พระธรรมเทศนา โดย หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒

พระธรรมเทศนา
แสดงโดย หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ
วัดแก้วธุดงคสถาน อำเภอบ้านด่าน บุรีรัมย์
๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ ศาลากาญจนาภิเษก

***************************

การนั่งสมาธิ - การนั่งกรรมฐาน หมายความว่า การเข้าถึงจิต การเห็นจิตของตน ด้วยการบริกรรมภาวนา หาที่อยู่ให้จิตยึด หาทุ่นให้จิตยึด เช่น ภาวนาว่า พุทโธ พุทโธ เอาเป็นทุ่นเพื่อให้จิตเกาะ จากนั้นก็ดูลมหายใจ ต่อไป

(หมายเหตุ - จดมาได้แค่นี้ค่ะ เพราะว่าหลวงปู่ให้ทำสมาธิไปด้วยก็เลย ไม่ได้จดต่อ ขออภัยด้วยค่ะ) *************************** พระธรรมเทศนา แสดงโดย หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล อำเภอสว่างดินแดน สกลนคร ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ ศาลากาญจนาภิเษก *************************** สุปฏิปันโน วันนี้ขออธิบายคำว่า สุปฏิปันโน คำว่า สุปฏิปันโน ก็คือ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยการเอากายและใจเป็นหลักของอรรถของธรรม ทำจิตใจให้ ผ่องใส เมื่อใจผ่องใส หน้าตาก็ยิ้มแย้ม เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว ไม่มืด ไม่มิด ไม่ปิดบังความรู้ความฉลาด เอากายเราเป็นหลักธรรม เพื่อศึกษา พิจารณา ว่าธรรมะอยู่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร กาย เป็นเพียง "หลักธรรม" ต่อเมื่อได้ลงมือฏิบัติ จึงจะเป็น "ธรรม" จริงๆ เรียกว่ามีปัญญามาปฏิบัติให้สมกับตน "กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน" คือ เอาฐานกายเป็นหลัก ในการกำหนด โดยมี อินทรีย์ทั้งห้า (อินทรีย์ทั้งห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา- deedi)ประกอบด้วย เริ่มต้นที่การมี สัทธินทรีย์ คือ เริ่มต้นด้วยการปลูกศรัทธาก่อน ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม ด้วยความเคารพ กรรมฐาน คือ ฐาน ที่ตั้งแห่งความเพียร โดยดูที่กายและใจ เป็นหลักปฏิบัติ เป็นหลักธรรม ตั้งใจทำความดี เพราะไม่มีใครที่อยากเป็น คนไม่ดี ไม่มีใครอยากทุกข์ อยากจนหรืออยากโง่ ทุกคนล้วนต้องการความ เจริญรุ่งเรือง ต้องการเป็นคนดี ต้องการสุขสบาย และความสุขจะเกิดได้ ก็เมื่อเรามีปัญญา เข้าใจในการปฏิบัติ ที่เรียกว่า "สุปฏิปันโน" นั่นเอง ฝึกกายใจให้มีศีล สุปฏิปันโน ต้องรู้ว่า การปฏิบัติดีเกิดขึ้นที่ไหน เรามีกายและใจ เป็นต้นของหลักของธรรม จึงต้องฝึกหัด ประพฤติ ปฏิบัติายและใจให้ มี ศีล ขึ้นมา ลองพิจารณาดูว่าเรามี ศีลห้า หรือยัง และพยายาม ทำให้ศีลห้าเกิดให้ได้ ถ้ายังศีลห้าพร่องอยู่ ก็พยายามลดความบกพร่อง เพียรให้ศีลห้าสมบูรณ์ เพราะศีลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เป็นคนดี ความดีนั้น จะเกิดได้ก็ต้องปฏิบัติ เพราะธรรมะเฉยๆ นั้น เป็นดุ้นๆ อยู่เฉยๆ เหมือนกับ ท่อนซุง และถ้ามีแต่กายและใจ ไม่นำมาใช้ ก็แค่นั้น แต่ถ้าหากว่าเรานำ กายและใจมาประพฤติปฏิบัติธรรม ทำให้มีศีลห้าเกิดขึ้นมา เราก็จะมี ความสุขในครอบครัว ในบ้านเรือน ในหมู่คณะ จะเห็นว่าในหมู่ผู้มีศีลและ ธรรม ก็จะร่มเย็นเป็นสุข สงบ เยือกเย็น อย่างนี้ เรียกได้ว่า ปฏิบัติดีแล้ว ทางกายและทางใจ อุชุปฏิปันโน คือ ผู้ปฏิบัติตรงแล้วต่อศีล ต่อธรรม มีความอดทน อดกลั้นทางกายทางใจ ไม่ขาดสติ ไม่ว่าทางกาย ทางวาจาหรือทางใจ ต้องภาวนา อย่างไรก็ตาม ศีล เพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องทำใจให้สงบ ด้วยการภาวนา (สมถะภาวนา) เมื่อใจสงบ เยือกเย็นแล้ว ก็ต้องค้นหา สร้างปัญญา (วิปัสสนาภาวนา) พิจารณาเหตุและปัจจัยแห่งความสุข ความทุกข์ พิจารณาโลกธรรมแปด ทั้งด้านที่ปรารถนาและด้านที่ไม่ ปรารถนา เอาสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาให้เป็น โลกุตตระ ทำตัวให้พร้อม ในการปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อทำปัจจุบันให้ดีแล้ว อดีตและอนาคตก็จะ ดีขึ้นมาเอง บุญ นั่นแหละจะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า บุญ ก็คือ ความสุข คือ มี กาย วาจาและใจ ที่ดี มีปัญญา เฉลียวฉลาด สามารถรู้เหตุรู้ผล ทำการงานให้ชอบด้วยอรรถด้วยธรรม รู้เท่าทันว่า โลกียสุข หรือสุขที่เกิดจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ นั้น ไม่ถาวร รู้เท่าทันว่า สรรพสิ่ง คนสัตว์ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ได้อยู่ ในบังคับบัญชาของใคร ใครก็สั่งไม่ได้ ใช้ วิปัสสนาภาวนา เพื่อให้ได้พบกับความสุขที่แท้จริง ความสุข ที่เที่ยงและยืนยาว ด้วยการประกอบความเพียรให้เป็นผู้มีปัญญา ต้องรู้จัก เหตุแห่งสุขและเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งความสุข ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ เหตุแห่งความแก่ ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ เหตุแห่งความตาย ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ ต้องรู้เท่าทันว่า กายสังขาร นั้นเป็นของประจำโลก มีอยู่เป็น ธรรมดา เมื่อรู้เช่นนี้ จึงจะละได้ วางได้ ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาเช่นนี้ จึงจะทำให้เข้าใจจริง ละจากความยึดมั่น ถือมั่นในอุปาทาน กายเราก็คือ ก้อนกิเลส ก้อนธรรมแท้ๆ ที่จะนำให้เราฉลาด รู้ดี รู้ชั่ว ทำให้เรามีความสุข ความเจริญ รู้ว่ามีชาตินี้ ชาติหน้า รู้บาป รู้คุณ รู้โทษ ว่ามีจริง มีสติพิจารณากายให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจน "เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน" เวทนา ก็เกิดจากกายนี้ "จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน" การรู้ การเห็น ในความเจริญ สุข ทุกข์ ดี ชั่ว รู้จักจิตที่เป็นอยู่ จะสุข-ทุกข์-เสื่อม-เจริญ-ดี-ชั่ว-ทำดี-ละชั่ว อะไรทุกอย่างก็รู้ ถ้าเราไม่ทำชั่ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เบียดเบียนตน ถ้าเราทำชั่ว ชาติหน้าเราก็ จะเกิดมาไม่ดี พระพุทธองค์จึงสอนให้ปฏิบัติแต่กุศลธรรมและให้ละวางอกุศลธรรม เพื่อสร้างเหตุดีในอนาคต กุศล คือ ความเฉลียวฉลาด นำสิ่งต่างๆ ที่เกิดกับกายใจมาศึกษา พิจารณา เกิดปัญญาแก้ปัญหาชีวิตตัวเองและปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ได้ด้วย นั่นก็คือ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศีลและทรงไว้ซึ่งธรรม นำความสุขมาให้ตัวเองและ สิ่งต่างๆ รอบตัว เรียกว่าเป็น สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน เพื่อจะได้ เลื่อนชั้นจาก มนุษยสมบัติ เป็น สวรรค์สมบัติ และเลื่อนจาก สวรรค์สมบัติ ไปสู่ นิพพานสมบัติ ในที่สุด พระพุทธองค์ได้ทรงทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว โดยทรงทำตัวอย่างการให้ทาน ไว้ในคราวที่ทรงเป็นพระเวสสันดร และทรงทำตัวอย่างการรักษาศีล ในพระ ชาติที่ทรงเป็นพญานาคภูริทัต "ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน" คือ รู้ธรรม เห็นธรรมแจ่มแจ้งชัดเจนได้ด้วยการ พินิจพิจารณาจากจิตใจที่สงบสบายด้วยขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ สมาธิ ขั้นต้น-พจนากรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์) และอุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่- พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์) ปฏิบัติดังที่กล่าวมาแล้วนี้ จึงจะนำความสุขความเจริญมาสู่พวกเราได้ จึงขอให้นำธรรมนี้ไปพิจารณา ปฏิบัติให้เกิด ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แล้วจะได้พบความสุขอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย ***************************

| deedi_deedi@email.com |
1