พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อท่อน ๒๕ กันยายน ๒๕๔๒
พระธรรมเทศนา
ท่านเทศน์เกี่ยวกับจิต ว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่
ให้ทำศีลห้าและกุศลกรรมบถ ๑๐ให้มั่น (ท่านบอกว่า
ถ้าหากความโลภเกิดขึ้นก็จะปิดบังปัญญาไปได้) เช่น หลวงตาบัว ท่านก็มา
พาพวกเราปฏิวัติกับกิเลสด้วยการเอาทองเอาเงินมาบริจาคออกไปจากตัว
เสียสละออกไป ด้วยเจตนาอันเป็นมหากรุโณนาโถ เป็นมหากรุณาอันยิ่ง
ใหญ่ของท่าน
พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศน์จนเต็มเปี่ยม เป็น ญานิกะ (ไม่
แน่ใจตัวสะกดนะคะ) สามารถช่วยรื้อถอนสัตว์ออกไปจากทุกข์ สามารถทำ
คนให้เป็นเทวดาได้ สามารถทำปุถุชนให้กลายเป็นพระอริยเจ้าได้ สามารถ
ทำให้คนเห็นสัจจธรรม เข้าใจโลก เข้าใจตัว เกิดความสงสารเมตตาเพื่อน
ร่วมทุกข์ มองทุกชีวิตก็เห็นเป็นเพื่อนร่วมทุกข์
"ทานัง เภติ" (ไม่แน่ใจ จดเอาจากที่ได้ยินค่ะ)
การให้ทานเป็นเครื่องขัดเกลาอันแรก ทำบ่อยๆ
จะเกิดความไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละ ไม่หวงแหน ไม่เหนียวแน่น
"สีลัง ลักคติ" เครื่องขัดอันดับสอง ให้ถือศีลต่างๆ (เวรมณี คือ เว้น) ไม่ฆ่า
ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ผิดทางวาจา ไม่เสพย์สุราเมรัย ไม่เสพย์
ยาเสพติดให้โทษ
ศีล ๕ เป็นหลักประกันของสังคม ให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
รักในสรรพสัตว์ทั้งหลายเมือนเป็นญาติของตน ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นมิตร
กับสรรพสัตว์ได้
ความเมตตาที่เต็มเปี่ยม สามารถช่วยป้องกันอันตรายได้หลาย
อย่าง ใจเราก็จะกลายเป็นใจเทวดา ใจพรหมขึ้นมา (เพราะเมตตาเป็นเทว
ธรรม) เราทุกคนเองก็ล้วนได้ความเมตตามาแล้วเต็มร้อย เริ่มจากมารดา
ที่ท่านรักษาครรภ์มาอย่างดีด้วยเมตตา
นี่คือการ พัฒนาใจ พัฒนาจิต ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ ให้ใจเจริญ
ไม่ให้เสื่อม ไม่ให้เห็นแก่ตัว ขัดเกลาจิตใจให้ใสด้วยศีลด้วยธรรม เอาธรรม
มาขัดเกลาก็ถึงความบริสุทธิ์ได้ ได้เป็นอริยบุคคล เป็นผู้เจริญ
ศีล นั้น มีอยู่แล้ว วิธีถือศีลมีสามแบบ คือ สัมปัตตวิรัติ
คืองดเว้นเอาเอง สมาทานวิรัติ คือ สมาทานศีลกับพระ และ
สมุทเฉทวิรัติ คือ ศีลของพระอริยเจ้า ไม่ต้องสมาทานแล้ว เพราะ
ศีลของพระอริยเจ้าไม่พร่องแล้ว เรื่องศีลนี้ ให้ปฏิบัติด้วย สัมปัตตวิรัติ ก็ได้
คืองดเว้นเอาเอง ตั้งใจงดเว้นเอาเอง โดยไม่ต้องมานั่งขอศีลจากพระอยู่บ่อยๆ
เราต้องเอาจริงเอาจังในการขัดเกลา พัฒนาจิตพัฒนากายนี้ ก็จะสามารถ
ถึงความบริสุทธิ์ไปหมดทุกอย่างได้
ครูบาอาจารย์ที่บริสุทธิ์แล้วนั้น ท่านศีลธรรม คุณธรรม เมตตาธรรม มีถาวร
ทุกอย่าง ใครใกล้หรือไกลก็เหมือนกันหมดสำหรับท่าน เห็นทุกรูปทุกนาม
ก็สุขใจไปหมด ไม่มีอคติ ไม่มีเหม็นหน้าใครเลย ทุกคนตรงสเป็คไปหมด
เป็นญาติมิตรไปหมด มีแต่เมตตาสงสาร ยิ่งเห็นเขาลำบากก็ยิ่งสงสาร
อย่างนี้ จึงจะเป็นใจที่เจริญพอ ดังนั้น อย่ามีอคติ อย่างลำเอียงกับใครเลย
และอย่าขึ้นๆ ลงๆ อย่าเอารัดเอาเปรียบอีกเลย เมตตาแบบนี้เป็นเมตตา
แบบเต็มที่ สามารถคุยกับเทวดาได้ เป็นมิตรกับสัตว์ป่าทั้งหลายได้ มี
อานิสงส์คือ ช่วยขจัดความโกรธ ความพยาบาททั้งหลาย - เป็นมิตรกับคน -
เป็นมิตรกับชีวิตที่ไม่ใช่คน - เทวดารักษา - มีสีหน้าผ่องใส - ตั้งสมาธิได้มั่นคง
ไม่เสื่อมง่าย - ตายแล้วไปเกิดในพรหมโลก
การเจริญภาวนา เพื่อพัฒนาจิต เอาชนะ นิวรณ์ ๕ (กามฉันทะ -
พยาปาทะ - ถีนมิทธะ - อุทธัจจะกุกุจจะ - วิจิกิจฉา) อันเป็นเครื่องกีดกั้น
ขัดขวางความเจริญของใจ ต้องขจัดด้วยภาวนา
ถ้าทำได้ทุกอย่างนี้ เราจะไม่เอารัดเอาเปรียบใครเลย มีแต่จะช่วยเหลือ
นี่คือใจที่พัฒนาเต็มที่แล้ว เจริญแล้ว ไม่เห็นแต่ความสุขส่วนตัวถ่ายเดียว
มีแต่เสียสละ ทำงานอะไรก็สบายมาก ไม่เดือดร้อน ไม่คอร์รัปชั่น (ท่านบอก
ว่าเข้าไปเซ็นต์ชื่อมาทำงานแล้วแว้บออกไป ก็เป็นการคอร์รัปชั่นเวลาค่ะ)
ก็จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบ (นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง- สุขอื่นใดเหนือ
ความสงบไม่มี) ให้หมั่นขัดหมั่นเกลาไปทุกๆ วัน
ส่วนวิธีการในการปฏิบัติธรรมนั้น อะไรถูกจริตใครก็เอาอันนั้น (มีคนถาม
ในตอนหลังเรื่องวิธีการปฏิบัติ)
แสดงโดย หลวงพ่อท่อน
๒๕ กันยายน ๒๕๔๒ ณ หมู่บ้านลานทอง
เรา ต้องพัฒนาจิตด้วยการใช้ สติ สมาธิ วิริยะ ปัญญาและศรัทธา ต้องฝึกใจ
ฝืนใจจากกิเลส ให้มีสติพละ ที่เต็มเปี่ยมเสมอ ถ้าสติจรดต่อ
ปัญญาพละก็จะเกิด (อย่าให้เผลอ อย่าให้หลง อย่าให้แว่บไปสัญญา
อารมณ์)