอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้นดิฉันจำไม่ได้ (ตรงนี้ลืมจดค่ะ- deedi) ก็มีอันให้นกกระเรียนตายลงตรงหน้า นั่นเองพระติสสะจึง ชี้บอกว่าอยู่ในนั้น นายช่างผ่าท้องนกกระเรียนก็พบแก้วที่ว่า พระติสสะ ก็อโหสิให้แต่กรรมนั้นก็ยังตามสนองนายช่างอยู่หนักทีเดียว (ไม่ได้จด อีกแล้วค่ะ- deedi)

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา อย่าให้สิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ เข้ามาได้ และพร้อมๆ กันก็แสวงหาความสุขทางธรรมไปด้วย

*****************************************

แถมนิด เมื่อคืนวันอาทิตย์ได้ดูหลวงพ่อทูลไปสนทนาธรรมใน ตามหาแก่นธรรม เค้าถามท่านเรื่องยศศักดิ์ของพระว่าเป็นอันตรายต่อการ ปฏิบัติธรรมหรือการเป็น "สงฆ์" ที่แท้หรือไม่ (อะไรทำนองนี้ค่ะ) ท่านตอบ ดีมากประทับใจ ท่านบอกว่านั่นก็เป็นสมมุติแบบโลกๆ แต่ละยุคสมัยก็มี สมมุติที่นิยมกันแต่ละแบบ เราเกิดมาในยุคนี้ เขาสมมุตินิยมกันอย่างนี้ เราก็ ต้องยอมรับให้ได้ อยู่กับสมมุตินี้ให้ได้ โดยไม่ไปยึด ไม่ไปติด อยู่แบบรู้- ดิฉัน ชอบใจคำตอบของท่าน ซึ่งดิฉันตีความและเอามาคิดต่อเองว่า เมื่อพระ ซึ่งท่านไปทางธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ท่านยังต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัย สถานการณ์ โดยยังยึดแก่นสารแห่งพระธรรมไว้มั่นได้ ดังนั้นในการใช้ชีวิต แบบฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม ที่ขายืนอยู่สองโลก ข้างหนึ่งเป็นทางโลก อีกข้างเป็นทางธรรม ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจ แยกแยกได้ว่าอันไหนเป็นรสนิยมสมมุติแบบโลกๆ ก็ตามๆ เขาไป ถ้าไม่ผิดไม่บาปอะไร แต่เราก็รู้ตัวของเราอยู่ มั่นอยู่กับ หลักที่เรามี ภายในของเราก็จะไม่มีทางหวั่นไหว ไม่ว่าเราจะไปเกิดที่ใด อยู่ที่ใด สถานการณ์แบบไหน กับคนแบบใด ก็น่าจะอยู่ได้สบายๆ นำธรรมกับชีวิตไปคู่กันได้อย่างสวยงาม ตราบเท่าที่ยังไม่ถึงที่สุด แห่งทุกข์

| deedi_deedi@email.com |
1