การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูเกษมธรรมทัต (พระสุรศักดิ์ เขมรํสี) วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
แสดงเมื่อ ๓๑ มีนาคม ถึง ๘ เมษายน ๒๕๔๔ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมยุวพุทธเฉลิมพระเกียรติ
ในการอบรมวิปัสสนากรรมฐานสำหรับผู้ที่เคยผ่านการปฏิบัติพื้นฐานมาบ้างแล้ว

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

 

การสมาทานพระกรรมฐาน

การสมาทานพระกรรมฐาน เป็นไปเพื่อความอุ่นใจว่าเราเป็นลูก ของพระพุทธเจ้า ได้มอบกายถวายชีวิตแล้ว จะต้องไม่เป็นอันตราย และจะงอแงไม่ได้แล้ว และได้ถวายตัวต่อครูบาอาจารย์ ให้เกิด กำลังใจ มั่นใจ ว่าไม่ได้ปฏิบัติแบบเลื่อนลอย และจะได้ทำหน้าที่ ซึ่งกันและกันได้อย่างไม่มีโทษ …

 

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มุ่งให้เกิดปัญญา การปฏิบัติต้องทำให้ต่อเนื่องตั้งแต่รู้สึกตัวตื่น ก็ต้องกำหนดรู้คือ มีสติเข้าไประลึกรู้ กำหนดทุกระยะตั้งแต่ตื่นจนหลับ ทำกายานุปัสสนาฯ ข้อสัมปชัญญะบัพพะ (อิริยาบถย่อย) - อิริยาบถบัพพะ คือ แล เหลียว เคลื่อนไหว คู้อวัยวะเข้า เหยียดอวัยวะออก รับประทานอาหาร เคี้ยว ลิ้ม ดื่ม ได้กลิ่น รู้รส จิตรู้สึกอย่างไร อาหารลงไป กายรู้สึกอย่างไร ทำความรู้สึกตัวขณะนุ่งห่มเสื้อผ้า ถือภาชนะ เดิน-ยืน-นั่ง-นอน (เดิน-ยืน-นั่ง-นอน เป็น อิริยาบถใหญ่ - deedi) หลับ ตื่น พูด นิ่ง เมื่อหลับจิตจะถอยลง หมดความรู้สึก ตื่นก็รู้เงื่อนต่อหลับๆ ตื่นๆ ดู จะทำให้จิตเราตื่นขึ้นมา ดูไปเรื่อยๆ ไม่มีการยกเว้น ไม่ใช่ทำเป็นพักๆ ต้องมีสติทุกเวลาเว้นเผลอไป

นอนให้น้อย สังเกตว่าถ้าไม่นอนแล้วอยู่ได้ก็ไม่นอน หรือถ้าไม่ไหว ก็สีหไสยาสน์สักพัก คือ นอนกำหนด แล้วลุกขึ้นมาทำความเพียรต่อ เจริญสติต่อเนื่อง ไม่ปล่อย กายสามารถเปลี่ยนอิริยาบถไปได้เรื่อยๆ ตามความเหมาะสม ตามสัปปายะของตัวเอง ไม่กำหนดเวลาว่า เดินเท่าไหร่ นั่งเท่าไหร่ สังเกตตัวเอง ว่าสัปปายะกับแบบไหน แต่ไม่ใช่นั่งโดยไม่เดินเลย เพราะเราอาจติดสมาธิ ติดความสงบ ก็จะขาดสัมปชัญญะไป

ไม่หยุดการปฏิบัติเว้นเผลอหรือหลับไป พยายามที่สุดที่จะให้มีสติ ตลอดเวลา ไม่แกล้งนอนหลับกลางวัน คือ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ อย่านอนกลางวัน กลางคืนนอนน้อย เพียรมาก

 

อปันนกปฏิปทา

อปันนกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติไม่ผิด ๓ ประการ
(๑)
อินทรีย์สังวร
สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ มีสติในการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสถูกต้องเย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง-หย่อน-ตึง ฯลฯ
(๒)
โภชเนมัตตัญญุตา
รู้จักประมาณในการรับประทาน ถ้าทานมากก็จะง่วงเหงาหาวนอน ทานให้พอดี
(๓)
ชาคริยานุโยค
ประกอบความเพียร เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ

 

การเดินจงกรม

การเดินจงกรม ถ้าหากยังใหม่ๆ อยู่ก็(เดิน)ชะลอหน่อย ถ้า(ปฏิบัติมา)นานๆ ก็ค่อยปรับเป็นปกติ ดูสัปปายะ ให้ร่างกายเหมาะสมให้สติเกิด ถ้าช้าแต่ เคร่งเครียดก็ไม่เหมาะ ถ้าเร็วเกินไปแล้วระลึกรู้ไม่ทันก็ดูความเร็วความช้าที่ เอื้อต่อสติ ฉลาดและมีปัญญา คือ รู้จักความเหมาะสมของตัวเอง คือ ต้องสังเกตตัวเอง เอาคนอื่นมาวัดไม่ได้

บางคนเร็วและมีสติ บางคนเร็วไม่มีสติ บางคนช้าเกินยิ่งไม่มีสติมีแต่เครียดตึง บางคนก็มีสติได้ดี เพราะฉะนั้น อยู่ที่ตัวเรา สังเกต ทดลอง หัดทดสอบ ดูตัวเองว่าทำอันไหนแล้วมีสติได้ดี ก็เอาอันนั้น

 

แนวทางการปฏิบัติ

ปลดสมมุติบัญญัติออกทั้งหมด คำบริกรรม คำเรียกชื่อ ปลดออก ตลอดการเข้าไปดูเป็นรูปร่างเป็นความหมายก็เอาออก แรกๆ ใช้ไปก่อนก็ได้ โดยเฉพาะการดูเป็นรูปร่างเป็นความหมาย แต่คำบริกรรมตัดไปเลยก็ได้

ทำไมให้ละคำบริกรรม
ที่ให้ละคำบริกรรมเพราะว่าคำบริกรรมถ่วงให้การจะมีสติเข้าไปรู้ รายละเอียดและจะรู้ได้ว่องไวนั้นจะไม่ทัน ตัวนี้จะไปถ่วงเพราะสภาวธรรม เกิดดับเร็ว ถ้ามัวบริกรรมจะได้แต่หยาบๆ ช้า สติไม่ไวต่อการรับรู้ต่างๆ แต่ถ้าไม่มีคำบริกรรม จะรับๆๆๆ ได้ไว ดังนั้น ปฏิบัติยิ่งๆ แล้วก็ต้องละออก

แต่คำบริกรรมก็มีประโยชน์ต่อระดับเบื้องต้น เพื่อให้จิตอยู่กับตัว แต่ที่สุดก็ต้องปลดออก คำบริกรรมเหมือนชูชีพฝึกว่ายน้ำ แต่คนว่ายเป็นจริงๆ ต้องว่ายตัวเปล่า ต้องหัดใจ ปลดเป็นปลด คนว่ายตัวเปล่าเป็นจะให้กลับมาใส่ชูชีพจะรู้สึกรุงรังไม่คล่องแคล่ว … เปลี่ยน เหมือนอาวุธ ไม้กิ่งใหญ่ก็ใช้ขวานตัด พอจะซอยเป็นตะเกียบ ก็ใช้มีดบางขึ้น ต้องฉลาดในการใช้เครื่องมือ ตอนแรกใช้ของหยาบ ต่อไปก็ต้องเครื่องมือละเอียดขึ้น

ชื่อภาษาเป็นสัททบัญญัติ ที่ดูพองดูยุบ ดูออกดูเข้า เป็นอัตถบัญญัติ เหมือนชูชีพ ๒ ชนิดทีเดียว

ฝึกปลดเลยทั้งหมดก็ได้ ลองว่ายตัวเปล่า ทำวิปัสสนาไปเลย สติไปรู้ปรมัตถ์เลย ดูปรมัตถ์ทั่วๆ ไป หรืออย่างน้อยก็ดูปรมัตถ์เฉพาะที่ คือ ไม่ดูรูปร่าง ไม่ตีความหมาย แต่จะดูความรู้สึกเลย ดูความตึง หย่อน ไหว เย็น ร้อน กระเพื่อม รู้สึกสบาย ไม่สบาย ดูสภาวะไปเลย ดูจิตดูใจ ถ้าเห็นตัวเองยังไม่ไหวก็เอาชูชีพไปสักอย่างก่อน ดูรูปร่างด้วย ดูความหมายไปด้วย แต่อย่างไรก็ต้องฝึกออก ฝึกหลุดออกไปให้หมด ต้องทิ้งหมด รูปร่างทิ้ง ความหมายทิ้ง ชื่อภาษาทิ้ง คัดออก กะเทาะออก เหมือนจะกินไข่กินมะพร้าว ต้องเอาเปลือกออก เอากะลาออก ต้องกะเทาะ เปลือกหรือกะลาเหมือนเป็นบัญญัติ ต้องกะเทาะออก เข้าไปสู่ปรมัตถ์ ตัวเนื้อมะพร้าวเหมือนปรมัตถ์ … อุปมาให้ฟังว่าเราปฏิบัติต้องเข้าไปถึงปรมัตถ์

 

ปรมัตถ์

ปรมัตถ์ที่กาย ความรู้สึกที่กาย อาทิเช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง สบาย ไม่สบาย มีอยู่จริงๆ ปรมัตถ์เป็นของที่มีอยู่จริง (ปรมัตถธรรม คือ ความจริงสูงสุด ความจริงจริงๆ สิ่งที่มีอยู่จริงเป็นอยู่จริง เป็นธรรมชาติมีสภาวะเฉพาะตนจริงๆ สามารถปรากฏแก่ปัญญาได้ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ จิต - เจตสิก - รูป - นิพพาน ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน และวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ เป็นการดูปรมัตถ์คือ ดูจิต (หรือ นาม คือจิตและเจตสิกรวมกัน) และดูกาย (หรือรูป) (- deedi)

ไม่ว่าไทย จีน ฝรั่ง มีเหมือนกันหมด มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องพูด (เรามีหน้าที่)เข้าไปรู้ ดูปรมัตถ์ที่กาย

 

การหาจิตให้เจอ

วิปัสสนา คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง
การเจริญสติ จึงต้องระลึกให้ตรงกับสภาวะธรรมชาติที่เป็นจริง
คือ จิต-เจตสิก-รูป คือ ปรมัตถ์ ให้บ่อยๆ เนืองๆ

ถ้าไม่ระลึกตรงต่อปรมัตถ์ ก็จะไปสู่บัญญัติ ไปรู้ที่บัญญัติอารมณ์อัน เป็นสมมุติ เป็นของปลอม ไม่มีสภาวะ ไม่มีสภาพความเป็นจริงโดยแท้ ไม่มีเกิดดับ ไม่เป็นไตรลักษณ์

เห็นของจริงตามความเป็นจริง ทิ้งสมมุติ เพิกบัญญัติ อยู่กับปรมัตถ์ล้วนๆ ให้มากๆ รู้จักปรับ รู้จักปล่อย รู้จักวาง ไม่ยึด ไม่ติด ไม่เอาอะไรทั้งหมด

ต้องเข้าใจว่า ปรมัตถ์ไม่ใช่รูปร่าง ท่าทาง ทรวดทรง สัณฐาน ความหมาย ชื่อ ภาษา ไม่ใช่ชื่อหรือภาษาที่จิตคิดนึกถึง จดจำเป็นภาษา เป็นคำ เป็นประโยค เกิดเป็นอารมณ์ของจิต อันเป็นการอยู่กับบัญญัติอารมณ์

วิตก-ตรึก วิจาร-นึก สัญญา-จำ เคล้าไปในอารมณ์ ปรุงแต่จิตให้แล่นไป สู่อารมณ์ที่เป็นสมมุติ ปรุงๆ จิตก็มีอารมณ์เป็นเรื่องราว เป็นสมมุติขึ้นมา อย่างไรก็ตามตัวความตรึก นึก ระลึกรู้ เองเหล่านี้ ก็เป็นสภาพปรมัตถ์

ถ้ามาระลึกรู้ที่ปรมัตถ์ เรื่องก็จะขาดลง ภาษาก็จะขาดลง หลุดจากเรื่อง ชื่อ ความหมาย เรื่องขาดลง คำพูดหาย ภาษา ชื่อภาษา รูปร่าง มโนภาพ ก็จะหายไป คือ เรื่องขาดลง เหมือนฉายหนังก็คือเอาแสงผ่านฟิล์ม ภาพบนจอเปรียบเหมือนอารมณ์ คือ สมมุติบัญญัติ ฟิล์มและแสง เปรียบเหมือนปรมัตถ์ (เมื่อ)ฟิล์มขาด ภาพบนจอก็หายไป

ถ้าสติมารู้ความคิด คือ กลับมาสู่ปัจจุบัน เรื่องอดีตและอนาคตก็จะหายไป การที่สติอยู่กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน (อยู่กับ)อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ จิตก็จะมีความสบาย เบา ผ่องใส เพราะกิเลสถูกขัดเกลาออกไป จิตใจจะปกติขึ้น แต่ถ้าเผลอไปสู่เรื่องอดีตหรืออนาคต ก็จะเกิดความ ยินดียินร้าย โลภ โกรธ หลง ฟุ้งซ่าน ทุกข์ ฯลฯ เพราะว่าขาดสติดูแล รักษาจิต

ดังนี้ ปัญญาก็จะเกิด

ทางกายก็เช่นกัน สติจะรู้อยู่แค่ที่กาย ไม่ขยายไปสู่รูปร่าง ทรวดทรง สัณฐาน มโนภาพของกาย -- รู้แค่ความรู้สึก ความไหว ความสั่นสะเทือน ความสบาย ไม่สบาย ถ้านึกท่าทางก็จะไปนึกตีความหมายขยายออก เป็นสมมุติ เพราะฉะนั้น รู้กายคือรู้แค่ความรู้สึกเท่านั้น

เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ไหว ตึง กระเพื่อม ล้วนมากระทบแล้วก็ดับไป เวทนาก็เกิดดับ จิตหรือตัวผู้รู้ก็เกิดดับ

จะต้องระลึกรู้สัมผัสสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจ รู้ความไหวทางกาย รู้ความไหวทางจิต รู้สัมพันธ์กันไปทั้งส่วนที่เป็นรูปและนาม เข้าสู่ความ เป็นปกติ ไร้จากการบังคับ แม้แต่จิตส่งออกนอกก็ไม่ต้องดึงกลับ เพราะการดึงกลับเป็นการที่ยังไม่เป็นไปตามปกติยังเข้าไปบังคับบัญชาอยู่ สติรู้ความคิดเดี๋ยวก็กลับมาเอง

สติเองก็ดับ ระลึกรู้แล้วก็จบ ดับ เพราะฉะนั้นสติต้องเกิดบ่อยๆ เนืองๆ เมื่อฝึกมากๆ ขึ้น จะไม่มีการจัดแจง ไม่มีกฏระเบียบว่าจะต้องเอาอะไร ไปตรงไหนก่อน แล้วแต่อะไรเกิด(ที่กายหรือใจก็ตาม)ก็รู้ตรงนั้น เมื่อนั้น พร้อมที่จะรู้เสมอ

 

จิตมีลักษณะอย่างไร

จิตคือสภาพรู้ รู้อารมณ์นั้นอารมณ์นี้ สภาพดู สภาพดู นี้เอง ที่จะต้องเข้าไปรู้ตัวของตัวเอง จิตที่ปรุงแต่งคือจิตมีเจตสิกเข้าไปปรุงแต่งก็รู้ คิดนึกก็รู้ อีกระดับที่รู้ได้ยาก คือ จิตของผู้ที่ปฏิบัติ มีสติ สัมปชัญญะ สงบสำรวม นิ่งอยู่ ไม่คิดอะไร แม้จิตเช่นนี้ ไม่ปรุงแต่ง แต่ก็เป็นกระแสของสภาพรู้อยู่ เป็นสภาพรู้อยู่ ต้องเข้าไประลึกรู้จักจิตในสภาพนี้ขณะที่ทรงตัวอยู่ นิ่ง หยุด ไม่คิดอะไร เฉยๆ นิ่งๆ แต่ก็เป็นสภาพที่เกิดดับ สภาพรู้เกิดดับอยู่เรื่อย ก็จะเห็นตัวเองดับ

เมื่อจิตเข้าไปดูจิต เห็นจิตดับไปอย่างรวดเร็วและดับไปพร้อมๆ กัน จิตเช่นนี้ต้องทวนกระแส หัดดูใกล้ๆ กระชั้นกระชับเข้ามา อย่าขยายออกไปข้างนอก

จิตก็จะรู้จิตได้ คือ ต้องทำให้มันหยุดอยู่ ไม่แล่นไป ไม่ค้นหา ไม่ขวนขวายใดๆ อยู่กับที่ นิ่งๆ เฉยๆ จิตจะทวนเข้ามารู้ตัวเอง ดูสภาพรู้ ตัวดูคือตัวรู้คือสภาพรู้คือ ผู้รู้คือรู้อารมณ์อยู่ ถึงจิตจะอยู่นิ่งก็ยังรู้อยู่ ยิ่งจะไม่ดูก็จะยิ่งรู้ ยิ่งจะดูก็จะไม่เห็น ยิ่งทำยิ่งค้นหาก็ยิ่งไม่เห็น แต่ถ้าหยุดดูก็จะรู้ขึ้น

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติมากๆ ขึ้น คือ หยุดดู หยุดค้นหา จิตจะรู้ตัวเอง เห็นอาการในตัวเอง เห็นความจริงของตัวเอง ดูผู้รู้ ดูความรู้สึก

ถ้าดูจิตไม่เป็น การปฏิบัติก็จะไม่ก้าวไปไหน อย่างดีก็มาติดที่ความว่าง กายนิ่งเพราะเมื่อมีสมาธิกายจะไม่ค่อยรู้สึก ก็จะว่าง ไม่มีอะไรให้ดู ก็จะว่าง เป็นสมถะ แต่ถ้าดูจิตเป็นก็จะเห็นสภาวะเกิดดับอยู่เรื่อยๆ วิปัสสนาจะไม่ว่างเปล่า มีรูปนามป้อนให้เห็นเกิดดับอยู่ตลอด สติต้องอยู่กับรูปนามตลอดไปหรือไม่เช่นนั้นก็จะตกไปสู่บัญญัติ

 

ชั้นเชิงการปฏิบัติทางจิต

นิวรณ์

นิวรณ์เป็นธรรมฝ่ายอกุศล กั้นสติ สมาธิ ปัญญา ไม่ให้เจริญก้าวหน้า แต่ก็สามารถนำนิวรณ์มาเป็นคุณ โดยนำมาเป็นกรรมฐาน กำหนดรู้นิวรณ์ - กรรมฐานคือที่ตั้งของสติ ที่อาศัยระลึกรู้ของสติ - เป็นธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

วิธีแก้นิวรณ์แบบวิปัสสนา คือ สิ่งใดเกิดขึ้น ให้กำหนดรู้สิ่งนั้น ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง คือ รู้อย่างวางเฉย รู้อย่างปกติ ไม่เกลียดชัง ไม่ผลักไส ไม่บังคับ ไม่อยากให้หายหรือ ไม่อยากให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงระลึกรู้ด้วยจิตใจ ที่เป็นกลาง

ปรับ - สังเกต - เฝ้าดู - รู้เท่าทัน อยู่ตลอดเวลา ระลึกรู้สิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏด้วยความปกติ โดยไม่ต้องไปคิดหาอุบายอะไร

โดยธรรมชาติ เมื่อสติเข้าไปดู - ไปรู้ - ไปดู - ไปรู้ ธรรมฝ่ายดีก็จะ เข้าไปแก้ไขธรรมฝ่ายอกุศลเองโดยธรรมชาติ การเข้าไปรู้ ก็คือ การเกิดแทนๆๆ (ไปเรื่อยๆ)

หน้าที่ของผู้ปฏิบัติ คือ การเข้าไปเรียนรู้สภาพธรรม ตามความเป็นจริง การดูด้วยความวางเฉย เป็นวิธีการดับ

กามฉันทนิวรณ์ เกิดจากการตรึก นึก ถ้ารู้ทันแล้วไม่ปล่อย เค้าก็จะดับ แต่ถ้าปล่อยให้เค้าตรึกนึกต่อไป ก็จะกลายเป็นยิ่งๆ

ราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน สงสัย - เป็นเจตสิก เกิดร่วมกับจิตทั้งสิ้น จะดูอะไรก็ได้ ดูเจตสิกคืออารมณ์ หรือดูกิริยาของจิต ดูสภาพของจิตที่รับรู้อารมณ์ ดูลักษณะของจิต สังเกตกิริยาอาการเคลื่อนไหว เปลี่ยนอารมณ์ รับรู้อารมณ์ รู้อารมณ์แล้วหมดไปๆๆ แกว่งไกวไหวสู่อารมณ์นั้น หมดไปรู้อารมณ์นี้ คุณสมบัติของจิตเป็นสภาพธรรม

ถ้าหยาบขึ้นก็รู้ความคิด รู้ที่การคิดนึก

อาการกายแน่น กายตึง

อาการกายแน่น กายตึง เกิดจากการเจริญสติผิดมาแต่ต้น คือไปบังคับ ไม่เป็นธรรมชาติ ไปเพ่ง ฯลฯ

ที่จริงแล้วการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการคลี่คลายความเครียดในตัว ถ้าทำถูกต้องแล้ว สมองจะคลี่คลาย จิตใจจะโปร่งเบา หรือไม่อย่างนั้นก็คือ วางท่าทีของสติสัมปชัญญะไม่ถูกต้อง คือ มี ตัณหา เข้าไปบางการ จะเข้าไปล้ำหน้า จ้อง จับ บังคับ สมองเกร็ง ปล่อยวางไม่เป็น เกิดทุกขเวทนา ทุกข์จะดึงจิตเข้าไปรู้ ก็จะปวดหัวได้

ไม่ฝืน ไม่บังคับ ทำเหมือนไม่ได้ทำ ค่อยๆ ทำ ทำธรรมดา ไม่ฝืนกาย ไม่ฝืนใจ สติเคลื่อนไปไหนก็น้อมไป(รู้)ตรงนั้น

น้อมใส่ใจดูเฉพาะจิต เพื่อเลี่ยงทางกาย จนมีสมาธิขึ้น ใจเบา กายเบา อาการก็จะคลี่คลาย น้อมจิตรู้เบาๆ

ปล่อยวาง ไม่เอาอะไร ปกติ คลี่คลาย

การเจริญวิปัสสนา เดินหน้า จะไม่มีการหลบเลี่ยงอะไรทั้งหมด ไม่มีคำบริกรรม แต่รับรู้สภาพทั้งหมดด้วยความปล่อยวาง คลี่คลาย ไม่หลบ ไม่หนี ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่บังคับ ดูสภาพธรรมไปเรื่อยๆ แบบวางได้ ก็จะเกิดปัญญาเห็นสภาพ ความเป็นจริงของสภาวะเหล่านี้

อาการสงบ ดื่มด่ำ เป็นสุข ว่าง

สงบ ละเอียด สุข แต่ไม่เป็นปัญญา ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะสติไม่รู้อยู่ที่สภาวะปรมัตถ์ ไปรู้ความว่างเปล่าที่ไม่ได้เป็นปรมัตถธรรม ความว่างเปล่าเป็นสมมุติอย่างหนึ่ง อันนี้ถ้าย้อนกลับมาดูจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นสภาวะปรมัตถ์ ระลึกเข้ามาที่จิต ระลึกเข้ามาที่อาการของจิต สติก็เกิดกับจิต คือ จิตต้องรู้จิต รู้ต้องดูตัวรู้ รู้ต้องย้อนมาที่ผู้รู้ หาตัวรู้ให้เจอ หาตัวเองให้เป็น จิตจะรู้จักตัวเองก็โดยการรู้ตัวเอง ทวนกระแสตน กลับเข้ามาที่ตัวเอง

จิต คือ ธาตุรู้ สภาพรู้ คือ รู้อารมณ์ รับอารมณ์ ถ้า(กำหนด)ทันจะเห็นสภาพรู้ คือ รู้แล้วก็หมดลง ดับลง
สติ เป็นตัวระลึก
สัมปชัญญะ เป็นตัวปัญญา

นักวิปัสสนาต้องก้าวเข้ามาจุดนี้ให้เป็น ไม่ให้ไปตันอยู่แค่ความว่าง การรู้จักจิตเองจะนุ่มนวล เบา สละสลวย ละเอียดอ่อน ไม่เคร่งเครียด

วิปัสสนา ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย แต่จะรู้ที่รูปนาม ปรมัตถสภาวะ ถ้ากายคือสมมุติหาย ก็ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องค้น แขนขา หน้าตา ท่าทาง ความหวายว่านั่ง ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว แต่ให้ 'รู้สึก' เอาไว้ ความรู้สึกกายบางเบา เช่น ตึงเบาๆ ไหวๆ เบาๆ ตลอดจนรู้จิตใจ รับรู้ รับทราบความรู้สึก โลกปรมัตถ์จะไม่มีคน สัตว์ แขน ขา ชื่อ ภาษา ความหมาย คำพูดในใจ ทั้งหมดเพราะจิตยังปรุงแต่งอยู่ เวลามีภาษาก็รู้ที่ ความคิด ความตรึก ความนึก ความจำ

ถ้าปฏิบัติไปแยบคาย อาจเห็นต้นกำเนิดของความคิด คือ พอนึก ก็รู้ทัน ปรุงนิดก็รู้ทัน ถ้ารู้ตรงบ่อยๆ ต่อความปรุงแต่ง จิตก็จะสงบ ว่างแบบมีสภาวะ ว่างจากสมมุติ เป็นสภาพรู้อยู่เป็นขณะๆ พอปรุงอีก มีภาษาอีก มีความหมายอีก ก็รู้อีก

ทุกขเวทนา

กำหนดรู้ทุกข์ ปล่อยวางทุกข์ ดูจิต รักษาจิตไม่ให้ไปกระวนกระวาย ต่อทุกข์ทางกาย ถ้ากายยังเกร็งแสดงว่าจิตยังไม่ปล่อยวาง ยังโอดครวญหวั่นไหว รับรู้ให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รู้ปวด รู้ทุกข์ แต่อย่ายึด อย่างจ้อง ฝึกบ่อยๆ ก็จะเหมือนแยกกายแยกจิต ไม่ต้องทุกข์ทรมานทางใจ จะมีประโยชน์ ตอนเราป่วยจริงๆ ปวดก็รู้ ดูไป

[ ใหม่- ๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ]
| deedi_deedi@email.com |
1